บทที่ 6 แขกไม่ได้รับเชิญ

“พวกนายโยธินมาครับ มันอยากพบนาย” เมื่อคนฟังเห็นเป็นเรื่อง ด่วนคนถูกคาดโทษเลยรอดตาย

“อ้าวเสี่ย สวัสดีครับ” เสียงทักของตุลย์ดังมาแต่ไกล

“โถ่ คุณตุลย์ เสี่ยเส่ออะไรกัน” นายโยธินชายวัยกลางคน น่าจะแก่กว่าหมอตุลย์สักห้าถึงหกปีเห็นจะได้

“เห็นว่าถามหาผม” หมอตุลย์เปิดประเด็นไม่ให้เสียเวลา เพราะเขาก็อยากจะจัดการเรื่องของแม่ไอ้ส้มที่เกี่ยวกับนายโยธินให้เสร็จๆ ไป

“ครับ ผมอยากคุยกับคุณตุลย์หน่อย น่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดกัน เห็นว่าเด็กคนนั้นคุณตุลย์พาไป” คนถูกเรียกว่าเสี่ยเข้าประเด็น

“ครับ เธอเป็นคนของผม” ตาคมจ้องมองเสี่ยโยธินแทบไม่กะพริบ

“เจ้าเด็กนั่นเป็นหนี้เสี่ยเท่าไร ผมจะชดใช้ให้แทน แต่อย่ามายุ่งกับคนของผม”

ถ้าเงินจะสามารถซื้อความปลอดภัยให้เธอได้ เขาก็ยินดีจ่ายไม่ว่าเท่าไรถึงจะอยากให้ไอ้แฟนเก่าเวรนั่นโดนสั่งสอนก็เหอะ แต่ก็อยากให้เธอใช้ชีวิตปกติสุขปลอดภัยมากกว่า

“โอ๊ย คุณตุลย์ไม่ต้องหรอกไม่เท่าไรหรอกผมตีหนี้สูญแล้ว เห็นว่ามันหนีไปแถวชายแดนแล้ว”

เมื่อลองคิดคำนวณเสี่ยโยธินยอมที่จะเสียรายได้แค่ไม่กี่บาทดีกว่า เพราะการมีเรื่องกับตุลย์นั้น ไม่ใช่เรื่องดีสักนิด เขาอาจจะต้องสูญรายได้นับสิบล้านบาทหรือกิจการสีเทาต่างๆ ของเขาอาจจะเจ๊งไม่เป็นท่าก็ได้ สู้อยู่แบบมีมิตรภาพและผลประโยชน์มหาศาลที่จะตามมานั้นดีกว่า

เมื่อจบเรื่องของเพียงใจ ตุลย์รีบสาวเท้ายาวๆ ไปหาแม่ไอ้ส้ม โดยเร็ว ทิ้งเธอไว้นานเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อขึ้นมาถึงห้องทำงานบนชั้นสองที่ทิ้งให้เธอรออยู่ที่นี่เพียงลำพัง เห็นเธอกำลังนั่งอ่านเอกสารวุ่นวาย

“กลับบ้านกันเถอะ ที่รัก”

คนชวนกลับบ้านพลางแย่งเอกสารจากมือน้อยๆ เมื่อครู่เขายังไม่ทันได้ลิ้มชิมรสเธอเลย ดีนะที่นายโยธินมาขัดจังหวะเสียก่อน ไม่งั้นความรักคงไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง...แน่นอน

“คะ” แม่ไอ้ส้ม งง

“เมื่อกี้ยังไม่เสร็จเลย” คนถึงบางอ้อหน้าแดงแปร๊ด

เมื่อรถไม่สามารถทำความเร็วบนท้องถนนได้ดั่งใจหวัง ระหว่างรอติดไฟแดง ตุลย์มองไฟแดงตาแทบจะไม่กะพริบ พร้อมเคาะนิ้วยาวกับพวงมาลัยรถคล้ายว่ามันจะช่วยเร่งสัญญาณไฟจราจรให้เร็วขึ้นได้ คนนั่งข้างๆ ได้แต่หัวเราะคิกคัก

“เอ่อ...หมอคะ ..ไฟแดง” เพียงใจเริ่มนั่งไม่เป็นสุขขยับตัวยุกยิก

“ครับ เดี๋ยวก็ไฟเขียวแล้ว” พ่อคนรอไฟเขียว แทบอยากจะพุ่งข้ามรถคันข้างหน้าที่ออกตัวช้า ใจของเขาลอยไปถึงเตียงนอนนั่นแล้ว

“เอ่อ ..หมอ..จะฝ่าไฟแดงไม่ได้นะคะ” คนรักษากฎจราจรเตือน

“เขียวแล้ว” คนตอบพอตอบเสร็จ ก็คล้ายกับถึงบางอ้อ

“ไม่จริง” หมอตุลย์ยังคงมีความหวัง

“จริงค่ะ เพียงว่าน่าจะมา กลัวเลอะจัง หมอแวะร้านสะดวกซื้อที่ปั๊มให้เพียงหน่อยนะคะ”

“ครับ” คนหมดหวังคอตก

เมื่อกลับถึงห้องเพียงใจมีอาการปวดท้องน้อยเพราะประจำเดือนมามาก คืนนี้เธอเลยขอหมอตุลย์ไปนอนที่ห้องแขกคนเดียว เพราะจะได้สบายตัว เมื่อเพียงใจอาบน้ำเสร็จ เธอต้องพึ่งยาพาราเซตามอลถึงสองเม็ด เพราะอาการปวดเหมือนจะเริ่มทวีขึ้น

กรี๊ด!!!

เพียงใจร้องกรี๊ดลั่นบ้าน เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความหยุ่นของที่นอนสปริงอย่างดี ไหวยวบลงไปตามแรงคนที่คล้ายกระโจนใส่เธอ แขนข้างหนึ่งของเขาพาดมาที่ท้องของเธออย่างจัง คนกรีดร้องตกใจลุกขึ้นเปิดไฟที่หัวเตียง มือน้อยๆ ยังกุมอยู่ที่ท้อง นึกบ่นหมอตุลย์ในใจ เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง

กรี๊ด!!

เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อแสงไฟจากหัวเตียงสว่างทำให้เห็นถึงใบหน้าของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญมาเยือนกลางดึกเช่นนี้

“คุณเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง ออกไปนะ”

เพียงใจกระโจนคว้าโคมไฟหัวเตียง ตั้งท่าเตรียมจะฟาดแขก ไม่ใช่แขกซิ! แต่เป็นลูกครึ่งฝรั่ง ครึ่งจีน ใช่ไหม ผมสีทองนั่นคล้ายย้อมมาอย่างดีแต่ดวงตาคล้ายๆ หมอตุลย์ เกือบจะเป็นชั้นเดียว

หมอตุลย์รีบวิ่งมาทั้งชุดนอนครึ่งท่อน ที่มีแต่กางเกงนอนผ้าซาตินแนบเนื้อ

“ไอ้บรีส”

ทั้งสามคนยังยืนอยู่คนละมุม ต่างมองกันไปมาด้วยความงุนงง

หมอตุลย์ได้สติก่อนเพื่อนจับคอเสื้อด้านหลังคนชื่อเหมือนผงซักฟอกลากไปที่ห้องรับแขก เพียงใจรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าตามออกไป

“กลับมาทำไมไม่โทรมาบอกก่อนไอ้บรีส” หนุ่มตี๋หัวทองยิ้มจนตาหยี

“เซอร์ไพรส์” หนุ่มตี๋หัวทองทำเสียงสูงน่าหมั่นไส้

“มากไหม”

เมื่อเพียงใจตามออกมา ก็มองคนซ้ายทีขวาที

“ดาร์ลิ่ง” คนหัวทองกางแขนจะเข้าไปกอด ดาร์ลิ่ง เพียงใจรีบถอยหลังกรู คนกางแขนก็ก้าวขาได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น เมื่อมือของหมอตุลย์ไวกว่ารีบรั้งคอเสื้อจากทางด้านหลัง คนเสื้อรั้งคอจำต้องหุบแขนกลับมากุมคอตัวเองแทนพร้อมเสียงไอโขลก

“พี่สะใภ้ ไม่ใช่ดาร์ลิ่งเอ็ง ไอ้บรีส”

“ฟาบริซครับพี่ชาย ไม่ใช่บรีส ชอบทำน้องขายหน้า” คนไม่อยากเป็นผงซักฟอก แก้ต่างให้ตัวเอง

“เรียกผมว่า บริซ นะพี่สะใภ้ ฟาบริซ น่ะ” คนพูดพลางพินิจมองพี่สะใภ้

“น่าจะเด็กกว่าผม นะเฮีย”

“ยุ่ง ไปนอน ง่วง” คนง่วงตัดบท พร้อมฉุดแขนพี่สะใภ้เดินขึ้นชั้นสอง ปล่อยคนมาใหม่จัดการตัวเองเอาเอง

“เหมียว” เสียงไอ้ลิงส้มออกมาดูเหตุการณ์

เพียงใจก้มลงไปคว้ามาอุ้มจะเอาลิงส้มของเธอไปนอนด้วย

“ให้ไปนอนกับไอ้บรีส หัวส้มๆ เหมือนกัน”

“อะไรเฮีย มาถึงก็ใช้เลี้ยงลูกเลย จะสวีตกันน่ะซิ” เหมียว ไอ้ส้มร้องหาคนจะเลี้ยงมัน

เมื่อคู่ที่ถูกกล่าวหาว่าจะสวีตกันเดินเข้ามาถึงห้องนอน ตุลย์ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอย่างไม่สบอารมณ์ วันนี้คนที่หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งกลายเป็นทวีคูณ มีแต่แขกไม่ได้รับเชิญมาคอยขัดจังหวะ

“นอนห้องผมก่อนนะที่รัก เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไล่ไอ้บริซ” เมื่อลับหลังคนเป็นบรีสเลยกลายเป็นฟาบริซ

“น้องผมคนละพ่อ ปกติมันอยู่ฝรั่งเศสกับแม่ พ่อมันเป็นฝรั่ง” ตุลย์เล่าเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็บอกแค่นั้น ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด

“นอนเถอะที่รัก ง่วงแล้ว” เพียงใจอดเอ็นดูคนง่วงนอนไม่ได้ นี่ถ้าเธอไม่ติดไฟแดง หมอตุลย์ของเธอจะง่วงแบบนี้ไหม เมื่อคิดถึงเรื่องอย่างว่า คนคิดเองเออเองก็หน้าแดงเรื่อขึ้นมา รีบซุกหน้าเข้าอกกว้าง พาดแขนกอดเขาไว้หลวมๆ แต่แขนขาเธอก็ยังยุกยิก

“ถ้าไม่หยุดขยับ จะฝ่าไฟแดง” เมื่อได้ยินอย่างนั้นเพียงใจก็รีบหยุดการเคลื่อนไหวของแขนขาทันที หน้าแดงๆ ของเธอดีนะที่เขาไม่เห็น ครู่เดียวคนจะฝ่าฝืนกฎจราจรก็หายใจสม่ำเสมอ เธอเลยแอบจุ๊บแก้มเขาไปหนึ่งที

รุ่งเช้าคนหัวทองที่กำลังโทรวิดีโอคอลอยู่ เอาแมวสีส้มอวดคนในสาย เมื่อหันไปเห็นหมอตุลย์กับเพียงใจเดินลงมาจากชั้นสอง เขาก็แกล้งหันโทรศัพท์ให้กล้องสามารถจับภาพของคนทั้งคู่ได้ แถมเสียงแจ้วๆ ของคนแอบถ่ายยังช่างเจรจา

“นั่นไงแม่ พี่สะใภ้” เสียงคนช่างฟ้องทำให้ตุลย์หันมาจ้องเขาเขม็ง

“ให้แม่คุยกับตุลย์หน่อยซิ”

“มานี่เลย แม่จะคุยกับเฮีย” เฮียชี้หน้าคาดโทษคนช่างฟ้อง

เพียงใจมีแวววิตกในใบหน้า

“พี่สะใภ้ไม่ต้องกลัวแม่ผมใจดี แกอยากอุ้มหลานแล้ว เมื่อกี้เลยเอาลูกชายเฮียไปอวด” คนพูดยิ้มปลอบใจ

“เพียงใจค่ะ เรียกเพียง เฉยๆ ก็ได้ เรียกพี่สะใภ้ทำหน้าไม่ถูก”

เมื่อคนโดนฟ้อง ยื่นโทรศัพท์คืนให้ฟาบริซ เขาก็เตะขาคนช่างฟ้องเบาๆ ไปหนึ่งที

“จะไปเมื่อไหร่” คนเพิ่งรับโทรศัพท์คืนอ้าปากหวอ

“อะไรเฮีย เพิ่งมาถึงเมื่อคืนเช้าก็ไล่เลย นี่ยังเจ็ตแล็กอยู่เลยนะ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งไกล” คนโดนไล่บ่นอุบ

“แม่บอกให้นายไปดูแลยัยเกรซด้วย”

“อ้าว ได้ไง แม่ใช้ให้ผมมาส่งให้พี่ดูแล”

“ฉันมีเมียแล้วไม่สะดวก ไม่ว่าง แม่เลยบอกให้แกไปดูแล” คนได้ชื่อเป็นเมียเริ่มทำหน้าไม่ถูกหน้าเธอจะแดงอีกแล้ว

คนมีหน้าที่แค่มาส่งนางแบบสาวลูกครึ่งสัญชาติไทย ลูกสาวเพื่อนสนิทของมารดา ที่ไปเติบโตอยู่ที่ฝรั่งเศสตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเธอต้องเดินทางมาเป็นนางแบบที่เมืองไทยเป็นเวลาสองปี มารดาของเขาที่เห็นลูกชายคนโต อายุจะเลยวัยมีครอบครัวแล้วยังลอยชายไปลอยชายมา จึงคิดจะเป็นแม่สื่อให้กับลูกสาวเพื่อน แต่เมื่อเจ้าน้องชายมาถึงก็รีบฟ้องว่าพี่ชายแอบซุกสาวเอาไว้ เมื่อมารดาเขาถามแล้วว่าคนนี้จริงจังไหม ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น คนเป็นแม่ก็จะไม่เข้าไปยุ่งความสุขของลูกก็คือความสุขของแม่แต่ยัยเกรซต่างบ้านต่างเมืองมาคนเดียว ถึงจะมีเชื้อสายเป็นคนไทยอยู่ครึ่งหนึ่งก็เถอะ เธอก็ไม่ได้กลับมานานมากจนแทบไม่มีญาติพี่น้องที่เมืองไทย เพราะงั้นเมื่อน้องชายอยากจะไปอยู่กับพี่ชายนักหนา ก็ต้องดูแลยัยเกรซด้วยเลย

“ยัยเกรซล่ะ” ตุลย์ถามหา

“ทิ้งไว้ที่โรงแรมกับผู้จัดการส่วนตัว”

“รีบไสหัวไปเลย”

คนโดนไสหัว ต้องรีบออกจากคอนโดไปอยู่โรงแรม เพราะยัยเกรซ นั่นทีเดียวปกติก็ไม่ค่อยจะถูกกั

นเท่าไร นี่ต้องมาคอยตามดูแล ตายๆ แค่คิดผมทองของเขา ก็แทบจะหงอกเลยทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป