บทที่ 13 คนสนิทมารดา

บทที่ 12

คนสนิทมารดา

“นางขอเลือกเอง ได้ที่ไหนกัน เรื่องนี้ท่านพี่ยอมได้ยังไง”

ฟางเซียนโวยวายใส่สามี เรื่องการแต่งงานเป็นบิดามารดาจัดการให้ หว่านอี้หนิงเหลวไหลเกินไปแล้ว

“เจ้าคิดว่าข้าอยากตามใจนางหรือไง แต่เพราะเจ้าตวนมู่บัดซบนั่นอยู่ด้วย ทำให้ต้องยอม อี้หนิงก็พูดว่าข้าตามใจลู่หลินเลือกคนที่พอใจได้ ทำไมนางเลือกไม่ได้ นางยังเปรยว่าจะพูดเรื่องการถอนหมั้น ข้าเลยยอมตามน้ำไปก่อน”

หว่านอี้อันหัวเสียพอกัน ในราชสำนัก ตวนมู่คือคนที่ขัดขาเขา ตั้งแต่ที่ตวนซูเม่ยตาย อีกฝ่ายก็หาเรื่องเขามาตลอด ปากบอกรักหลานสาวมาก แท้จริงเป็นเพียงฉากหน้าให้ตัวเองดูดีเท่านั้น ที่เขาไม่อยากมีเรื่องอื้อฉาวเพราะฝ่าบาทไม่ชอบให้เหล่าขุนนางทำตัวไร้คุณธรรม ยิ่งกับเรื่องในจวนเกี่ยวข้องตำแหน่งภรรยาเอกภรรยารองแล้วด้วย ชื่อเสียงเขาจะเหลืออะไรหากผู้คนล้วนกล่าวกันว่าเขาลำเอียง ไร้คุณธรรม ทำร้ายบุตรสาวภรรยาเอก เอาใจบุตรสาวภรรยารองที่ไม่ต่างจากอนุ

“หว่านอี้หนิงก็เหลือเกิน ไปเอาความคิดมาจากไหน”

หว่านอี้อันมองภรรยารอง “เลิกสนใจเรื่องนี้ก่อน งานปักปิ่นนางไปถึงไหนแล้ว”

ฟางเซียนมองสามี “เพราะจัดภายในเลยไม่ได้เตรียมการอะไรมากมายนักเจ้าค่ะ”

“อย่างน้อยก็ควรทำให้ดี เรื่องนี้เจ้าจัดการแล้วกัน ยังมีงานเลี้ยงของกงหยางต้านที่ละเลยไม่ได้ ฝ่าบาทประทานจัดงานเลี้ยงให้เขา แปลว่าให้ความสำคัญต่อเขามาก เจ้าต้องพาหว่านกวาง ลู่หลิน และลี่ถิงไปร่วมงาน”

“เจ้าค่ะท่านพี่ แต่ถ้าเราไม่พาคุณหนูรองไป จะไม่มีใครครหาหรือ”

ฟางเซียนถามเพราะกังวลขึ้นมาหลังจวนตวนให้ความสำคัญหว่านอี้หนิง

“บอกว่านางล้มป่วยเพราะไม่ชินอากาศ เท่านี้ไม่น่ามีปัญหา” หว่านอี้อันตัดสินใจ

“เจ้าค่ะ” ฟางเซียนรับคำ ในใจหงุดหงิดไม่หายเรื่องการจัดแจงหาคู่ นางอุตส่าห์มีแผนการในใจแล้วแท้ ๆ

เรือนเหมยกุ้ย

เข้าสู่ช่วงท้ายของปี อากาศเริ่มเย็นลงมาก หว่านอี้หนิงนั่งในห้อง อ่านตำราปรัชญาที่ซื้อติดมือมาหลังจากออกไปนอกจวนครั้งก่อน

“คุณหนู ข้าได้ยินมาว่าอนุหวั่นทะเลาะกับนายท่านเรื่องการหาคู่ให้คุณหนูสี่”

เฟยหย่ากลับมารายงานหลังจากนางได้ยินการโต้เถียงนี้มาจากสาวใช้ในเรือนอนุหวั่นที่ปากมาก

“หว่านลี่ถิงอายุสิบสี่แล้ว แน่นอนว่าอนุหวั่นต้องมองหาคนที่ดีให้บุตรสาว แต่ว่าทำไมถึงผิดใจกับท่านพ่อได้”

“คุณหนูสี่ออกปากกับอนุหวั่นว่าต้องการแต่งกับใต้เท้ากง นางเห็นใต้เท้ากงวันก่อนที่มาสอบสวนคุณหนูเรื่องคดีการฆ่าตัวตายที่หอสุรา นางบอกว่าเขาคือรักแรกพบที่ตกหลุมรัก อนุหวั่นเห็นว่าคุณหนูสี่เลือกได้ดีเลยมาแจ้งนายท่าน แต่นายท่านบอกว่าไม่ได้เด็ดขาด ให้เลือกคนอื่นเจ้าค่ะ จนเกิดการโต้เถียงกัน”

หว่านอี้หนิงฟังแล้วขมวดคิ้วสงสัย กงหยางต้านไม่มีส่วนไหนที่ขาดตก หน้าตา ชาติกำเนิด ฐานะทางขุนนางและในใจฝ่าบาทล้วนแต่สูงมาก ทำไมถึงไม่อยากได้มาเป็นเขย

ในชาติก่อนนางถูกขังในจวนหว่าน หลังจากแต่งเข้าจวนเจียงก็ไม่ได้วุ่นวายเรื่องอื่น ทำให้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกงหยางต้านและบิดา พวกเขาต้องมีความบาดหมาง หรือไม่บิดาของนางก็มีแผลเหวอะที่ต้องการปกปิดเลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกงหยางต้านที่สอบสวนได้ทุกคดี

บิดาของนางคงกลัวว่าสิ่งที่ทำจะไปถึงหูกงหยางต้าน

จะว่าไปแล้วชาติก่อนหว่านลี่ถิงหมั้นหมายกับใครกันนะ นางคิดไม่ออก มันเลือนรางเหลือเกิน จำได้เพียงว่าชีวิตแต่งงานไม่ราบเรียบเพราะสามีมากอนุ

“คุณหนูเจ้าคะ อนุซั่วขอเข้าพบ” เฟยฮวาเข้ามาแจ้ง

หว่านอี้หนิงมองเฟยฮวา “ให้นางเข้ามา ส่วนพวกเจ้าถอยออกไปก่อน”

“เจ้าค่ะ” ทั้งสองรับคำก่อนออกไปจากห้อง

ซั่วอิงเข้ามาด้านในเรือน นางเป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยิน เลยคิดว่าจะอาศัยเรื่องนี้มาตีสนิทหว่านอี้หนิง จะยังมีพรรคพวกก็ดีกว่าไม่มี

“คุณหนูรอง ข้ามาเยี่ยมท่าน” ซั่วอิงยิ้มประจบ ในมือยังมีขนมหวานจานหนึ่ง นางวางมันตรงหน้าเด็กสาวก่อนนั่งลง สายตายังกวาดไปทั้งเรือน

“ขอบคุณที่อนุซั่วห่วง”

ซั่วอิงดึงสายตากลับมา เรือนหลังนี้ดีกว่าเรือนเล็กของนางหลายเท่า “ข้าเสียใจด้วยเรื่องที่ท่านถูกบีบให้เอ่ยปากยอมถอนหมั้นเอง พวกเขาไม่ละอายใจเอาเสียเลย กล้าทำเรื่องต่ำช้าขนาดนี้ ฟางเซียนเพื่อบุตรสาวยังแย่งคู่หมั้นคนอื่นไปให้ลูกตัวเองหน้าด้าน ๆ”

ซั่วอิงพูดด้วยใบหน้าโกรธเคือง

“ดูเหมือนอนุซั่วจะไม่พอใจมากกว่าข้านะ” หว่านอิงจ้องมองอีกฝ่ายจนสังเกตว่าต่างหูที่ซั่วอิงใส่มันคือของมารดาของนาง รอยยิ้มหว่านอี้หนิงกว้างมากขึ้น ดูเหมือนไม่ใช่แค่สามีที่แย่งไป แต่ของมีค่าดูท่าจะเอาไปหลายชิ้น

“ข้าเห็นใจท่าน แต่ก่อนตอนที่ฮูหยินหาคนที่ดีมาหมั้นหมาย หาได้คุณชายใหญ่จวนโต้ว ข้ายังดีใจมาก มาตอนนี้ท่านถูกแย่งคู่หมั้น ข้าทำอะไรไม่ได้ ละอายใจจริง ๆ”

นางพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวหวังให้หว่านอี้หนิงเห็นว่านางจริงใจที่โกรธแทน

“อนุซั่วเป็นเพียงอนุที่ท่านพ่อไม่ได้ใส่ใจ ช่วยเหลืออะไรข้าไม่ได้ไม่ใช่เรื่องแปลก ข้าไม่ต่อว่า อีกทั้งการถอนหมั้น ถึงท่านพ่อไม่บอกให้ทำ ข้าก็ทำอยู่ดี ข้าไม่ได้อยากแต่งกับคนมักมากในที่ลับเช่นโต้วหลาง”

หูของซั่วอิงอื้ออึง ประโยคอื่นนางไม่ได้ยิน ที่ได้ยินคือคำพูดถากถางว่านางไม่ใช่อนุคนโปรด ทำเอาเก็บสีหน้าแทบไม่อยู่

“คุณหนูรอง แม้ข้าจะไม่เป็นคนโปรดของนายท่าน แต่ข้าก็ไม่ด้อย เช่นนั้นเอาแบบนี้ เราสองคนร่วมมือกัน ข้ากับท่าน เราสองต่างช่วยเหลือ แบบนี้เส้นทางในจวนหว่านจะได้ง่ายขึ้น”

ซั่วอิงตัดใจเอ่ยความต้องการ

หว่านอี้หนิงหัวเราะเสียงเบา “อนุซั่ว ข้ากับท่านไม่อาจจะเป็นพวกเดียวกันได้ อนุที่ไม่มีปากเสียง ข้าไม่คิดว่าเหมาะสมจะร่วมมือ”

ซั่วอิงตาขวาง “คุณหนูรอง ท่านคิดว่าตนเองจะสู้คนพวกนั้นได้ สามปีก่อนยังถูกส่งไปอารามจินซี อยากถูกส่งไปอีกหรือไง”

“ร่วมมือกับเจ้าใช่ว่าข้าจะไม่ถูกใส่ร้าย เจ้าน่ะโง่ ท่านแม่ข้ามีเรื่องที่ผิดพลาดมากมาย ที่สุดคือวางใจเจ้า อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เจ้าไม่ได้ฉกฉวยแค่ท่านพ่อ ยังของที่เจ้าใช้ด้วย กลับไปได้แล้ว”

หว่านอี้หนิงไม่คิดไว้หน้า ซั่วอิงไร้ประโยชน์ที่จะเป็นมิตรหรือแม้แต่เสแสร้งดีด้วย นางเป็นเพียงคนไร้สมองที่อวดดี

ชาติก่อนนางก็พลาดเหมือนมารดา เชื่อใจอีกฝ่ายเพราะเห็นว่าเดิมทีคือคนสนิทของมารดา ไม่คิดว่าภายหลังจะได้รู้ความจริงน่าสะอิดสะเอียน ซั่วอิงคือคนที่ร่วมมือกับฟางเซียน ใช้ความวางใจที่นางมอบให้ใส่ร้ายว่านางคิดร้ายวางยาฟางเซียนจนเกือบตาย ผลสุดท้ายนางถูกส่งไปอารามจินซี

ที่นางต้องไปทนทุกข์ที่นั่นส่วนหนึ่งมาจากสตรีแพศยาที่ปีนเตียงสามีเจ้านาย

ตกดึก ในจวนเงียบสงัด เงาร่างเล็กในชุดคลุมสีดำเดินข้างเรือนหลานฮวาของซั่วอิง

หว่านอี้หนิงเดินเอียงหูฟังการเคลื่อนไหวพบว่าในเรือนไม่มีเสียงใด นางรู้มาจากเฟยหย่าว่าสาวใช้คนสนิทของซั่วอิงมีคนรักไม่นานมานี้ ทำให้สาวใช้คนที่ว่าชอบลอบออกจากเรือนไปพลอดรักกับคนรักที่คอกม้า ทิ้งเจ้านายนอนลำพังก่อนกลับมาในช่วงเช้า เรื่องนี้เฟยหย่ารู้มาจากสาวรับใช้ทำหน้าที่ส่งอาหาร เพราะเห็นการพลอดรักของคนสองคนตลอด นางเลยไม่ลังเลที่จะลงมือ

หว่านอี้หนิงปีนหน้าต่างเข้าไปในเรือน นางยืนนิ่งจนดวงตาเข้ากับความมืดได้ มองเห็นรอบข้าง ปลายเท้าก้าวแผ่วเบาไปที่ข้างเตียง มองซั่วอิงที่กำลังนอนฝันหวาน ใบหน้างดงามของหว่านอี้หนิงเผยรอยยิ้มชวนขนลุก นางหยิบผ้าผืนเล็กที่สาวใช้เรือนต่าง ๆ ใช้ทำความสะอาดออกมามัดมือสองข้างและขาของอีกฝ่ายไว้ ก่อนมือเรียวทั้งสองหันไปหยิบเอาหมอนที่วางไม่ไกลขึ้นมาถือกระชับให้แน่นมือ แล้วใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดกดหมอนแนบใบหน้าคนที่นอนฝันหวานบนเตียง

ซั่วอิงที่เริ่มหายใจไม่ออกพยายามดิ้นรน เพราะพูดไม่ได้ พยายามส่งเสียงแต่หมอนปิดกั้นเสียงเอาไว้ มือเท้าที่ถูกมัดเป็นสิ่งที่ทำให้นางช่วยตัวเองไม่ได้ นานกว่าเค่อคนที่ดิ้นบนเตียงถึงหยุดนิ่ง

หว่านอี้หนิงเหนื่อยหอบเพราะออกแรง นางกดหมอนเอาไว้อีกนานกว่าจะยอมปล่อยเมื่อแน่ใจ หลังเอาหมอนออก ซั่วอิงสิ้นใจแล้ว ดวงตาของอีกฝ่ายยังเบิกกว้าง หว่านอี้หนิงยิ้มเย็น ใส่ใจยื่นมือไปปิดตาสองข้างให้

“เจ้ามีส่วนทำให้ข้าถูกทรมานที่อารามจินซี ยังขโมยของแม่ข้า ขายข่าวท่านแม่ มีส่วนวางยาท่านแม่ด้วย นี่ถือว่าเป็นบทลงโทษ ไปแก้ตัวกับท่านแม่ข้าเถอะ”

หลังจากปลดผ้าที่มัดมือเท้า นางเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หาต่างหูและเครื่องประดับอีกสองสามชิ้นที่จำได้ว่าเป็นของมารดา ก่อนกลับไปที่เรือนนอนแสร้งไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป