บทที่ 9 ทางเลือก (2)
เมฆินทร์ต้องชื่นชมสายตาของเสี่ยเม้งจริง ๆ เขาไม่ได้ใส่ใจว่าเธอนั้นจะเคยผ่านมือใครมาหรือไม่ แต่ถ้าไม่ก็ถือว่าเป็นของแถมก็แล้วกัน เพราะสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจจ่ายเงินแลกตัวเธอมาก็เพราะไม่อาจปล่อยผ่านไปได้จริง ๆ เมฆินทร์ก็ไม่เข้าใจว่าตนเองเกิดนึกอยากจะมีจิตเมตตาขึ้นมาได้อย่างไร
“เสี่ยเม้งขายเธอให้ฉันแล้ว”
นอกจากเรื่องคุณธรรมบ้าบอนั่น รูปร่างหน้าตาถูกใจเขาเป็นอย่างมาก อีกทั้งเข็มกลัดบนอกเสื้อก็บ่งบอกชัดว่าของขวัญเป็นพนักงานของ MK Group ดังนั้นการจ่ายเงินมากขนาดนั้นเพื่อป้องกันบริษัทของตัวเองก็ไม่ได้ถือว่าเสียหาย ส่วนการได้แสวงหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ได้ปลดปล่อยโดยไม่ต้องไปใช้ของร่วมกับใครนั้นก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า
“ฉันไม่ใช่สิ่งของหรือสินค้า” นี่คงเป็นปลายสายที่เสี่ยเม้งเจรจาด้วยเมื่อคืน ของขวัญหันกลับไปที่ประตูและลองพยายามอีกครั้งแต่มันก็ยังไร้ผล เมฆินทร์ลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปใกล้เธอ ในขณะที่ของขวัญต้องถอยกรูดจนแผ่นหลังเล็กแทบหลอมรวมกับประตู เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ ไม่มีทางออกนอกจากประตูบานนี้ ของขวัญเหลือบมองไปยังแจกันที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่เขากลับมองตามเธออย่างรู้ทัน
“หาทางหนีสินะ อย่าคิดจะเอาแจกันมาตีหัวฉันเหมือนในละครหลังข่าวล่ะ เพราะฉันไม่ได้ใจดีแบบพระเอกพวกนั้น...ฉันรับรองได้ถ้าเธอทำแบบนั้น อย่าว่าแต่กลับไปรับลูกค้าที่บ่อนเลย กระดูกเธอก็จะไม่มีใครได้เห็น” เมฆินทร์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คุณปล่อยฉันไปได้ไหมคะ”
“ได้สิ สบายมาก แค่เอาเงินมาคืนฉันก็พอ”
เมฆตอบด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย พับแขนเสื้อเชิ้ตทั้งสองข้างขึ้นไว้ถึงข้อศอก ไม่ได้มีท่าทีคุกคามหรือกดดันหญิงสาวแม้แต่น้อย เมฆินทร์เองไม่ชอบการบังคับฝืนใจ เพราะมีผู้หญิงมากมายที่สวยและเซ็กซี่กว่านี้อีกมากที่อยากถูกเขาลากขึ้นเตียง หากคุยตกลงกันได้เขาก็พร้อมที่จะจ่ายหากมองแล้วว่าคือสิ่งที่เหมาะสม ทว่ากับเธอทำไมเขาถึงนึกอยากใช้วิธีต่ำช้าพวกนั้นขึ้นมาบ้างก็ไม่รู้
“ค่ะ ขวัญจะเอาเงินมาคืนคุณ ปล่อยขวัญได้ไหม”
“ได้สิ” คำตอบของเมฆินทร์จุดประกายในดวงตาใสให้ทอประกาย ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง ในขณะที่เมฆินทร์กลับต้องขมวดคิ้วกับความใสซื่อของเธอ จนไม่อยากจะปล่อยให้หลุดมือไป แต่เพียงไม่นานแววตาเปล่งประกายเมื่อครู่ก็ต้องหม่นลง รอยยิ้มกว้างเมื่อครู่พลันหุบฉับลงทันที
“หนึ่งล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย”
เพียงหนึ่งคืนจากยอดหนี้ที่ป้าและลุงสร้างไว้สองแสนบาทก็พุ่งสูงถึงหลักล้าน ของขวัญยืนตัวแข็งทื่อ สมองแทบหยุดสั่งการ ร่างกายอ่อนล้าเข่าทรุดลงกับพื้นทันที สองแสนสำหรับเธอนั้นเป็นเงินที่มากพอควร แต่ตอนนี้มันกลับเป็นหนึ่งล้านที่เธอแทบมองไม่ออกเลยว่าจะหามาคืนให้เมฆินทร์ได้อย่างไร
“เธอรู้ใช่ไหม เสี่ยเม้งทำธุรกิจอะไร ก็เลือกเอานะ” ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็น ใบหน้าเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ที่จะแสดงออกมา แน่นอนว่าของขวัญจำได้ดีว่าในบ่อนนั้นไม่ใช่เพียงแค่การเล่นพนันทั่วไป และสิ่งเดิมพันไม่ใช่เพียงแค่เงินและของมีค่า แต่รวมถึงคนด้วย
“ถ้าเธอก้าวเท้าออกจากที่นี่ไป เธอจะไปที่ไหนล่ะ”
เธอเองก็ไม่สามารถตอบคำถามของเมฆินทร์ได้ จะให้ไปที่ใดได้ในเมื่อทั้งชีวิตก็อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น ไม่ว่าจะถูกทุบตีอย่างไรก็ต้องฝืนมีชีวิตต่อไป
“ฉันไม่เคยบังคับใคร และฉันเป็นคนใจกว้างที่มีทางเลือกให้เธอถึงสามทาง”
“ทางเลือกอะไรคะ”
“ให้เสี่ยเม้งเอาเงินมาคืนฉันแล้วกลับไปบ่อน ถ้าเธอคิดว่าทำให้คนอย่างไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นทิ้งเงินล้านได้เพื่อเธอ”
ของขวัญคิดตามสิ่งที่เมฆินทร์กำลังเอ่ย ชีวิตของเธอเดินมาจนสุดปลายทาง ไร้ความหวัง เสียจนไม่มีอะไรให้เสีย ไม่อาจคาดเดากับชีวิตได้เลยสักนิด แล้วจะเอาอะไรมาให้คาดหวังวันข้างหน้า
“รับลูกค้าวันละสิบยี่สินคนกว่าเสี่ยเม้งจะถอนทุนคืนได้...เธอคงต้องเหนื่อยหน่อย” เหนื่อยหน่อยเป็นคำหลีกเลี่ยงของคำว่ายับเยินทั้งร่างกายและจิตใจ
“หรือกลับบ้านไปหาลุงกับป้าที่เอาเธอมาใช้หนี้ รอวันที่เขาเอาเธอมาใช้หนี้บ่อนอีกรอบ หรือเป็นคนของฉันแค่คนเดียวเธออยากได้แบบไหน แต่ถ้าคิดหนีก็...”
เมฆินทร์ชี้นิ้วไปยังหน้าจอแสดงผลของกล้องวงจรปิดที่เขานั่งดูเมื่อสักครู่ รอบบ้านหลังนี้มีบอดี้การ์ดมากมายรายล้อมอยู่นับสิบ ทั้งยังมีอยู่นอกรั้วอีกจำนวนหนึ่ง อย่าว่าแต่จะหนีเลย แค่พาตัวเองออกจากตรงนี้ไปที่รั้วหน้าบ้านก็ยังยาก
“ฉันไม่ได้ขู่ แค่อยากเตือนไว้จะได้ไม่ต้องเสียแรงเปล่า เพราะยังไงก็ไม่รอด อย่าว่าแต่ออกนอกบ้านเลย แค่ออกจากห้องนี้ไปโดยไม่มีคำสั่งฉันเธอก็ไม่รอด”
