บทที่ 10 ทิ้งนรกเลือกหุบเหว
ของขวัญนิ่งเงียบสมองอื้ออึงไร้หนทาง ในใจพร่ำร้องภาวนาถึงพ่อแม่ของเธอที่ไม่อาจหวนกลับ เหนื่อยและท้อในชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพียงลำพัง เหตุใดตอนนั้นถึงไม่ได้ตายตามพ่อแม่ไปให้จบสิ้น ชีวิตของเธอไม่เหลืออะไรให้หวังอีกต่อไป อยู่ต่อก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น ป้าที่คิดว่าเป็นญาติที่เหลือก็ไม่ต่างจากแม่มดตนหนึ่ง นับแต่สูญเสียพ่อแม่ ป้าและลุงก็ปฏิบัติกับเธอราวกับไม่ใช่คน คนคนหนึ่งต้องเข้มแข็งแค่ไหนกัน ถึงจะมีชีวิตมาถึงวันนี้ สุดท้ายแล้วอย่างไรเธอก็ไม่ต่างจากสินค้าชิ้นหนึ่ง
“เสื้อเธอที่ขาดกับกระโปรงที่แหกจนเกือบถึงเอว ผิวขาว ๆ ของเธอ แค่นี้พวกมันก็พร้อมจะพาเธอไปถึงสวรรค์ชั้นไหน ๆ”
เสียงหนักแน่นที่เอ่ยออกมาชวนให้คนฟังคิดตามอย่างหวาดผวา คำขู่ของเขายิ่งกระตุ้นให้ลูกนกที่ตกใจตัวสั่นงันงกยิ่งกว่าเดิม มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นกำคอเสื้อที่กระดุมหลุดขาดจากการสะบัดตัวดิ้นรนต่อสู้ กระโปรงที่เคยแหวกแต่พองามก็ฉีกขาดขึ้นมาเป็นทางยาว เผยให้เห็นผิวขาขาวล้วงลึกชวนให้คนมองคิดไกลไปถึงไหนต่อไหน
“คุณอย่าทำอะไรขวัญเลยนะคะ” เธอปาดน้ำตาเสียงสั่น
“ฉันไม่ได้จะทำอะไรเธอสักหน่อย ฉันให้ทางเลือกกับเธอต่างหาก หากเธอเต็มใจเป็นของฉัน หนึ่งล้านบาทนั้นฉันยกให้เธอฟรี ๆ ถ้าหากเธอทำตัวดี ๆ ไม่ดื้อไม่ขัดใจฉัน วันไหนที่ฉันเกิดเบื่อเธอขึ้นมา ฉันอาจจะให้เงินเธอสักก้อนไปตั้งตัว” เมฆินทร์กลับไปนั่งที่เดิม พร้อมรินเครื่องดื่มลงในแก้วอีกครั้ง สาดมันลงคอในครั้งเดียว สายตาเขาแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที
“แต่ถ้าไม่ ก็วางเงินหนึ่งล้านไว้แล้วไปซะ...หรือไม่ก็ยอมไปกับพวกที่อยู่ข้างนอกแลกกับอิสรภาพของเธอ”
เขาช่างน่ากลัวและใจร้าย น่ากลัวกว่าเสี่ยเม้งเสียอีกในความคิดของหญิงสาว ทว่าของขวัญกลับไม่คิดจะเลือกทางที่มีเสี่ยเฒ่า ของขวัญจับจ้องไปยังมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่แสดงชัดว่ามีคนเฝ้าอยู่แทบทุกมุมของตัวบ้าน เป็นของเขาแค่หนึ่งคนรอวันเวลาได้รับอิสรภาพ หรือจะแลกหนึ่งคืนกับนรกบนดินพร้อมคนนับสิบ เขาช่างน่ากลัวและเลือดเย็น
หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ เธอไม่ต้องการที่จะเป็นของเขาหรือใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเขาคนเดียวหรือพวกคนข้างนอกนั่นก็ตาม แต่เธอก็ไม่มีเงินหนึ่งล้านมาวางตรงหน้าเมฆินทร์ในตอนนี้เช่นกัน ชีวิตถึงทางตัน สามทางที่ให้เลือกเดินมีเพียงทางที่เดินปูด้วยคมมีด อีกทางคือหุบเหว และทางสุดท้ายคือนรก ไม่มีทางไหนที่เธอต้องการ...
“ใครอยู่ข้างนอก!!!! เข้ามานี่” เสียงคำรามทรงอำนาจดังก้อง ชายสองคนเดินมาหยุดที่หน้าประตูกระจกบานใหญ่ที่สลักลายสวยหรู มือหนากำลังจะยื่นมือไปกดตรงปุ่มสีเขียวเพื่อให้ประตูเปิดออก
“ไม่ค่ะ ขวัญเลือกค่ะ เลือกแล้วค่ะ” เสียงเล็กรีบร้อนลนลาน ชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรให้คาดหวัง เดินทางไหนก็เลวร้ายไม่ต่างกัน ยอมเป็นของเขาเพียงคนเดียวคงดีกว่าต้องปล่อยให้คนนับสิบนับร้อยได้เชยชม
“ออกไปก่อน” เขาสะบัดมือไล่บอดี้การ์ดให้หลบออกไป
“อย่าส่งขวัญให้พวกเขาหรือใครเลยนะคะ”
“ก็ขึ้นอยู่ที่เธอเลือกอะไร” แม้ว่าจะร้ายกาจแค่ไหน นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เมฆินทร์จะทำจริง ๆ จะเรียกว่าเขาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เป็นมารปีศาจก็ตามสบาย เพราะในเมื่อจ่ายเงินไปแล้วเขาก็สมควรต้องได้
“ว่ายังไงล่ะของขวัญ...เธอเลือกอะไร” เสี่ยเม้งที่ว่าเจ้าเล่ห์ยังไม่เท่าเมฆินทร์เสียด้วยซ้ำไป
“เลือก...ขวัญเลือก”
“เลือกอะไร”
“เลือกคุณค่ะ...ขวัญจะทำ ขวัญต้อง ต้องทำอะไรคะ” ร่างบางไร้หนทางที่จะหลีกเลี่ยง ได้แต่โอนอ่อนตามเมฆินทร์
“ก็ไม่ต้องทำไง ทำให้ฉันพอใจ อยู่ในที่ของเธอ ฉันเป็นเจ้าของเธอ แต่เธอไม่ใช่เจ้าของฉัน ไม่มีสิทธิ์ในตัวฉัน”
“ขวัญต้องอยู่กับคุณนานแค่ไหนถึงจะใช้หนี้หมด”
“หนึ่งปี” ชายหนุ่มตอบ
“ค่ะ”
“แล้วอย่าคิดหนี เพราะถ้าฉันอารมณ์เสียขึ้นมาเธออาจต้องกลับไปหาเสี่ยเม้ง หรือได้ไปเป็นของเล่นให้ลูกน้องฉันจนกว่าพวกมันจะเบื่อ ถ้าเธอเป็นเด็กดีเธอก็จะสบายภายใต้ขอบเขตที่เธอสมควรได้”
“ค่ะ” ตั้งแต่เสียพ่อไร้แม่ ไม่เคยรู้สึกสูญสิ้นความหวังในชีวิตเช่นนี้มาก่อน ของขวัญรู้สึกท้อถอยและสิ้นหวังเต็มที ไม่อยากแม้จะหายใจต่อไป
“ลุกขึ้นสิ...ขอฉันเช็กของหน่อย” เมฆินทร์รินเหล้าลงในแก้วอีกครั้ง และดูเหมือนว่าปริมาณมันจะมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เขาสาดมันลงคอในครั้งเดียว จากนั้นจึงกดรีโมตในมือ พลันผ้าม่านทั้งห้องก็ค่อย ๆ เลื่อนรอบทุกด้าน เขาไม่อยากแบ่งให้ใครได้เห็นร่างบางนี้เลยสักนิด
“ลุกขึ้นแล้วถอดเสื้อผ้าออกซะ” สำหรับเมฆินทร์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา การที่จะมีร่างเปลือยเปล่ามาอวดโฉมตรงหน้าไม่ใช่เรื่องแปลกของชายหนุ่มเลยสักนิด แต่ในทางกลับกันคำสั่งของเขาทำให้ของขวัญไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว แค่ปล่อยใจปล่อยกายไปกับใครสักครั้งยังไม่เคย นี่ต้องมาเปลื้องผ้าเปลือยกายต่อหน้าคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้
“จะเปลี่ยนใจก็ได้นะ...เพราะฉันก็ขี้รำคาญ”
ร่างบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น หากแต่ยังไม่กล้าพอ
“ทำไมไม่ทำ...อายเหรอ”
“ขวัญ...มะ ไม่เคย”
คำตอบที่แผ่วเบา แต่กลับดังชัดเต็มสองหู ริมฝีปากหนาถูกยกขึ้นข้างหนึ่ง ในใจนึกสนุกขึ้นมา ไม่รู้ไอ้ที่บอกว่าไม่เคยนั่นหมายถึงไม่เคยแบบไหนกัน ไม่เคยเปลื้องผ้าต่อหน้าคนอื่นหรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยสักครั้ง ชายหนุ่มแค่นเสียงในลำคออย่างเจ้าเล่ห์
“หึหึ...ฉันสั่งให้ถอดเสื้อผ้าออกแล้วเดินมานี่ ให้ฉันดูหน่อยว่าคุ้มกับเงินที่ฉันเสียไปไหม”
