บทที่ 2 อย่าเกร็ง..อ้าขาออกหน่อย หมอจะตรวจ
“หมอตุลย์คะ มีเคสผ่าตัดด่วนค่ะ”
คนถูกเรียกว่าหมอตุลย์เงยหน้าจากหน้าจอมอนิเตอร์ของโน้ตบุ๊กเครื่องบางที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน พลางยกมือใช้นิ้วมือดันแว่นบริเวณดั้งภายใต้แว่นตาใสทรงกลมขนาดพอดี ดวงตาคู่สวยออกจะดูเหมือนตาชั้นเดียวเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของดวงตาคู่นั้นดูคมเข้มน้อยลงไปเลย คิ้วสวยได้รูปที่ดูไม่หนาจนเกินไป ราวกับเจ้าของคิ้วนั้นได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี จมูกโด่งรองรับกรอบแว่นหรู ปากสวยได้รูป ราวรูปปั้นเทพเจ้าบรรจงสร้าง
“ครับ” หมอตุลย์พยักหน้าพร้อมพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลง ก้าวขายาวๆ เดินตามพยาบาลไปยังห้องผ่าตัด
ตุลา เดชเรืองโรจน์กุล ป้ายหน้าห้องพักแพทย์แสดงชื่อ ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เขามักถูกเรียกเขาว่าหมอตุลย์ หมอสูติ-นรีเวช การเข้าห้องผ่าตัดสำหรับเขาในครั้งนี้ ใช้เวลาเพียงไม่นาน
เมื่อหมอตุลย์ก้าวออกจากห้องผ่าตัดก็เดินตรงไปยังห้องตรวจแผนกผู้ป่วยนอก เพราะวันนี้เขาต้องลงตรวจแผนกผู้ป่วยนอก
สูติ-นรีเวช แผนกผู้ป่วยนอก
“เหลือคิวสุดท้ายแล้วค่ะหมอ” เสียงพยาบาลบอกเตือนเขาด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ เพราะเห็นจะเป็นเวลาที่เลยอาหารกลางวันมานานแล้ว
“ไม่เป็นไรครับ” เสียงนุ่มของหมอตุลย์ทำให้พยาบาลสาวพอยิ้มออกมาได้บ้าง
“เชิญคุณ เพียงใจ สิริศร ที่ห้องตรวจห้าค่ะ” หมอตุลย์ชะงักมือที่จับแฟ้มคนไข้ พลางรีบพลิกไปดูชื่อด้านหน้าแฟ้มนั้นอีกครั้ง นางสาวเพียงใจ สิริศร เพราะสะดุดคำว่า เพียง แต่ไม่ทันได้ได้คิดหาคำตอบ ใบหน้าหวานของคนไข้เพียงใจ ก็เข้ามาในห้องตรวจที่ห้า รอยยิ้มร้ายผุดขึ้นที่มุมปากของหมอตุลย์ แต่คนไข้หน้าหวานก็คงจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มภายใต้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์สีเขียวที่บดบังใบหน้าขาวหล่อคมนั้นเป็นอย่างดี
เพียงใจมองคุณหมอที่จะต้องตรวจเธอด้วยใบหน้าสะท้าน หมอหล่อทะลุแมสก์แบบนี้
‘โอ๊ยตาย นังเพียง ขายขี้หน้าชะมัด’
หมอหนุ่มขมวดคิ้ว เมื่อเห็นใบหน้าหวานของคนไข้ออกจะตระหนก คงอาย ดีนะเธอยังจำเขาไม่ได้
เพราะแมสก์ที่พาดปิดใบหน้าหล่อเหลานั้นไว้กว่าครึ่งหน้าเธอเลยจำเขาไม่ได้ แต่เขาลอบมองใบหน้าสวยหวานอย่างแค้นเคืองในอารมณ์ เธอตื่นหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ทิ้งให้เขานอนอยู่คนเดียว สาวๆ ที่ขึ้นเตียงกับเขาล้วนอ้อนวอนขออยู่ต่อแทบจะทั้งนั้น แต่เธอกลับหนีเขาไปข้อมูลเพียงสิ่งเดียวที่เธอทิ้งไว้
‘เพียงไม่ไหวแล้วค่ะ’ เขาจึงรู้ว่าเธอชื่อเพียง
“เป็นอะไรมาครับ” หมอตุลย์แอบเหลือบมองหน้าคนไข้เมื่อเห็นเธอเหมือนจะมีอาการติดอ่างเพิ่มขึ้นมาอีกโรค
“อะ เอ่อ... มาตรวจโรคค่ะ” ปากกาในมือหมอตุลย์ที่กำลังจดอะไรบางอย่างในแฟ้มประวัติคนไข้ของเธอกระตุกพรืดจนเกิดเส้นจากรอยปากกาเป็นทางยาว นี่เธอนึกว่าเขาจะเอาเชื้อโรคไปให้เธอรึไงนะ
“อายุยี่สิบห้า” หมอดูประวัติคนไข้พลางเอ่ย
“ใช่ค่ะ”
“เดี๋ยวต้องเจาะเลือด แล้วตรวจภายในครับ ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
“ประมาณสองอาทิตย์ที่แล้วค่ะ” หมอตุลย์ขมวดคิ้วมุ่นกับคำตอบที่ได้รับ
“การคุมกำเนิดล่ะ”
“เอ่อ ไม่ได้คุมค่ะ”
“คุณอยากมีลูกหรือ”
คนถูกถามหน้าเริ่มชาคิดคำตอบ มันจะคุมยังไงล่ะก็ไม่เคย แล้วก็เพิ่งเคยเมื่อคืนนี้แหละ แต่จะให้บอกหมอยังไงล่ะ มันไม่ใช่วิสัยการคุมกำเนิดแบบปกติของคู่แต่งงานกันซะเมื่อไหร่
“เอ่อ..ยังไม่พร้อมค่ะ”
“แล้วทำไมไม่คุม” เสียงหมอเริ่มดุ คนไข้คร้านจะให้ข้อมูลเชิงลึก เธอคุมด้วยยาคุมฉุกเฉินมาแล้ว แต่คงไม่ต้องแจ้งหมอหรอกมั้ง
“รู้สึกอย่างไรบ้าง มีอาการอื่นร่วมด้วยไหม” คนไข้หน้าเหวอ รู้สึก!! เมื่อคืนเสียว ตอนนี้ออกจะเจ็บๆ แสบนิดๆ จะให้ตอบว่าอาการเป็นแบบไหนวะ
หมอตุลย์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นคนไข้ไม่ตอบ
“มีอาการแสบคันไหมหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย” จะตอบไงวะ เมื่อคืนบทรักหนักหน่วงแทบไม่ได้นอนทั้งคืน แถมเป็นครั้งแรก มันก็ต้องแสบๆ เจ็บๆ บ้างล่ะวะ
“เอ่อ มะ มะ ไม่ค่ะ”
“ผมจะเจาะเลือดให้ อาทิตย์หน้านัดมาฟังผลอีกที” คนไข้รับคำสั้นๆ “ค่ะ”
“เดี๋ยวพยาบาลจะพาคุณไปเปลี่ยนชุด แล้วเราจะตรวจภายในกัน” เมื่อคนไข้ได้ยิน “เรา จะตรวจภายในกัน” เท่านั้น เหมือนเธอจะเป็นโรคความดันสูงเฉียบพลันเลยทีเดียว หัวใจเจ้ากรรมมันคงสูบฉีดเลือดมาเลี้ยงใบหน้าเธออย่างบ้าคลั่ง เผยให้หน้าเธอแดงเรื่อขึ้นทันตา
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพยาบาลผู้ช่วย ก็พาเธอเดินมาห้องตรวจอีกห้องข้างๆ กับห้องเมื่อครู่ ภายในห้องมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมากมาย เธอก็คร้านจะทำความรู้จักกับมัน พลันเหลือบไปเห็นเจ้าปากเป็ด อุปกรณ์สำคัญในการตรวจภายใน เธอก็อาการเสียวสันหลังขึ้นมาทีเดียว พยาบาลจัดท่าให้เธอขึ้นนอนบนเตียง ยกขาพาดขึ้นบนขาหยั่ง เสื้อคลุมถูกเปิดออกให้พ้นขาขาว เพียงใจ แทบจะกลั้นลมหายใจตาย เมื่อต้องมานอนยกขาอ้าซ่า ให้คุณพยาบาลดูร่องรอยของค่ำคืนอันดื่มด่ำมา
เอาน่า เผื่อเป็นโรคติดต่อจะได้รักษาทัน เดี๋ยวออกจากโรงพยาบาลไป ก็ไม่เจอกันแล้ว
คุณพยาบาลใจดีในวัยที่เรียกได้ว่าเลยกลางคนอายุน่าจะสี่สิบกว่าแล้ว คิดซะว่าเป็นน้องแม่แล้วกัน เมื่อสร้างกำลังใจให้ตนเองได้ คนไข้ก็พยายามปล่อยตัวไปตามสบาย
จะทำอะไรก็เอาตามสบายเลย
เมื่อคนไข้เห็นหมอหล่อทะลุแมสก์ของเธอเดินเข้ามาจากประตูอีกทาง ซึ่งเป็นคนละทางกับที่เธอเดินเข้ามา เธอแทบจะกลั้นหายใจให้หัวใจหยุดเต้นลงตรงนั้น เมื่อหมอตุลย์เข้ามา คนไข้ก็นอนยกขาบนขาหยั่ง เผยให้เห็นเรียวขาขาวคู่งามที่ทอดน่องเรียวยาวบนขาเหล็กเย็นเฉียบนั่น ฉากกั้นระหว่างคนไข้และหมอแทบไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้เลย
สติของหมอตุลย์แทบหลุด เมื่อหมอดึงถุงมือยางทางการแพทย์มาสวมใส่ พลางมองท่อนล่างเปลือยเปล่าของคนไข้ที่ยังหลงเหลือร่องรอยบวมแดง คนไข้ลอบมองมือหนาคู่นั้นแต่ถึงกระนั้นก็มิได้หนามาก แค่นิ้วมือเรียวยาวสะดุดตาก็เกิดอาการสะท้าน พลันคิดถึงนิ้วมือยาวของเขาเมื่อคืน ที่เคลื่อนขยับในร่างของเธอจนสะท้านไปทั้งกาย
หมอตุลย์พยายามรวบรวมสติ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าแตกกระเจิง จะเสียจรรยาบรรณหมอก็เพราะคนไข้เพียงใจนี่ซะมั้ง รสรักเมื่อคืนยังหอมหวานชวนให้รัญจวนมิรู้คลาย ไฉนสาวเจ้ายังต้องมานอนทอดร่างอรชรให้เขาตรวจภายในอีก เขายังจดจำร่างอรชรดิ้นเร่าๆ ใต้ร่างเขาได้ดี ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอสาวบริสุทธิ์มาก่อน แต่กับเธอ มันตราตรึงรสหอมหวาน ความไม่ประสา แต่พยายามสนองตอบเขาอย่างกระตือรือร้นราวกับทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไปเพียงชั่วครู่รสหวานหอมของเธอนั้นยังติดตรึง
หมอตุลย์สะบัดไล่ความคิดวาบหวามออกจากหัว พยายามจดจ่อกับ..กับ.. ตรงหน้า โอ๊ย..!!! เขาจะทำงานได้ไหมเนี่ย
นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือยางเริ่มสัมผัสโดนเนื้อหนังมังสาของคนไข้ตามส่วนนั้น ในส่วนที่มันคืองานของเขา ใช่ งาน เมื่อคิดได้ดังนั้น หมอตุลย์เลยเริ่มตั้งสติอีกรอบกับงานของตัวเอง
ร่างบางสะดุ้งเฮือกเมื่อโดนน้ำเย็นๆ แอลกอฮอล์หรืออะไร ช่างมันเหอะ เธอคร้านจะหาคำตอบเขาราดไปตรงของนั้นของเธอ หมอตุลย์เช็ดออกด้วยสำลีชุ่มแอลกอฮอล์ ความเย็นของสำลีเปียกนั้นทำเธอสะดุ้งเบาๆ
“เจ็บหรือ” เสียงหมอตุลย์ถามแผ่วเบา เมื่อเห็นรอยแดงชัดเจนดูก็รู้ว่าเมื่อคืนเธอคงจะผ่านอะไรมาอย่างหนักหน่วง
“มะ..ไม่ค่ะ ตกใจเฉยๆ”
เมื่อหมอหยิบครีมปากเป็ด จดจ่อ ขลุกขลักอยู่ตรงนั้นของเธอ เธอเกร็งขืนจนหมอต้องเอ่ยปาก
“อย่าเกร็ง... อ้าขาออกหน่อย..หมอจะตรวจ” หวังว่าคนไข้จะไม่ทันสังเกต หมอเปลี่ยนสรรพนามตนเองเป็น หมอ เพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย รวมถึงพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ
“ค่ะ” คนไข้พยายามผ่อนคลาย ถ้าเสียงของหมอแหบพร่าและกระเส่ากว่านี้ คนไข้ก็คงจะจำได้แล้ว
กว่าการตรวจจะผ่านพ้นไป ทั้งคนไข้และหมอมีอาการแทบไม่ต่างกัน ห้องที่เย็นเฉียบแต่กลับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่ไรผมบางๆ
“ผมนัดอาทิตย์หน้า มาฟังผล แล้วเดี๋ยวคุณไปรอที่ห้องรับยา” คนไข้พยักหน้ารับ ยาอะไรหว่า ต้องกินยาด้วยหรือ พลันเสียงหมอตุลย์ก็ทำลายความคิดลง
“อาการทางร่างกายไม่น่าเป็นห่วง เดี๋ยวก็จะหายเอง แต่คุณเจ็บมากไหม” เสียงหมอมีแววอาทรห่วงใย
คนไข้หน้าสวยฉงน “ไม่ค่ะ” เธอยังสงวนท่าที
เมื่อลอบมองพยาบาลของเขาไม่อยู่ในห้องตรวจด้วย เนื่องจากคงกำลังเก็บอุปกรณ์เมื่อสักครู่อยู่ หมอตุลย์ใช้นิ้วเกี่ยวแมสก์ออกจากใบหูทั้งสองข้าง
“คุณ!!”
เสียงที่ลอดออกมาจากปากอิ่มแผ่วเบา คนไข้มีอาการหน้าซีด คล้ายคนจะเป็นลม
“เดี๋ยวไปรอรับยา แล้วรอผมที่ห้องรับยา อย่าหนี” หมอสูติฯ เริ่มเป็นหมอดู เพราะหมอเดาว่าคนไข้ต้องหนีอีกแน่
เธอตาค้างไปชั่วขณะ เขาต้องเคลียร์กับเธอให้ได้ เพียงใจ กล้าหนีเขาทั้งที่เขาเสี่ยงตัวเองไปช่วยเธอ
ไว้แท้ๆ แถมยังมาตรวจโรค เธอเห็นเขาเป็นเชื้อโรคหรือไงกัน
