บทที่ 8 ถอนหมั้น

บทที่ 7

ถอนหมั้น

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของหว่านอี้หนิงคือหนังสือถอนหมั้นระหว่างนางและโต้วหลาง

“เจ้าลงลายมือเสีย”

หว่านอี้อันมองบุตรสาวด้วยสีหน้าราบเรียบ แววตาไม่ได้เผยว่าชิงชัง แต่ก็ไม่ได้มีความรักใคร่เอ็นดู สำหรับเขาลูก ๆ คือตัวหมากในมืออีกทั้งเกิดจากคนที่ไม่ได้มีใจทำให้ที่ผ่านมาเขาแทบไม่เคยใส่ใจเลยด้วยซ้ำ

หว่านอี้หนิงไม่คิดมาก นางประทับลายมือลงบนกระดาษแผ่นนั้นโดยที่ไม่เสียเวลาคิดหรือว่าแสดงออกว่าเสียใจ

เมื่อประทับลายมือเรียบร้อยก็ส่งมันให้กับพ่อบ้านจ้าน

ฟางเซียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ใบหน้าแสดงความสงสัย นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมง่ายดายขนาดนี้ ยอมถอนหมั้นกับบุรุษที่เพียบพร้อมอย่างโต้วหลาง คุณชายใหญ่ตระกูลโต้ว

แม้แต่ว่าหว่านอี้อันเองก็ยังไม่คิดว่าบุตรสาวจะยอมง่ายเพียงนี้ เขาโบกมือให้พ่อบ้านจ้านเอาไปเก็บ พลางสังเกตสีหน้าของบุตรสาว

“เจ้าไปแจ้งจวนโต้วว่าคุณหนูรองต้องการถอนหมั้น เพราะรู้ว่าไม่ได้ชอบคุณชายใหญ่โต้ว”

“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านจ้านรับคำแล้วออกไปทันที

“เรื่องการแต่งงานของเจ้า พ่อจะหาคนที่เหมาะสมให้เจ้าใหม่” หว่านอี้อันหันกลับมาพูดกับบุตรสาว

“เจ้าค่ะ” หว่านอี้หนิงตอบรับอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ให้ความสนใจบิดาที่นั่งอยู่ วันนี้นางรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น สาเหตุที่พวกเขาเรียกนางกลับมาก็เพราะว่าต้องการให้นางลงลายนิ้วมือบนหนังสือยินยอมที่จะถอนหมั้นด้วยตัวเอง เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นมาครหาว่าพวกเขาแย่งคู่หมั้นของนางไปให้กับน้องสาวต่างมารดา ถึงต้องให้นางมาออกหน้าด้วยตัวเองถึงเมืองหลวง

“อีกสามวันจวนโต้วจะมาที่นี่ เจ้าจะต้องยืนยันอีกหนว่าต้องการถอนหมั้นเอง มันเป็นความต้องการของเจ้าเอง”

หว่านอี้อันพูดพลางมองท่าที สามปีก่อนบุตรสาวของเขาเป็นคนช่างพูด แต่ดูเหมือนว่าหลังจากกลับมา นางจะเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่ชอบพูดจา เก็บตัวเสียมากกว่า แต่แบบนี้ก็ดีแล้วมันดูเหมือนนางรู้ฐานะตัวเองดี

“เจ้าต้องเข้าใจนะ ที่ข้ากับท่านพ่อเจ้าทำแบบนี้เพราะว่ามีเหตุผล คุณชายโต้วรักกับน้องสาวของเจ้า แต่ถ้าหากเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ทั้งสองตระกูลก็จะถูกครหา เลยต้องให้เจ้ามายินยอมด้วยตัวเอง ออกหน้าว่าเป็นคนต้องการถอนหมั้น”

ฟางเซียนพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิด หว่านอี้หนิงมองอีกฝ่าย “แม่รองไม่ต้องกังวล ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ”

ฟางเซียนแสร้งถอนหายใจอย่างโล่งอก ยิ้มกว้าง

“วางใจเถอะ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้แต่งเข้าตระกูลโต้ว แต่ข้าและพ่อของเจ้าจะหาคนที่เหมาะสมให้อย่างแน่นอน”

“เจ้าค่ะ” หว่านอี้หนิงไม่พูดอะไรอีก

หว่านอี้อันเห็นว่าเรื่องการให้ถอนหมั้นไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็คิดถึงอีกเรื่อง

“สินเดิมของมารดาเจ้าหายไปครึ่งหนึ่ง เรื่องนี้เจ้ารู้เรื่องหรือไม่ว่ามันไปอยู่ที่ไหน”

หว่านอี้หนิงไม่แปลกใจที่ถูกถาม นางรู้อยู่แล้วว่ายังไงเขาก็ต้องถามนาง “ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ จำได้แค่ว่าก่อนที่ท่านแม่จะเริ่มป่วย ท่านแม่ได้เจอกับคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นเป็นนักพรต เขากล่าวว่าอาการป่วยของท่านแม่จะหายได้ก็ต่อเมื่อท่านแม่ทำทานใหญ่ ถ้าให้ข้าเดา สินเดิมที่หายไป ท่านแม่น่าจะบริจาคให้วัดแห่งนั้น แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นวัดใด”

“เจ้าแน่ใจ” ฟางเซียนเอ่ยถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

“เจ้าค่ะ หลังจากที่ท่านแม่เริ่มป่วย มีวันหนึ่งที่ท่านแม่เดินทางออกจากจวนเพื่อไปทำโรงทานที่หน้าประตูเมือง วันนั้นท่านแม่ไม่ได้ให้คนสนิทติดตาม แต่ว่าไปกับข้าและบ่าวรับใช้คนอื่นในจวน เรื่องนี้ก็เลยไม่มีคนอื่นรู้ ข้าเองก็ไม่มั่นใจมากนัก ไม่อาจตอบท่านพ่อได้อย่างชัดเจน”

“สินเดิมครึ่งหนึ่ง ข้าไม่เชื่อ นางจะเอาออกจากจวนตอนไหน” ฟางเซียนเชื่อไม่ลง

หว่านอี้หนิงมองคนโลภสองคน

“ข้าไม่อาจตอบได้ แต่ช่วงนั้นท่านพ่อเดินทางไปต่างเมืองบ่อย แม่รองเองก็มีช่วงกลับบ้านเดิมที่ต่างเมือง ส่วนข้าเองในเวลานั้นเอาแต่เล่าเรียน การที่ไม่เห็นท่านแม่จัดการเรื่องสินเดิมของตัวเองก็ไม่น่าแปลก”

ฟางเซียนได้ฟังแล้วพูดไม่ออก เพราะช่วงนั้นนางไม่ต้องการให้ใครสงสัยว่าเป็นฝีมือนางที่ทำให้ตวนซูเม่ยล้มป่วย พอลงมือแล้วถึงได้อ้างว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม หรือไม่ก็ไปเยี่ยมใครสักคน

คำตอบนี้เหมือนมือที่ตบลงมาบนหน้าหว่านอี้อัน ความหวังที่เขามีพังทลายลงทันที ไม่นึกว่านางจะมอบสินเดิมครึ่งหนึ่งให้กับวัด แม้ว่ามันจะดูไม่น่าเชื่อไปบ้าง แต่เขาก็โต้แย้งไม่ได้ หลังจากที่นางตาย เขาก็หาสินเดิมส่วนนั้นไม่เจอ ไม่พอใจแค่ไหนก็ได้แต่กัดฟันอดทน เงินมากมายขนาดนั้นจะไม่เสียดายได้ยังไงกัน

“ช่างเถอะ ไปกินข้าวกันได้แล้ว คนอื่นคงรอ”

หว่านอี้อันเอ่ยตัดบท ฟางเซียนเองก็แสดงออกชัดว่ามีความผิดหวัง

หว่านอี้หนิงให้ทั้งสองออกไปก่อนถึงได้ลุกขึ้น ในชาติก่อนนางก็ยอมถอนหมั้น สาเหตุหลักมาจากความกลัว เพราะนางรู้ดีว่าถึงนางดื้อด้านไปก็ไร้ประโยชน์

แต่ที่ชาตินี้นางยอมเช่นเดิมเพราะว่านางเองก็ไม่ได้ชอบโต้วหลาง การที่ดึงดันที่จะไม่ยอมทำตามที่พวกเขาต้องการมันอาจจะทำให้ชีวิตนางลำบากขึ้น

ในห้องอาหารเรือนใหญ่ สมาชิกในตระกูลต่างมากันพร้อมหน้า แต่ละคนนั่งในตำแหน่งของตัวเอง ไม่มีการพูดคุย มีเพียงนั่งนิ่งรอนายท่านของจวนเท่านั้น

หว่านอี้หนิงเดินตามเข้าไป นางลอบมองผู้คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร โต๊ะตัวยาวเต็มไปด้วยสมาชิกที่มากันพร้อมหน้า แน่นอนว่าหัวโต๊ะต้องเป็นบิดาของนาง ขวามือของเขาก็คือฟางเซียน ถัดมาเป็นหว่านกวาง บุตรชายคนโตมีอายุมากกว่านางหนึ่งปี ตามมาด้วยหว่านลู่หลินที่นั่งข้างพี่ชายตัวเอง สุดท้ายของฝั่งขวาคือซั่วอิงที่เดิมทีเป็นคนสนิทมารดาของนาง

ฝั่งซ้ายมือที่นั่งแรกว่างอยู่ แปลว่าเป็นของนาง หว่านอี้หนิงไม่พูดอะไร เดินไปนั่ง ถัดจากนางเป็นติงมี่หร่าน ผู้อยู่ในฐานะอนุคนแรก ข้างอีกฝ่ายคือคุณชายรองอายุสามขวบ บุตรชายที่นางให้กำเนิดชื่อหว่านเฉิง ไล่มาที่หวั่นเยี่ยนฟางมีฐานะเป็นอนุเช่นกัน ข้างกายคือหว่านลี่ถิง คุณหนูสี่ของจวน นี่คือสมาชิกทั้งหมดตระกูลหว่าน

อาหารเช้ามื้อนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด แต่ไม่ใช่สำหรับหว่านอี้หนิง นางยังคงตักอาหารเข้าปาก ทำหน้าราบเรียบไม่สนใจสายตาคนอื่นที่มองมา ยิ่งสายตาของหว่านกวางยิ่งเผยชัดว่ามีเจตนาไม่ดี หากนางก็แสร้งมองไม่ออก

“ดูการแต่งตัวของเจ้าสิ หากเจ้าเดินออกไปข้างนอกคนคงหาว่าเจ้าเป็นเพียงบ่าวไพร่ในจวน ทำเราขายหน้า ช่างไม่รู้จักมารยาท”

หว่านลู่หลินเปิดปากเพราะริษยาความงามของพี่สาวต่างมารดา

หว่านอี้หนิงมองไปที่หว่านลู่หลิน “น้องสามอย่าตำหนิข้า เสื้อผ้าที่ข้ามีติดตัวไปเป็นเสื้อผ้าชั้นดี แต่ด้วยอายุของข้าที่มากขึ้น สัดส่วนก็มากขึ้นทำให้สวมใส่เสื้อผ้าพวกนั้นไม่ได้ ที่อารามจินซีไม่ได้มีของดี ชุดนี้เจิงหมัวมัวไปซื้อมาให้ใส่ ข้าพึ่งเข้าเมืองหลวงมาได้เพียงวันเดียว คงไม่อาจหาเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ได้เอง คงได้แต่วานแม่รองจัดการ”

ฟางเซียนที่คีบเนื้อกำลังจะยัดใส่ปากนิ่งไปก่อนยิ้มกว้าง

“แน่นอน ๆ วันนี้จะมีช่างเข้ามาตัดชุดให้เจ้า”

“ฮูหยินรองช่างใส่ใจจริง ได้ยินว่าอีกสามวันจวนโต้วจะส่งคนมา หากว่าคุณหนูรองมีชุดที่ไม่ดีพอใส่คงทำให้จวนหว่านถูกครหาได้”

ซั่วอิงพูดขึ้นสีหน้าไร้ความยำเกรง

“ตระกูลโต้วส่งคนมา หรือว่ามาพูดคุยเรื่องการหมั้นคุณหนูรองเจ้าคะ” ติงมี่หร่านเอ่ยปากถามทันที

หว่านอี้อันวางตะเกียบ “ตระกูลโต้วจะมาหมั้นหมายลู่หลินให้คุณชายใหญ่โต้วหลาง เพราะวันนี้อี้หนิงเอ่ยปากขอถอนหมั้นก่อนกลับมาถึงจวน ทางนั้นไม่ต้องการตัดไมตรีกับจวนเรา เลยขอหมั่นลู่หลินแทน”

“อะไรนะ” ซั่วอิงตาโตเผยความตกใจ “ไม่ใช่ว่าคนที่พวกเขาควรมาพูดคุยคือคุณหนูรอง คุณชายใหญ่จวนโต้วมีสัญญาหมั้นหมายกับคุณหนูรองอยู่แล้ว การหมั้นหมายนี้มีขึ้นตั้งแต่ที่ฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นคุณหนูรองอายุได้หกขวบ ตอนนี้บอกว่าจะมาหมั้นหมายกับคุณหนูสาม มันเรื่องอะไรกันแน่เจ้าคะ ถอนหมั้นอะไร คุณหนูรองยอมถอนหมั้นเนี่ยนะ”

หว่านอี้อันมองบุตรสาวคนรองที่นั่งเงียบ ไม่มีความเสียใจบนใบหน้า

“อี้หนิงตัดสินใจว่าจะขอถอนหมั้นด้วยตัวเอง นางส่งจดหมายมาแจ้งก่อนกลับมาถึงจวน เป็นนางต้องการถอนหมั้นด้วยนางรู้ว่าตัวเองแต่งไปก็ไม่มีความสุขด้วยนางไม่ได้รัก ตระกูลหว่านและโต้วมีความสัมพันธ์อันดีกันมายาวนาน ในเมื่ออี้หนิงนางไม่อยากแต่งงาน ข้าเลยจัดแจงให้ลู่หลินสานสัมพันธ์ของสองตระกูลแทน แบบนี้ไม่เป็นการบีบอี้หนิงแต่งกับคนที่ตัวเองไม่รักด้วย”

ซั่วอิงอยากหัวเราะแต่ไม่กล้า เรื่องตลกพรรค์นี้ใครจะไปเชื่อลง มีหรือที่คุณหนูรองอยากยกเลิกการหมั้น ที่ถูกตามตัวกลับเพราะว่าโดนบีบต่างหาก นางคันปากอยากจะพูด แต่พอเห็นสายตาดุดันของสามีสุดท้ายนางก็เงียบปาก

“แต่ว่าคุณหนูรองปีนี้อายุสิบหกแล้ว สมควรที่จะเข้าพิธีปักปิ่นและหาบุรุษที่เหมาะสมมาแต่งงานด้วย หากเราไม่ทำอะไรเลยจะทำให้คนครหาได้ นางยกคู่หมั้นตัวเองให้น้องสาว ผู้คนอาจไม่เข้าใจว่าเป็นความต้องการของคุณหนูรองเอง คงทำให้คนนอกพูดเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย”

หวั่นเยี่ยนฟางออกความเห็น นางไม่ใช่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน อีกอย่างคุณชายใหญ่จวนโต้วก็ไปมาจวนหว่านบ่อย อยู่กับหว่านลู่หลินตลอด ใครจะไปเชื่อกันว่าการยกเลิกสัญญาหมั้นหมายครั้งนี้จะเป็นความต้องการของคุณหนูรอง สามีนางต่างหากที่บีบ แต่จะให้พูดออกไปก็พูดไม่ได้

หว่านอี้อันเองรู้ดี เขาถึงได้ให้บุตรสาวคนรองกลับมาที่เมืองหลวง อย่างน้อยเมื่อนางเจอใคร นางจะได้เอ่ยยืนยันด้วยปาก แบบนี้ใครก็ต่อว่าเขาไม่ได้ ฝ่าบาทใส่ใจเรื่องจวนขุนนาง ไม่ชอบให้มีเรื่องภายใน เขาถึงต้องจัดการอย่างระวัง ไม่ส่งผลต่อชื่อเสียง

“อีกสิบวันจัดพิธีปักปิ่นให้กับอี้หนิง ที่นางถูกส่งออกไปอยู่นอกเมืองเพราะนางทำผิด เช่นนั้นงานปักปิ่นก็จัดภายในแบบเงียบ ๆ ให้เจ้าจัดการ” ประโยคสุดท้ายเขาหันไปพูดกับภรรยารองตนเอง

ฟางเซียนยิ้มกว้างตอบรับ “เจ้าค่ะท่านพี่”

“อ่า...ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมคุณหนูรองถึงถอนหมั้น หรือเป็นเพราะว่ารู้ว่าคุณหนูสามสนิทสนมกับคู่หมั้นของตัวเอง คู่หมั้นคนนี้ฮูหยินเป็นคนเลือกให้คุณหนูรองด้วยตัวเอง นางถูกบีบบังคับหรือไม่ ข้าในฐานะคนสนิทของฮูหยินต้องการรู้”

ซั่วอิงสุดท้ายก็ถามออกมาอย่างอดไม่ได้ นางมองฟางเซียนที่จ้องนางด้วยสายตาไม่พอใจ แม้จะถูกสามีมองด้วยสายตาตำหนิ แต่นางก็ไม่อาจที่จะเงียบปากได้ อาศัยข้ออ้างที่ว่าตัวเองเป็นคนสนิทของฮูหยินมาถามหาความเป็นธรรมให้นับว่าเหมาะสม

หว่านอี้หนิงมองหว่านลู่หลินที่มองนางก่อนแล้ว

“สาเหตุที่ตัดสินใจถอนหมั้น เพราะว่าข้าไม่ได้มีใจให้กับคุณชายใหญ่โต้วหลาง ในเมื่อเขามีใจชอบพอกับลู่หลิน ข้าที่เป็นพี่สาวก็ต้องเปิดทางให้ แน่นอนว่าไม่ได้ถูกบีบบังคับ อนุซั่วไม่ต้องกังวลแทน”

“ถูกต้องแล้ว ข้ากับพี่โต้วหลางชอบพอกัน ดีที่เจ้าเข้าใจอะไรง่าย ๆ หลีกทางให้กับข้า เพราะถึงแม้เจ้าจะไม่ยอมหลีกทาง แต่เขาก็ไม่มีทางแต่งงานกับเจ้าแน่ เจ้ายอมเอ่ยปากถอนหมั้นด้วยตัวเองถือว่าเป็นการรักษาหน้าตัวเองไปด้วย ดีกว่าให้ทางฝ่ายบุรุษเอ่ยปากขอถอนหมั้นด้วยตัวเอง แบบนั้นเจ้าจะแย่ได้”

หว่านลู่หลินพูดแล้วยิ้มเยาะให้อีกฝ่าย

“ลู่หลิน เจ้าไม่ควรพูดเช่นนี้ เท่านี้น้องรองก็เสียสละให้เจ้ามากพอแล้ว” หว่านกวางเอ่ยปรามน้องสาว พลางมองมาที่หว่านอี้หนิง “เจ้าอย่าถือสานาง”

หว่านอี้หนิงไม่ได้ใส่ใจ “ข้าไม่โทษน้องสาม แม้ว่าน้องสามกับคุณชายโต้วจะไม่รักใคร่ ข้าก็คิดว่าจะเอ่ยปากกับท่านพ่อขอถอนหมั้นอยู่ดี เพราะข้าเห็นเขาเป็นเพียงพี่ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่คนรัก”

คำตอบของหว่านอี้หนิงทำให้หว่านลู่หลินหัวเราะทันทีก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันสายตาดูถูก

“พูดให้ตัวเองดูดีน่ะสิ เจ้าน่ะกลัวเสียหน้าต่างหากเลยพูดออกมาเช่นนี้”

ฟางเซียนตีไปที่ต้นแขนบุตรสาว “เจ้าหุบปากได้แล้ว อย่าได้พ่นอะไรออกมาอีก อี้หนิง เจ้าอย่าถือสานางเลยนะ”

“ในเมื่อเรื่องในวันนี้จบลงแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับเรือนก่อน”

นางพูดก่อนย่อกายลาบิดาเดินออกจากห้องอาหาร แม้คนอื่นจะมองว่านางไม่มีมารยาท หากนางไม่สนใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป