บทที่ 10 คนพูดมาก
ร่างอรชรของนางแบบสาวถูกโยนลงบนเตียงอย่างแรง
“โอ๊ย! ไอ้บ้า เบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” คนถูกโยนร้องประท้วง
“อยากแกล้งหลับทำไม ไม่อยากเดินเองก็ไม่ต้องบ่น”
ฟาบริซเดินหนีออกจากห้องนอนของยัยเกรซตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ หยิบไวน์ในตู้แช่ออกมารินราวกับเป็นห้องของตัวเอง อย่างไม่คิดจะเกรงใจ เจ้าของห้องรีบที่รีบเดินตามออกมา
“นายบรีส” เสียงแหวของเกรซ ทำให้เขามองอย่างหงุดหงิด
“นี่นายเปิดขวดแพงเลยหรือ ฉันจะเอาไว้เป็นของขวัญให้ลูกค้า ขวดถูกๆ นั่นทำไมไม่เปิด” ไม่พูดเปล่าเกรซฟาดมือลงไปที่แขนเขาอย่างไม่เบานัก
“ไม่อร่อย” คนเทไวน์ได้แล้วยกกระดกหมดแก้ว
“ลิ้นจระเข้อย่างนายนี่มันเสียของจริงๆ” ว่าแล้วคนบ่นก็เดินไปหยิบแก้วไวน์มาเทบ้างพลางจิบแบบละเมียดละไม จนคนกระดกอึกใหญ่นึกหมั่นไส้
“แล้ว..ทำไมกลับมาล่ะ ไม่ได้ไปกับคนนั้นหรือไง หรือเขาเขี่ยนายทิ้ง”
คนนั้นคือคุณจันทร์ ได้ยินแว่วๆ ว่าเป็นแม่ม่ายทรงเครื่องตั้งแต่สาวๆ เจ้าของรีสอร์ตที่เธอไปถ่ายแบบวันนี้และฟาบริซที่บอกว่าจะตามไปดูแลเธอ กลายเป็นไปเจอกลุ่มเพื่อนที่มาจากฝรั่งเศสด้วยกัน เห็นแนะนำให้รู้จักกับคุณแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์นั่น สายตาก็แทบจะกินนายบรีสเสียให้ได้ เธอเห็นแล้วก็หมั่นไส้ บอกจะกลับกรุงเทพฯ เลย แต่เขาบอกต้องคุยธุระต่อพรุ่งนี้อีกวันค่อยกลับตอนเย็นพร้อมกัน เธอไม่ยอมโมโหเลยขอติดรถกลับมาพร้อมกับวาดิมนายแบบหนุ่มที่มาถ่ายแบบด้วยกัน เมื่อเขาเห็นเธอจะกลับกับวาดิมเขาเลยบอกตามใจแล้วก็ทิ้งเธอเฉยเลย สุดท้ายเธอก็ได้แต่ไปนั่งดื่มเหงาๆ อยู่คนเดียวที่ผับเฮียตุลย์
“หึ” ฟาบริซทำเสียงในลำคอ มองหน้าเกรซด้วยความหมั่นไส้ พลางคว้าขวดไวน์เดินหนีไปนั่งที่โซฟา
“พรุ่งนี้คุณจันทร์ เขาจะพาฉันไปเจอเสี่ยอำนาจไปดูที่ดิน” ฟาบริซตอบพร้อมเสียงถอนหายใจ และพรุ่งนี้เช้าเขาก็ต้องขับรถกลับไปพัทยาอีกรอบ
“ดูที่ดิน” เกรซทวนคำของเขาตาโต
“อื้อ ฉันจะทำรีสอร์ต พอดีคุณจันทร์เขารู้จักเจ้าของที่เลยจะพาไปดู”
คนคิดอกุศลเริ่มสำนึกผิด “แล้วไม่บอกล่ะ นึกว่านายจะไปกินแม่ม่าย”
“บ้าซิ” ฟาบริซทำตาเขียวใส่
“แล้วที่ดิน ที่ว่าอยู่ที่ไหนหรือ”
“แถวชลบุรีนั่นแหละ แต่คุณจันทร์ว่าเสี่ยแกมีสวยๆ หลายที่ พรุ่งนี้ต้องไปคุยอีกที”
คนเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ ทำสีหน้าดีขึ้นอาการฟึดฟัดหายไป พลางหยิบแก้วไวน์ของตัวเองจากเคาน์เตอร์บาร์เดินไปหาเขาที่โซฟา
“ว้าย!!” เกรซร้องลั่นเมื่อเท้าของเธอสะดุดเข้ากับหมอนอิงบนพื้น
พอจะไปถึงเขาเท่านั้นแหละ ขานางแบบสาวที่เคยก้าวอย่างมั่นคง แม้จะเคยเจออุบัติเหตุส้นรองเท้าหักกลางเวทีมาแล้ว เธอยังสามารถหยัดขาเดินได้อย่างดี แต่ครั้งนี้แค่สะดุดหมอนอิงที่ร่วงลงมาจากบนโซฟาก็เซถลาหน้าคะมำไปนั่งคร่อมตักของนายบรีสพอดิบพอดี แถมแก้วไวน์ในมือก็เหลือแต่แก้วใสมีเพียงคราบสีแดงจางๆ ในแก้ว เมื่อเธอก้มมองฟาบริซที่นั่งคร่อมเขาไว้ก็ต้องตกใจ เสื้อตรงหน้าอกเขาแดงเถือก
“เสื้อนายเลอะหมดเลย” เกรซตกใจที่เห็นเสื้อเขาเป็นสีแดง เธอก็เลยหวังดีเอามือลูบๆ เช็ด ที่แผงอกนั่น เขาติดกระดุมเสื้อไว้ไม่ครบ เปิดจนถึงแผงอก เมื่อเกรซเอามือเช็ดไวน์ให้เขา กลายเป็นเธอต้องไปสัมผัสแผงอกมัดกล้ามแน่นแถมขนสีน้ำตาลอ่อนไรๆ นั่นอีกแม้ไม่ดกหนาแต่พอมองแล้วก็ดูจั๊กจี้ดีไม่น้อย
“ลงไป” ฟาบริซสั่งเสียงเข้ม
“เสื้อนายเลอะ อกก็เลอะ” คนพยายามช่วยทำความสะอาดยังเอามือเช็ดไวน์ที่เปื้อนอกเขาอยู่ แถมมือเรียวยังปลดกระดุมเขาเพิ่ม
จะเช็ดให้สะอาดไปถึงไหน
“ลงไป” เสียงยิ่งเข้มขึ้นกว่าเดิม พลางหลับตาลงเหมือนสะกดอารมณ์โกรธ
เมื่อเกรซเห็นเขาโกรธหน้าเขียว หน้าแดงแบบนั้น เธอเลยยิ่งนึกสนุก อยากแกล้งเขาเล่นสักหน่อย แกล้งปลดกระดุมเขาลงมาอีกเม็ด จากมือที่เช็ดไวน์แบบปัดๆ ถูๆ ครั้งนี้เธอแกล้งเอาเล็บยาวของตัวเองกรีดไปตามร่องอกเขาแทน
ฟาบริซเอามือล็อกสะโพกหมับ เกรซทำท่าจะขยับลุกออก ก็ไม่สามารถขยับออกได้แล้ว
“เธอหมดสิทธิ์เลือกแล้ว”
เขาว่าแค่นั้นมือที่รั้งสะโพกเธอสองข้าง ก็กอดรวบหลังเข้ามา กดปากกดจมูกฝังลงที่แก้มของเกรซ ก่อนจะเลื่อนไปประกบริมฝีปาก เกรซดันไหล่หนาให้ขยับออกเขาก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น ลูบฝ่ามือไปตามแผ่นหลังขาวเนียนที่โผล่พ้นออกมาจากชุดผ่าหลังรูปตัววีแหวกถึงเอวนั่น
ฟาบริซยังไม่ยอมถอนจูบออก ในทีแรกเกรซแข็งขืนแต่เมื่อเขาจูบเธออ้อยอิ่งนานเข้า เธอก็เผยอปากรับจุมพิตจากเขา มือใหญ่รั้งชุดตัววีทำให้สายคล้องไหล่หลุดลงเผยให้เห็นเนินอกสล้างมีเพียงซิลิโคนสีเนื้อแปะจุกปิดอยู่ เขาถอนปากพร้อมดึงซิลิโคนออก แล้วฝังจมูกลงไปที่เต้างาม เกรซยกมือขึ้นดันไหล่เอาไว้ แต่ตัวเองกลับแอ่นอกรับริมฝีปากร้อนจากฟาบริซ
“ปล่อยนะ ... ฉันจะฟ้องแม่นาย” เกรซเริ่มพูดไม่เป็นคำ
“แล้วฟ้องให้หมดนะ ว่าฉันทำอะไรตรงไหนบ้าง”
เขาละมือจากแผ่นหลังขาวเนียน มากอบกุมของสงวนกลางกายสาว ใช้ปลายนิ้วเรียวถูไถกรีดไปตามร่องจนแพนตี้ตัวน้อยปรากฏร่องรอยตามมือ ก่อนจะใช้นิ้วแหวกแพนตี้ตัวจิ๋วข้างหว่างขาของเธอส่งนิ้วร้ายเข้าไปสำรวจความฉ่ำหวาน พลางขยับนิ้วขลุกขลักเป็นจังหวะ เกรซจิกเล็บเข้าไปที่ไหล่กว้างพร้อมซบหน้าลง พยายามกลั้นเสียงครางเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ จนเธอต้องเผลอปลดปล่อยเสียงให้เล็ดลอดออกมาเพื่อบรรเทาความเสียวซ่าน กลายเป็นฟาบริซได้ยินเสียงครวญครางกระซิบที่หูชัดเจน
ฟาบริซหยุดการขยับนิ้วของเขา แต่ยังคามือเอาไว้แบบนั้น
“ให้ปล่อยไหม” คนเคยสั่งให้ปล่อย ถูกถามกลับบ้าง
“อื้อ…บริซ อย่าหยุดซิ” คนหยุดมือกระตุกยิ้มร้าย
“งั้นต่อจากนี้หยุดไม่ได้แล้วนะ อย่าร้องขอชีวิตล่ะ” ฟาบริซกระซิบเสียงพร่าถามคนที่ยังซบเขาอยู่ เธอยังทำเสียงในลำคอเบาๆ คล้ายถูกขัดใจที่เขายังไม่ขยับมือ เธอก็เลยต้องขยับสะโพกพอให้บรรเทาความซ่าน จะเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มไปหลายขนานหรือเพราะฤทธิ์รัก จึงกล้ายั่วยวนเขาขนาดนี้แต่เพราะอะไรก็ช่างถ้าเป็นฟาบริซ เธอก็ยอม
มือใหญ่ขยับต่อพอจังหวะเร่งแรงขึ้น เกรซก็เกร็งซบลงที่ไหล่เขาอีกครั้ง ยังไม่ทันจะหายใจโล่ง ฟาบริซก็ดึงแพนตี้จิ๋วออกจัดการปลดกางเกงของตัวเองออกทั้งที่เธอยังนั่งคร่อมเขาอยู่ เพียงชั่วพริบตาเขาก็จับสะโพกเธอกดลงมาที่แท่งลำรักตั้งตระหง่าน
“โอ้ว” เกรซถึงกับเงยหน้าร้องเมื่อเธอถูกกดสะโพกลงไปเต็มลำ
“บริซ เบาๆ หน่อย”
“โอ้ว..แน่นจัง ..เกรซ” คนโดนประท้วงยังไม่มีทีท่าจะเบาตามความต้องการของเธอ กลับยิ่งเร่งจังหวะแรงขึ้น เมื่อคนที่นั่งบนตักเขาเริ่มจิกเล็บที่ไหล่กว้างสะโพกมนก็ยิ่งถูกรั้งให้กระแทกเข้าใส่
เกรซกรีดเสียงร้องพร้อมอาการเกร็งกระตุก ส่งผลให้ฟาบริซยิ่งเร่งจังหวะส่งตัวเองให้ถึงฝั่งฝันตามไปติดๆ
เกรซยังซุกหน้าที่ไหล่เมื่อความหฤหรรษ์จบลง เกิดกระดากอายขึ้นมา จะมองหน้าฟาบริซยังไงล่ะทีนี้ ตายๆ
“หือ เป็นอะไร” จนเขาสงสัย
“อย่ามอง พรุ่งนี้นายก็ลืมๆ ซะ ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น” สำหรับเธอ เรื่องเซ็กซ์ในเมืองนอกถือว่าเป็นเรื่องปกติเป็นธรรมดาเธอเองก็เคยมีแฟนมาแล้ว
“ลืม จะลืมได้ยังไง เดี๋ยวเราต้องทำต่อกันอีกหลายรอบนะ แล้วอย่าลืมไปฟ้องคุณนายกานดาด้วยล่ะ” ฟาบริซเตือนความจำคนช่างฟ้องว่าอย่าลืมไปฟ้องแม่ของเขานะ
เกรซฟาดมือเข้าที่อกบึกบึนนั่น แต่ร่างหนาก็แทบไม่สะทกสะท้าน เขาช้อนตัวเธออุ้มลอย เกรซก็เลยฟาดเขาลงไปอีกที เขาไม่สนใจอุ้มเธอเดินเข้าห้องนอน เกรซหน้าแดงระเรื่อเมื่อโดนจ้องมองด้วยสายตาแปลกๆ ไม่ใช่สายตาเจ้าชู้ แต่เป็นสายตาของคนที่มุ่งมั่น เกรซเอามือผลักใบหน้าที่เริ่มมีหนวดขึ้นรำไรเมื่อเห็นเขายังจ้องหน้าเธอ
“ตอนอายก็น่ารักดี ยิ่งตอนร้อง...”
“หุบปากเลยฟาบริซ” เสียงคนหน้าแดงร้องแหว
“พรุ่งนี้นายต้องไปพัทยาอีกนี่ นายรีบกลับห้องนายไปเลย” คนหน้าแดงเริ่มหาข้ออ้าง
“แล้วไง เดี๋ยวก็ต้องไปด้วยกัน นอนด้วยกันที่นี่แหละ” คนมีเหตุผลให้ข้ออ้าง
“ฉันง่วงแล้ว ถ้าไม่นอนฉันไปด้วยไม่ไหวหรอกนะ”
“เดี๋ยวค่อยไปนอนบนรถ”
นอนบนรถ ไอ้บ้านี่จะไม่ให้เธอได้นอนเลยหรือไง
คนที่จะไม่ได้นอน เตรียมหาข้ออ้างใหม่ เมื่อเห็นว่าเหตุผลที่ให้ไปยังไม่ได้ผล เมื่อบริซวางเธอลงที่เตียง เขาก็ซ้อนตามลงไป ประกบปากคนพูดมากไม่ให้พูดต่อ
“หยุดพูดได้แล้ว เดี๋ยวไม่มีเสียงร้อง” คนพูดมากจะพูดต่อ แต่กลับโดนเขาจูบปิดปากไปอีกรอบ สรุปคืนนั้นเธอแทบไม่ได้พูดอะไรเลย
เพราะฟาบริซขยันแต่ทำให้เธอร้องครวญครางอย่างที่ว่าไว้
