บทที่ 15 งานเลี้ยงจวนกง

บทที่ 14

งานเลี้ยงจวนกง

เฟยเมี่ยวเข้ามาวางขนมที่พึ่งหัดทำ “คุณหนูไปงานเลี้ยงไม่รู้ว่าอาหารขนมจะถูกปากหรือไม่ อาจไม่ได้มีเวลากินมากนัก เช่นนั้นข้าเลยทำขนมมาให้ กินรองท้องไปก่อนถึงจะดี”

หว่านอี้หนิงมองขนมกุ้ยฮวาที่เฟยเมี่ยวทำมา หน้าตาน่ากินมาก ยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

“นับวันเจ้ายิ่งทำขนมเก่งขึ้น”

เฟยเมี่ยวยิ้ม “ข้าไปที่โรงครัวถามสูตรจากแม่ครัวมา นางใจดีมาก สั่งสอนข้ามาหลายอย่าง ยังรู้มาด้วยว่าแต่ละเรือนชอบกินอาหารแบบไหน ขนมอะไรด้วย”

หว่านอี้หนิงมองขนมกุ้ยฮวายิ้มเล็กน้อย หยิบขึ้นมากัดชิมคำหนึ่ง “นุ่มมาก กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมมากด้วย ทำครั้งแรกยังอร่อยมากขนาดนี้”

“ข้าตั้งใจมาก เห็นคุณหนูชอบข้าก็ดีใจแล้ว” เฟยเมี่ยวพูดด้วยรอยยิ้ม

“คุณหนูจะปักปิ่นชุดใดเจ้าคะ” เฟยฮวาเข้ามาถาม ตอนนี้เหลือเพียงปักปิ่นเท่านั้นก็ออกไปร่วมงานเลี้ยงได้แล้ว

“เอาปิ่นทองเหมยกุ้ยแล้วกัน แม่รองอุตส่าห์เตรียมไว้ให้ข้า อย่างน้อยควรปักให้นางดูสักหน่อย”

เฟยฮวาเดินไปด้านในนำปิ่นที่ว่าออกมา ยังไม่หลงลืมหยิบปิ่นชิ้นเล็กอีกสองสามชิ้นที่ดูเข้าชุดมาด้วยไม่ให้ดูน้อยชิ้นเกินไป ให้สมฐานะคุณหนูรอง

อันที่จริงงานเลี้ยงจวนกง ทางจวนหว่านไม่ได้ให้นางไปและนางไม่ได้ดื้อรั้น แต่ว่าเมื่อคืนฟางเซียนกลับเดินดุ่ม ๆ มาที่เรือน มองนางด้วยสายตาเกลียดชังไม่พอ ยังบอกว่าให้เตรียมตัวพรุ่งนี้ไปงานเลี้ยงจวนกง จากที่นางคาดเดาคงเป็นกงหยางต้านส่งคนมาส่งรายชื่อ ในเทียบเชิญคงมีชื่อของนางอยู่ ไม่งั้นพวกเขามีหรือจะให้นางได้ออกงานสังคมในเมืองหลวง คงเพราะความสนใจของเขาที่มีต่อนาง แม้ว่าบิดาไม่อยากให้ไป หากไม่กล้าเสี่ยงห้ามนางออกจากจวน ดูท่านางจะติดหนี้เขามากขึ้นอีกนิดแล้ว

คิดถึงกงหยางต้าน นางรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยสักหน่อย เขาดูน่ากลัวเกินไป คนที่มีอำนาจตรงจากฝ่าบาท หน่วยงานที่ทำอะไรตรวจสอบเรื่องใดก็ได้ ไม่แปลกที่บิดาของนางไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย หากถูกเขาเล่นงานรื้อคดี ชาตินี้ทั้งชาติเรียกว่าเงยหน้าไม่ได้แล้ว เขายังมองนางออกว่านางผิดปกติด้วย ทำให้นางยิ่งต้องระวังตัว

จวนกง

งานเลี้ยงที่ฝ่าบาทประทานให้กับหลานชายคนโปรดแน่นอนว่าแขกในงานต่างเป็นผู้สูงศักดิ์

หว่านอี้หนิงเดินตามเงาหลังของผู้เป็นบิดา นางไม่อยากเงยหน้ามองผู้คน เอาแต่ก้มหน้านิ่ง แม้นางจะพยายามทำตัวไม่เด่น สุดท้ายสายตาทุกคู่ในงานก็มองมาที่นางเช่นเดิม

ฟางเซียนหงุดหงิดใจไม่น้อย นางได้แต่พยายามเก็บงำอารมณ์ที่บุตรสาวตัวเองถูกกลบรัศมี ไม่ได้รับความสนใจเท่าเก่า

หว่านอี้หนิงเดินช้า ๆ พยายามตั้งสติ นางไม่มั่นใจว่าเมื่อเงยหน้ามองแล้วนางจะเก็บสีหน้าอารมณ์ได้มิดชิด แขกในงานล้วนแต่เป็นคนมั่งมี คนพวกนี้คือลูกค้าของสามีนางในชาติก่อน

ตั้งแต่ที่หว่านอี้หนิงเข้ามา ทุกฝ่ายเอาแต่จับจ้องมอง ทุกสายตาเหมือนถูกสะกดด้วยความงดงามที่หาได้ยาก จ้องมองหญิงสาวที่ซ่อนอยู่แถวหลังไม่วางตา

หว่านลู่หลินมองพี่สาวด้วยใบหน้าไม่พอใจ ทุกงานเลี้ยงทุกคนจะให้ความสนใจกับนาง แต่ว่าครั้งนี้สายตาของคนทั้งงานกลับสนใจหว่านอี้หนิง ฟางเซียนส่งสายตาปรามบุตรสาวไม่ให้แสดงออกมากกว่านี้

แม้แต่หว่านอี้อันยังไม่ค่อยพอใจที่บุตรสาวที่ต้องการเก็บซ่อนกลับได้รับความสนใจ งานเลี้ยงวันนี้หว่านอี้หนิงไม่ควรมา ถ้าไม่เพราะกงหยางต้านใส่ชื่อเจาะจงมาแล้วล่ะก็ เขาไม่มีทางให้นางมาด้วยเด็ดขาด

“พวกเจ้าแยกไปฝั่งสตรีเถอะ ข้าจะไปพูดคุยกับสหายด้านใน”

หว่านอี้อันเอ่ยสั่งการ เขาจ้องมองบุตรสาวคนรองที่สุดท้ายได้ตามมา สายตาคนทั้งงานมองมาที่บุตรสาวคนรองของเขา ถึงจะอยากแอบซ่อนนางเอาไว้ก็ทำไม่ได้แล้ว ได้แต่ถอนหายใจแล้วก่อนเดินออกไป

ฟางเซียนมองบุตรชายบุตรสาว “หว่านกวาง เจ้าไปหาเพื่อน ๆ เถอะ แม่จะพาน้องเจ้าไปนั่งอีกด้าน”

หว่านกวางยิ้มให้มารดา ยังปรายตามองน้องสาวคนรองก่อนเดินแยกออกไป “ขอรับท่านแม่”

เมื่อเห็นว่าบุตรชายกับสามีไปแล้วถึงได้มองบุตรสาว

“ไปนั่งกันเถอะ”

หว่านลู่หลินมองไปที่พี่สาว นอกจากความงามที่นางริษยา ยังมีเรื่องปิ่นทองบนผมที่เห็นจะทิ่มแทงใจนางมาก ปิ่นเล่มนี้มารดาสั่งทำพิเศษให้กับนาง แต่ไป ๆ มา ๆ กลับยกให้เป็นปิ่นในพิธีปักปิ่นของหว่านอี้หนิง ทำให้นางหงุดหงิดตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไหนจะวันนี้ ตั้งแต่เข้างานคนที่เคยมองนางด้วยสายตาชื่นชมกลับมองพี่สาว ทำนางอับอาย

“ข้าจะไปหาพี่โต้วหลาง อยู่กับนางข้าคงหัวเสีย”

หว่านลู่หลินพูดแล้วก็กระทืบเท้าออกไป

ฟางเซียนเห็นความหงุดหงิดของบุตรสาวคร้านจะออกปากห้าม ที่บุตรสาวของนางหงุดหงิดหลายวันผลมาจากเด็กชั่วด้านหลัง เพราะเหตุการณ์วันปักปิ่นเกิดกะทันหัน นางไม่รู้จะเอาปิ่นที่ไหนมารับหน้าใต้เท้ากงที่มาร่วมงาน หากไม่มีค่าพอคงถูกกงหยางต้านใช้เรื่องนี้มาหยามสามี เรื่องอาจถึงหูฝ่าบาทว่าสามีนางไร้คุณธรรม ละเลยบุตรสาวภรรยาเอก นางถึงได้ให้ลี่จูเอาปิ่นทองที่พึ่งสั่งทำให้บุตรสาวมาแก้ขัด ทำให้นางและหว่านลู่หลินผิดใจ

ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจ ไหนจะยังมาเสนอหน้าในงานเลี้ยงที่นางไม่อยากให้มาจนเป็นที่สนใจข้ามหน้าบุตรสาวของนางอีก ดูเหมือนว่างานเลี้ยงครั้งนี้นางจะต้องตอบคำถามเหล่าฮูหยินจวนอื่นที่เข้ามาถามว่าหว่านอี้หนิงคือใคร

“ในงานทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าใจหรือไม่”

ฟางเซียนย้ำเสียงเบา นางปรายตามองรอบ ๆ เห็นชัดว่าความสนใจมาที่กลุ่มของนางเพราะเด็กสาวตรงหน้า ความงามนี้นางอยากทำลายมันจริง ๆ

หว่านอี้หนิงยิ้ม “แม่รองวางใจ ข้าไม่ใช่คนชอบความวุ่นวาย”

แม้จะบอกไปอย่างนั้น แต่ว่าตั้งแต่เข้างานมาสายตาคนที่พวกนางเดินผ่านจับจ้องเพียงหว่านอี้หนิง

พอมานั่งที่โต๊ะ หว่านอี้หนิงไม่ได้แตะต้องขนมหรืออาหารตรงหน้า น้ำชานางยังไม่ดื่ม เพียงนั่งเงียบรอเวลากลับจวนก็เท่านั้น นางไม่อยากย้ายสายตานางไปไหนนอกจากแจกันดอกไม้บนโต๊ะ ถึงคนอื่นกำลังพูดถึงนางหากนางไม่ใส่ใจ

“พี่สามนางอารมณ์เสียมากที่ถูกแย่งความสนใจ พี่รองท่านต้องถูกนางและแม่รองเล่นงานแน่” หว่านลี่ถิงพูดเพื่อเสี้ยมพี่สาวคนรองให้ระแวงพี่สาวคนที่สาม

“คิดมากเกินไป ข้าเป็นพี่สาวของนาง นางจะเล่นงานข้าได้อย่างไร” หว่านอี้หนิงตอบโดยไม่มองหน้า

“พี่รองพูดจากใจจริงแน่หรือ ท่านเชื่อว่านางไม่มองท่านเป็นศัตรู นางชอบเป็นที่สนใจ นางพูดเสมอว่านางงดงามที่สุดในเมืองหลวง แต่พอพี่รองโผล่มา กลายเป็นว่าความงามของท่านเหนือนางหลายส่วน งานเลี้ยงวันนี้สายตาของผู้คนจ้องมองเพียงพี่รองเท่านั้น คงทำนางเจ็บใจ”

หว่านอี้หนิงไม่ได้ตอบอะไร วันนี้นางจงใจที่จะแต่งหน้าให้งดงามมากสักหน่อย การที่ได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน นางเองก็ไม่แปลกใจ สตรีแปลกหน้าที่มีความงามมาร่วมงานจวนกง ใครบ้างไม่อยากทำความรู้จัก

เสียงคุ้นหูทำให้หว่านอี้หนิงเปลี่ยนสีหน้า รูม่านตาของนางขยายใหญ่ขึ้น เสียงหวานกระจ่างใสจากโต๊ะด้านหลังกระตุ้นความทรงจำเลวร้ายในชาติก่อน

เหมยจื่ออิงพึ่งเข้ามาในงานเลี้ยง นางเดินมาหาเหล่าสหายที่กำลังนั่งพูดคุย ก่อนจะรู้ว่าโต๊ะที่อยู่ติดกันคือโต๊ะของคุณหนูตระกูลหว่าน มีหญิงงามใบหน้าโดดเด่นนั่งอยู่ เห็นว่าเป็นคุณหนูรองของจวนนางถึงได้หันมาสนใจ เพราะตั้งแต่เข้างานมามีแต่คนพูดว่าจวนหว่านมีคุณหนูงดงามผู้หนึ่ง แม้แต่มารดาของนางยังเอ่ยปากชมความงามของสตรีผู้นี้ ทำให้นางสนใจจนตื่นเต้น เพราะคนที่มารดานางเอ่ยปากชมความงามย่อมต้องงดงามจริง

“คุณหนูสี่ ข้านั่งด้วยได้หรือไม่”

เหมยจื่ออิงว่าแล้วมองสตรีวัยเดียวกันที่นั่งนิ่ง ไม่ได้สนใจนางที่เขามาทักทาย

หว่านลี่ถิงยิ้ม “เชิญเจ้าค่ะ”

เหมยจื่ออิงนั่งลง สายตาของนางจับจ้องสตรีอีกคนที่ยังคงนิ่งเงียบ นางตกตะลึงในความงามของอีกฝ่าย ไม่คิดเลยว่าจะมีใครที่มีใบหน้าสมบูรณ์แบบได้ขนาดนี้ ไร้ที่ติแม้กระทั่งเส้นผม เห็นแล้วมันน่าอิจฉาจริง ๆ ทำไมสวรรค์เมตตาให้ความงามมาได้มากขนาดนี้

หว่านลี่ถิงเห็นสายตาสนใจของเหมยจื่ออิงก็เอ่ยแนะนำ

“คุณหนูเหมย นางคือพี่สาวข้า คุณหนูรองจวนหว่านที่พึ่งกลับมาอยู่เมืองหลวง หว่านอี้หนิง ส่วนท่านพี่ คุณหนูผู้นี้คือคุณหนูคนเดียวของจวนเหมย ชื่อเหมยจื่ออิง”

หว่านลี่ถิงแนะนำด้วยรอยยิ้ม หว่านอี้หนิงกำมือแน่น พยายามอดทนต่อความโกรธแค้น นางกะพริบตาไล่ความเจ็บปวดที่ปรากฏในแววตา ลบล้างมันทิ้งเงยหน้ามองแขกที่มาร่วมโต๊ะ

“ข้าหว่านอี้หนิง ยินดีที่ได้พบคุณหนูเหมย”

เหมยจื่ออิงยิ้มกว้าง “หลายวันมานี้ได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูรองหว่านเรื่องความงาม ไม่คิดว่าจะพบกันวันนี้ คนในงานต่างกำลังพูดเรื่องท่านนะ ความงามของท่านชนะขาดสตรีทุกคนเลยด้วยซ้ำ เดือนหน้าจะมีการคัดเลือกหญิงงามประจำปี หากว่าคุณหนูรองหว่านลงแข่งแน่นอนว่าต้องชนะแน่”

หว่านอี้หนิงจ้องมองด้วยแววตาเรียบเฉย “ข้าคงไม่เข้าร่วมเจ้าค่ะ”

เหมยจื่ออิงได้ยินก็ตกใจ “ข้าเสียดายแทน ตำแหน่งหญิงงามให้อะไรท่านได้มาก คู่ครองที่ดี เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นหน้าตาให้ตระกูลด้วย ไยไม่สนใจลงแข่งสักหน่อย ท่านจะได้ทุกอย่างตามความต้องการตัวเอง”

คำพูดนี้ของเหมยจื่ออิงทำให้ภาพในชาติก่อนซ้อนทับ นางพบเหมยจื่ออิงครั้งแรกที่จวน อีกฝ่ายตามมารดามาส่งเทียบเชิญให้แม่รอง เมื่อพบหน้า เหมยจื่ออิงตกตะลึงในความงามของนาง เอ่ยปากชี้ทางให้นางหาทางเข้าร่วมการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งกับน้องสาว

คำว่าได้ทุกอย่างที่อีกฝ่ายใช้ทำให้หว่านอี้หนิงที่กำลังหาทางออกให้ตัวเองไม่ต้องถูกส่งกลับอารามจินซีเลือกทำตาม เข้าร่วมการแข่งขันโดยมีอีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือ หลังจากนั้นนางและเหมยจื่ออิงกลายเป็นเพื่อนสนิท

แม้ว่าชาตินี้จะคนละสถานที่ แต่เมื่อพบหน้าอีกฝ่ายยังทำเหมือนชาติก่อน ชักชวนให้นางเข้าร่วมการแข่ง

“ปีนี้หว่านลู่หลินน้องสาวของข้าจะเข้าร่วม ข้าที่เป็นพี่สาวไม่ควรแย่งชิงกับน้องสาวตัวเอง” หว่านอี้หนิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เหมยจื่ออิงฟังแล้วพยักหน้าเข้าใจ “แต่ว่ายังไงข้าก็เสียดายแทน น้องสาวลง พี่สาวก็ลงได้ ไม่เห็นแปลกอะไร แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา”

“นั่นสิพี่รอง ท่านน่ะมีความงามที่เหนือกว่าพี่สาม หากท่านลงแข่งชนะแน่นอน หรือว่าท่านกลัวท่านพ่อกับแม่รองไม่พอใจ เลยยอมหลีกทางให้นาง” หว่านลี่ถิงออกปากสอดขึ้นมาทำให้เหมยจื่ออิงหันไปสนใจ

“เจ้าเสียสละให้น้องสาวขนาดนั้น เป็นคนดีจริง ๆ ทิ้งอนาคตตัวเองเพื่อตระกูล หายาก ๆ” เหมยจื่ออิงพูดด้วยท่าทางเลื่อมใส

หว่านอี้หนิงอยากหัวเราะลั่นกับท่าทีใสซื่อเชื่อคนง่ายของเหมยจื่ออิง “ข้าเพียงไม่ชอบความวุ่นวายเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการเสียสละอะไร ส่วนเรื่องการแข่ง ข้าตัดสินใจเองไม่ได้”

“ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจ ยังเหลือเวลา อีกทั้งไม่เห็นต้องปิดบังเรื่องคู่หมั้นของท่านที่ถูกน้องสาวฉกไปเป็นของตัวเอง ผู้คนก็เห็นใจท่านมาก ข้าได้ยินมาตลอดเดือนแล้ว” เหมยจื่ออิงพูดจบก็เอามือปิดปาก ท่าทีตกใจ “ขออภัยด้วย ข้าไม่น่าพูดเลย เพียงเจ็บใจแทนน่ะ”

“สำหรับเรื่องนั้นเกิดจากความเข้าใจผิด ข้าต้องการถอนหมั้นเอง ข้าไม่ได้ชอบเขา ไม่คิดแต่งด้วย ไม่ผิดที่พอข้าถอนหมั้นน้องสามจะได้หมั้นแทน คุณหนูเหมยไม่ควรพูดเช่นนี้ จะทำให้คนอื่นเข้าใจข้ากับน้องสามผิด”

เหมยจื่ออิงไม่ค่อยพอใจสักหน่อยหากเก็บความไม่พอใจเอาไว้ เสแสร้งเป็นคนดียิ่งรู้แบบนี้นางยิ่งเกลียด ไหนจะความงามนี้อีก

“งั้นข้าไม่พูดแล้ว แต่ว่าถ้าท่านไม่ว่าอะไร เรามาเป็นเพื่อนกันดีหรือไม่”

หว่านอี้หนิงมองคนที่กำลังยื่นไมตรี ชาติก่อนนางตอบรับเพราะอยากมีพวกให้ช่วยเหลือ แล้วชาตินี้นางจะทำยังไงกับคนตรงหน้าที่หน้าไหว้หลังหลอก หักหลังความไว้ใจนางในชาติก่อนดี

“หากคุณหนูเหมยไม่รังเกียจ แน่นอนว่าเราเป็นเพื่อนกันได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป