บทที่ 6 อุบัติเหตุ
"พอมีเวลาให้ฉันสักครู่ไหมคะ"
"ไม่มี"
อาจารย์หนุ่มใช้นิ้วกลางดันแว่นขึ้นมองใบหน้าอึ้งๆ ของหญิงสาวตรงหน้าเพราะคำตอบตรงๆ ง่ายๆ คล้ายตัดขาดการสนทนาทันที อาการชะงักไปเล็กน้อยของเธอก็ไม่ได้ทำให้เขาสนใจ เดินต่อไปทางเลี้ยวตรงมุมตึกเพื่อที่จะกลับไปห้องพักอาจารย์
"เดี๋ยวค่ะ อาจารย์วิทย์ ฉันขอเวลาแค่ห้านาทีก็ได้ค่ะ" ไม่พูดเปล่าเมื่อสองขานั้นยังก้าวตามเขามา แล้วมือเรียวของเธอก็รั้งแขนเขาไว้ก่อนที่เขาจะทันเปิดประตูห้องพัก
"แค่ห้านาทีเท่านั้น มีอะไรก็รีบพูดมา"
"พูดตรงนี้หรือคะ" ปรางทิพย์หันไปมองนักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณนี้มองมาที่เธอกับอาจารย์หนุ่มรูปหล่อด้วยสายตาสนใจ ไตรวิทย์จึงกดสายตามองที่มือของเธอที่ยังจับแขนเขาไว้ เธอรู้สึกตัวรีบปล่อยแขนเขาทันที
ไตรวิทย์เดินนำเธอไปตรงมุมตึกที่มีโต๊ะม้าหินอยู่ใต้ต้นก้ามปูใหญ่ข้างตึกคณะ เพราะตรงทางเดินเข้าอาคารก่อนจะถึงห้องพักอาจารย์ในช่วงเวลาเปลี่ยนคาบเรียน ออกจะมีนักศึกษาเดินไปเดินมาอยู่สักหน่อย
"รีบพูดมา" เขาไม่นั่งยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็เร่งให้เธอรีบพูด
"เอ่อ ฉันได้หมายศาลแล้วค่ะ" ไตรวิทย์เหลือบมองคุณหมอคนสวยสีหน้าสลดลงเล็กน้อย เขาไม่ถาม ได้แต่รอฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อ
"ฉันขอไกล่เกลี่ยได้ไหมคะ แล้วที่มาวันนี้ก็เพื่อจะขอโทษคุณด้วย" ปรางทิพย์ยกมือขึ้นพนมไว้เขาแล้วก็ก้มหัวให้พองาม
โครม!!
เสียงดังสนั่นมาจากถนนด้านหน้าตึกคณะ คุณหมอที่กำลังก้มหัวลงเพื่อไหว้ขอโทษอาจารย์หนุ่มในเรื่องราวที่เกิดขึ้น พอได้ยินเสียงดังก็เงยหน้าขึ้นรีบหันไปมองทางที่มาของเสียง โดยไม่ได้สนใจอาจารย์ว่าจะทันรับไหว้เธอหรือเปล่า และเมื่อเห็นว่าเสียงนั้นเกิดจากอะไร เธอไม่ได้สนใจผู้ชายหรือเรื่องราวตรงหน้า รีบวิ่งกลับไปที่รถของตัวเอง ไม่สนใจว่ารองเท้าส้นเข็มของเธอมันจะส้นสูงถึงสามนิ้ว ระหว่างที่วิ่งมืออีกข้างของเธอก็ล้วงไปในกระเป๋าสะพายเพื่อควานหากุญแจรถ
กระโปรงท้ายถูกเปิดออก เธอรีบคว้ากระเป๋าปฐมพยาบาลใบใหญ่ที่อยู่หลังรถ รีบวิ่งตรงไปทางที่เกิดเสียงดังจากรถมอเตอร์ไซค์ที่ชนกับรถกระบะคันใหญ่ เธอเริ่มเห็นรอยเลือดที่ซึมออกมาจากร่างผู้บาดเจ็บ ไม่สวมหมวกกันน็อก ผู้คนแถวนั้นเริ่มเดินเข้าไปมองใกล้ๆ บางคนก็ทำสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนักคล้ายไม่กล้ามองภาพตรงหน้า บางคนก็เอามือปิดปากทำตาโต แต่เธอไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากร่างของชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆ ล้อรถคันใหญ่นั่น
ไตรวิทย์เองก็ตกใจ ทันได้เห็นภาพที่รถยนต์ชนกับรถมอเตอร์ไซค์พอดี เขารีบวิ่งตามเธอไปติดๆ ก่อนจะถึงที่เกิดเหตุเพียงนิด เขาเห็นรองเท้าส้นสูงของเธอพลิกเพราะรีบวิ่ง เธอถอดรองเท้าสะบัดไปที่ข้างทางแล้วก็วิ่งเท้าเปล่าต่อไป เสียงเธอตะโกนสั่งให้คนที่มุงดูถอยออกไป แล้วก็หันมาไปบอกให้ใครสักคนโทรหาโรงพยาบาล แต่หลายๆ คนก็คล้ายจะตกใจ เรียกว่าทำอะไรกับภาพตรงหน้าไม่ถูกเลย เพราะสภาพคนเจ็บที่ดูจะอาการสาหัสไม่น้อย น่าจะเพราะรถกระบะได้ทับช่วงขาจนทำให้ขาผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด เลือดที่ไหลออกมาเป็นทางยิ่งย้ำให้ภาพนั้นน่าสยดสยอง
"โทรเรียกรถพยาบาลค่ะ" เสียงเธอตะโกนซ้ำ
"คุณมีเบอร์ไหม" ไตรวิทย์วิ่งตามมาถึงก็เอ่ยถาม พร้อมโทรศัพท์ในมือ เสียงเธอตอบเบอร์โทรของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอย่างขึ้นใจ เขารีบกดตามแล้วก็แจ้งเรื่องราวทันที
กรรไกรในมือเธอตัดเสื้อผ้าของคนเจ็บอย่างคล่องแคล่ว ผ้าก๊อซห้ามเลือดเหมือนจะไม่พอ เขาเห็นเธอถอดเสื้อคลุมไหมพรมของตัวเองกดบาดแผลคนเจ็บเอาไว้
"คุณมาจับให้หน่อย" เธอสั่งให้ไตรวิทย์มาช่วยห้ามเลือดไว้
เธอใช้หูฟังแพทย์แนบไปที่หน้าอกของคนไข้อยู่ครู่ ใบหน้าตื่นตกใจเพียงนิด รีบถอดหูฟังออก แล้วสองมือเรียวก็ประสานกดไปที่กลางอกของคนเจ็บที่นอนแน่นิ่ง เธอกดเป็นจังหวะเร็วๆ อยู่นานกลางถนนในช่วงบ่ายที่แดดร้อนแรง ใบหน้าหวานเริ่มผุดไปด้วยเม็ดเหงื่อ เสื้อคลุมที่ถูกถอดออกเหลือเพียงเสื้อสายเดี่ยวตัวหลวมยังดีที่มันไม่ได้บางจนเห็นข้างใน เพียงครู่เดียวรถพยาบาลก็มาถึงที่เกิดเหตุ เสียงพยาบาลเอ่ยถามเธอตอบภาษาทางแพทย์ที่เขาฟังไม่รู้เรื่อง แต่มือยังไม่หยุดทำซีพีอาร์ให้คนเจ็บ
"กลับมาแล้วค่ะคุณหมอ" เสียงพยาบาลเอ่ยบอกคุณหมอคนสวย
ปรางทิพย์ดึงมือออก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนั่งที่พื้นถนน ถอยห่างออกมาพยาบาลและหน่วยกู้ชีพก็สานต่อคนเจ็บ เพียงครู่เดียวคนเจ็บก็ได้ขึ้นรถ เสียงหวอที่ดังจนแสบหูค่อยๆ ห่างออกไป เขาเห็นเธอถอนหายใจอีกครั้ง รอยเลือดของคนเจ็บเปื้อนไปตามเนื้อตัวเธอจนแดงเถือกราวกับเธอเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุเสียเอง แม้คนเจ็บจะถูกส่งไปที่โรงพยาบาลแล้ว แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่จบเพราะรถกระบะยังรอเจ้าหน้าที่ตำรวจและประกันอีก
"ที่รถมีเสื้ออีกหรือเปล่า" เสียงอาจารย์ไตรวิทย์เอ่ยถาม ทำให้เธอนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้
"มีค่ะ"
"แล้วรองเท้าล่ะ"
"น่าจะมีมั้งคะ" เธอเอ่ยตอบไม่ทันได้คิดอะไร แต่พอเขาถามถึงได้รู้สึกถึงความร้อนที่ปะทุอยู่ที่ฝ่าเท้าเนียนที่แดงเถือกทั้งเลือดคนเจ็บ ทั้งพื้นถนนกลางแดดจ้า แถมยังมีรอยแดงๆ และเหมือนมันจะเริ่มบวมที่ตรงตาตุ่มนั่นด้วย
ปรางทิพย์ขยับตัวจะเดินเข้าไปแอบใต้ร่มไม้ข้างทาง เพราะอาจจะต้องรอให้การตำรวจด้วย เผื่อว่าคนเจ็บเป็นอะไรขึ้นมา แต่แค่เธอขยับขาเพียงก้าวเดียวก็แทบจะทรุดลงพื้น เพราะขาข้างที่พลิกมันแทบจะรับน้ำหนักไม่ไหว ถ้าไม่ได้แขนแข็งแรงของอาจารย์หนุ่มช่วยประคองรับไว้ได้ทัน เธอคงจะลงไปกองกับพื้นอีกแน่
"ค่อยๆ เดิน เหมือนมันจะบวมแล้ว" เขาเอ่ยเตือนแล้วก็ช่วยเธอประคองเข้าไปแอบใต้ร่มไม้ ใต้ร่มไม้นั้นเธอจึงได้เห็นรองเท้าส้นสูงของเธอวางอยู่ตรงนั้น ก็อดแปลกใจไม่ได้
"เอากุญแจรถมา เดี๋ยวจะไปหยิบเสื้อให้" อาจารย์เอ่ยสั่งคุณหมอที่ยืนพิงต้นไม้เอาไว้ เธอหันมองหากระเป๋าสะพายตัวเอง ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามันถูกวางรวมอยู่กับกระเป๋าปฐมพยาบาล เขาเห็นสายตาเธอจึงเดินไปหยิบสัมภาระเธอมาวางไว้ข้างๆ ส่งกระเป๋าสะพายให้เธอหยิบกุญแจ
ไตรวิทย์เดินไปที่รถของเธอไม่ลืมที่เขาจะถือกระเป๋าหมอใบใหญ่นั้นและมืออีกข้างของเขาก็หิ้วรองเท้าส้นสูงของเธอกลับไปที่รถด้วย เธอเห็นเขาก้มไปที่เบาะด้านหลัง คงจะหยิบเสื้อที่แขวนอยู่ด้านในมาให้ รองเท้าแตะจากกระโปรงท้ายเขาก็หยิบมาให้ เธอได้เสื้อคลุมกับรองเท้ามาครู่เดียวตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุ เธอให้ปากคำในส่วนของตัวเองเสร็จก็เตรียมขอตัวกลับ
"ขับรถไหวหรือเปล่า" เขาเอ่ยถามเมื่อเธอกำลังจะเดินกลับไปที่รถ
"น่าจะพอไหวค่ะ"
"เดินยังไม่ไหว จะขับรถไหวหรือไง เท้าขวาด้วย"
"ถ้าไม่ไหว คงต้องจอดรถไว้นี่ อาจจะต้องนั่งวินหรือไม่ก็แท็กซี่กลับค่ะ"
"จะไปหาหมอไหม" เขาเอ่ยถามพลางมองไปที่ขา
"ก็ฉันไงหมอ" เธอตอบกลั้วหัวเราะ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของเขาจึงได้เอ่ยเสียงอ่อย
"ไม่เป็นไรมากค่ะ ไม่ต้องถึงขั้นหาหมอ" หมอปรางวิเคราะห์อาการของตัวเองเสร็จสรรพ
"งั้นเดี๋ยวผมจะช่วยขับรถไปส่งคุณที่คอนโดให้"
"มะ..ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนคุณ เดี๋ยวต้องนั่งแท็กซี่ย้อนกลับมามหาลัยอีก ยิ่งเย็นเดี๋ยวรถจะยิ่งติด"
"งั้นคุณจอดรถไว้ที่นี่ก่อน เดี๋ยวผมไปส่งคุณ แล้วจะหาคนขับรถไปคืนให้ เพราะบ้านผมกับมหาลัยมันคนละทางจริงแหละ"
"ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ" ปรางทิพย์เอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง แต่คนฟังคงไม่ได้ใส่ใจ เขาประคองเธอให้นั่งรอตรงม้าหินก่อนจะถึงรถที่เธอจอดไว้
"รอตรงนี้ เดี๋ยวผมไปเอารถมารับ ต้องเอาอะไรในรถหรือเปล่า"
"ไม่มีค่ะ" ปรางทิพย์จึงยอมทำตามที่เขาว่า เพราะอาการปวดร้าวที่ข้อเท้าเริ่มทวีขึ้น จนเธอเดินไม่ค่อยถนัดแล้ว
เพียงครู่เดียวรถบีเอ็มดับเบิลยูคันหรูของเขาก็มาจอดอยู่ตรงหน้าเธอ อาจารย์หนุ่มรีบลงมาเปิดประตูรถให้แล้วก็มาช่วยเธอประคอง เกือบจะถึงรถเขาอยู่แล้ว อยู่ๆ เธอก็ขืนตัวเองไว้เมื่อนึกถึงสภาพตัวเองขึ้นมาได้
"เอ่อ..รถคุณจะเลอะนะคะ ตัวฉันมีแต่คราบเลือด"
"ไม่
เป็นไรหรอก" เขาเอ่ยตอบแล้วก็ดันให้เธอเดินต่อ
