บทที่ 9 งานเลี้ยงในจวน
บทที่ 8
งานเลี้ยงในจวน
หว่านอี้หนิงนั่งอยู่หน้ากระจกให้เฟยฮวาหวีผมให้ ด้านนอกจวนเต็มไปด้วยความครึกครื้น ด้วยมีการหมั้นหมายหว่านลู่หลินกับโต้วหลาง ส่วนนางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปด้านนอก นางจะได้ไปก็ต่อเมื่อเป็นงานช่วงบ่าย งานเลี้ยงน้ำชาของคนสองตระกูลหลังจากการหมั้นเสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้ใครครหาว่านางถูกบีบให้ถอนหมั้น บิดาส่งคนมากำชับว่าในงานเลี้ยง หว่านอี้หนิงต้องยิ้มแย้มเข้าไว้ ใครถามก็ต้องบอกว่าเป็นความต้องการตัวเอง
“คุณหนู แผลบนศีรษะท่าน” เฟยฮวาตกใจกับแผลเป็นบนหนังศรีษะของคุณหนู นางใช้ปลายนิ้วมือปัดเส้นผมออกมองดูรอยแผลเป็นให้ชัด จนพบว่ามันมีมากกว่าห้าแห่ง
หว่านอี้หนิงเหยียดยิ้ม
“ข้าก็เคยบอกเจ้าแล้ว ชีวิตของข้ายากลำบากหลังจากมารดาข้าสิ้นใจ ที่อารามจินซี ข้าไม่ใช่คุณหนูรองของจวน แต่มีฐานะเป็นเหมือนสาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น ยามที่ข้าทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจ ผลที่ตามมาก็คือความรุนแรง พวกเขาจะลงมือกับข้า ตบตีทุบด้วยไม้ ทำจนพอใจจึงยอมปล่อยข้าไป”
เฟยฮวาฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวด นางไม่คิดว่าคุณหนูของนางต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายขนาดนี้ ชาติกำเนิดสูงส่ง หากแต่ได้รับเพียงความอัปยศ
“พวกเขาแม่ลูกช่างชั่วช้า”
“อย่าใส่ใจเลย พวกเขาต่างได้รับกรรมแล้ว ระหว่างทางที่มาเจิงหมัวมัวกับป่านโม่ที่ชอบทุบตีข้าถูกโจรฆ่าตาย ส่วนข้าที่ในเวลานั้นลงไปเดินเล่นรอดชีวิตมาได้”
เฟยฮวาแสดงสีหน้าเห็นใจ “ข้าสัญญาจะภักดีกับคุณหนู ไม่มีทางหักหลัง อีกทั้งจะอยู่เคียงข้างคุณหนูไม่ว่าจะพบเจอเรื่องเลวร้ายอะไรก็ตาม”
“ขอบคุณเจ้ามาก”
หว่านอี้หนิงมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ชาติที่แล้วนางเอาแต่กลัว ทำทุกอย่างตามที่คนพวกนั้นบอกและต้องการ ไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง น่าตลกที่สวรรค์ยังให้โอกาสนางกลับมาแก้ไข
โต้วหลางมองคนรักด้วยสีหน้ายินดี การหมั้นหมายของเขากับหว่านอี้หนิงจบลง และเขาได้เปลี่ยนมาหมั้นหมายกับสตรีที่เขามีใจให้อย่างหว่านลู่หลิน สตรีที่จะเชิดหน้าชูตาเขาในอนาคตได้ ว่าที่ภรรยาคนนี้อีกหน่อยจะมีตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งและเป็นบุตรภรรยาเอก ที่สำคัญนางเป็นบุตรสาวที่เสนาบดีหว่านแห่งกรมพิธีการรักที่สุด ถือว่าเหมาะสมกับเขา
ส่วนหว่านอี้หนิงไม่เป็นที่รักของเสนาบดีหว่าน เขากับมารดาเลยไม่อยากเสี่ยงแต่งเข้าจวนตามเดิม
“พี่โต้วหลาง ขนมเจ้าค่ะ” หว่านลู่หลินใบหน้าเขินอายวางจานขนมลงตรงหน้าคู่หมั้นหมาด ๆ
“ลู่หลินช่างน่ารักขี้เอาใจเสียจริง มิน่าโต้วหลางถึงบอกว่าอยู่ด้วยแล้วมีแต่รอยยิ้ม”
ฮูหยินโต้วพูดแล้วมองว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพอใจ นางต้องการเปลี่ยนลูกสะใภ้ด้วยเหมือนกัน อดีตคู่หมั้นของบุตรชายไม่มีมารดาคอยส่งเสริม อีกทั้งบิดายังเกลียดชัง แน่นอนว่าไปได้ไม่ไกล แตกต่างจากคู่หมั้นคนปัจจุบันที่เป็นที่รักของคนทั้งจวนหว่าน อีกไม่นานยังจะได้ตำแหน่งใหญ่เป็นหน้าเป็นตาได้ด้วย แน่นอนว่าดีกว่าสำหรับอนาคตบุตรชายของนาง
ฟางเซียนยิ้มกว้าง ดีที่ความต้องการของฝั่งนางและฝั่งตระกูลโต้วตรงกัน ทำให้เรื่องนี้จัดการได้ง่าย เพียงแต่ทางตระกูลโต้วกับสามีของนางคิดเล็กคิดน้อยไปสักหน่อย พวกเขากลัวว่าตัวเองจะถูกผู้คนประณาม ตั้งแง่ครหาที่สับเปลี่ยนคู่หมั้นบุตรชาย กลัวจวนตวนของตวนซู่เม่ยตราหน้า ถึงได้ต้องการให้หว่านอี้หนิงกลับมายืนยันด้วยตัวเองว่าเป็นความต้องการของนางที่จะถอนหมั้นด้วยไม่ชอบในตัวโต้วหลาง หากไม่เพราะพวกเขาต้องการเช่นนี้ มีหรือนางจะปล่อยให้หว่านอี้หนิงกลับมาเหยียบที่นี่
“พวกเขาเหมาะสมกันจริง ๆ เจ้าค่ะ เห็นเด็กสองคนรักกันเช่นนี้พวกเราคงไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว สองตระกูลจากนี้ยังคงมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” ฟางเซียนพูดอย่างเอาใจโต้วฮูหยิน
โต้วฮูหยินยิ้มตาม “แน่นอนว่าสองตระกูลของเราจะมีไมตรีที่ดีต่อกัน ยังไงเสีย อนาคตของโต้วหลางยังต้องฝากเสนาบดีหว่านส่งเสริม“
หว่านอี้อันไม่ยิ้ม เพียงพยักหน้ายอมรับ “โต้วหลางเป็นคนหนุ่มอนาคตไกล แน่นอนว่าอนาคตของเขาต้องรุ่งโรจน์ ตำแหน่งขุนนางในอนาคตของเขา ข้าจะช่วยอย่างเต็มที่แน่นอน”
“ได้ยินเช่นนี้ข้าเองก็พอใจ” โต้วชวนมองคนในสวน เขามองภรรยาก่อนมองบุตรชาย แต่เพราะคิดเรื่องหนึ่งได้เลยออกปากถามต่อ
“จริงสิ ได้ยินว่าคุณหนูรองกลับมาแล้ว นางทำไมไม่มา หากนางไม่มาร่วมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ของเรา ผู้คนด้านนอกรู้เข้าจะไม่ดี”
โต้วชวนเป็นคนรักหน้าตาชื่อเสียง เขาจะไม่ยอมให้ชื่อเสียงของเขาถูกทำให้เสียหายเพียงเพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงคู่หมั้นให้กับบุตรชาย งานเลี้ยงในครอบครัวอย่างไรก็ต้องให้อดีตคู่หมั้นของบุตรชายมาร่วมงาน
หว่านอี้อันยิ้ม “แน่นอน ข้าให้คนไปตามนางแล้ว อีกเดี๋ยวนางก็คงมา”
ไม่ทันพูดจบ หน้าทางเข้าสวนหว่านอี้หนิงมาถึง นางอยู่ในชุดเปิดไหล่สีฟ้าอ่อน กิริยาท่าทางสูงส่ง ใบหน้างดงามตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เส้นผมสีดำสลวยถูกปล่อยยาวเต็มแผ่นหลังด้วยยังไม่ได้ผ่านพิธีปักปิ่น คนทั้งงานต่างตกตะลึง สายตาพวกเขาเต็มไปด้วยความงงงวย เด็กสาวที่มีความงดงามเป็นหนึ่งผู้นี้คือหว่านอี้หนิง
โต้วหลางเองยังตกตะลึงจนตาค้าง จ้องมองใบหน้างดงามตรงหน้าไม่วางตาจนหว่านลู่หลินต้องตีไปที่แขนคู่หมั้นเพื่อเตือนสติ
หว่านอี้หนิงเดินมาหยุดตรงหน้าผู้อาวุโสกว่า ย่อกายอย่างงดงามหมดจด
“ข้าน้อยหว่านอี้หนิงคารวะนายท่านโต้วและโต้วฮูหยินเจ้าค่ะ”
โต้วชวนมองอดีตคู่หมั้นบุตรชาย เขาอดเสียดายแทน แต่แล้วอย่างไร งดงามอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีอำนาจเบื้องหลังด้วย ซึ่งเด็กสาวตรงหน้าไม่มีสิ่งนั้นที่เขาต้องการ
หว่านอี้อันหรี่ตามองบุตรสาวที่นับวันความงามยิ่งมากล้นเหมือนมารดาที่ตายไป “เจ้ามานั่งเถอะ”
หว่านอี้หนิงเดินไปนั่งยังโต๊ะที่ถูกจัดไว้ ซึ่งคนที่นั่งกับนางคือหว่านลี่ถิง น้องสาวที่เกิดจากอนุหวั่น เห็นว่าปีนี้หว่านลี่ถิงอายุสิบสี่ ผู้เป็นมารดาอย่างอนุหวั่นกำลังเพียรพยายามหาบุรุษที่เหมาะสมให้ นางไม่ได้สนใจคนในงานเลี้ยง แม้แต่อดีตคู่หมั้นที่เคยมีสัมพันธ์อันดีในอดีตนางก็ไม่ได้มองเขาด้วยซ้ำ
หว่านลี่ถิงมองพี่สาวที่เอาแต่นั่งเงียบไร้รอยยิ้มตั้งแต่เข้ามา
“คุณชายโต้วมองท่านพี่นะ ข้าเห็นใจท่านจริง ๆ ที่ถูกบีบให้เสียสละคู่หมั้นของตนเองให้กับพี่ลู่หลิน นางน่ะจ้องจะแย่งทุกอย่างของท่านเชียว หากว่าพี่สาวมีอะไรกังวลหรืออยากให้ข้ากับท่านแม่ช่วย บอกได้เลย“
หว่านอี้หนิงปรายตามองน้องสาว
“เจ้าควรสนใจเรื่องตัวเอง ส่วนเรื่องข้าไม่ต้องกังวลแทน”
หว่านลี่ถิงได้ยินแล้วเม้มปากก่อนพูดประชด “ท่านคนเดียวอย่าอวดเก่งสิ หากไม่มีพรรคพวกจะมีชีวิตรอดหรือ”
“รอดหรือไม่ ข้าว่าข้ามีอนาคตที่ดีกว่าเจ้าแน่”
หว่านอี้หนิงเลิกสนใจน้องสาวด้านข้างโดนสมบูรณ์
ม่านเซียวมองอดีตคู่หมั้นบุตรชาย อย่างไรเรื่องความงาม หว่านอี้หนิงเหนือกว่าหว่านลู่หลินหลายส่วน แต่อย่างว่า ความงามไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ความมั่นคงเงินทองต่างหากที่ต้องคว้าไว้ หว่านลู่หลินเหมาะสมกับบุตรชายนางที่สุดแล้ว แม้จะกังวลว่าหากหว่านอี้หนิงงามขนาดนี้ ตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งที่ว่าที่ลูกสะใภ้มั่นใจจะได้มาในอนาคตอันใกล้จะได้จริงหรือ หากจะได้มีแต่ต้องขวางไม่ให้หว่านอี้หนิงเข้าร่วมการแข่งแล้ว และนางเชื่อว่าจวนหว่านรู้ดีว่าต้องจัดการยังไง
ไม่นานหว่านอี้หนิงก็ถูกมองข้ามจากคนทั้งงานเลี้ยง มีเพียงโต้วหลางที่ลอบมองบ่อยครั้ง ส่วนสายตาหว่านลู่หลินเต็มไปด้วยความเกลียดชังพี่สาว
ช่วงเย็น หว่านอี้หนิงขอบิดาออกจากจวนไปยังร้านเครื่องประดับ ตอนแรกหว่านอี้อันไม่อนุญาต แต่พอเห็นแววตาของบุตรสาวที่มองเขาด้วยแววตาเย็นชา เขาก็โบกมืออนุญาตส่ง ๆ แต่ห้ามบุตรสาวคนรองเปิดเผยว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งหว่านอี้หนิงรับปาก ทั้งอีกฝ่ายยังให้นางออกประตูข้างอีก
เฟยฮวาทำหน้าไม่พอใจ “นายท่านช่างใจร้าย ทำไมให้คุณหนูสายตรงออกจากจวนประตูข้างด้วย ยังให้ท่านปิดหน้าอีก”
หว่านอี้หนิงยิ้ม “เขาไม่ให้ข้าเผยตัว ออกประตูข้างเหมาะสม” นางว่าแล้วสวมหมวกปีกกว้างที่มีผ้าขาวบางปกปิดใบหน้า
คนพวกนั้นไม่ต้องการให้นางโดดเด่นเพราะคิดกำจัดนางทิ้ง การที่นางโดดเด่นเมื่อหายไปจะมีคนถามหา มันไม่ดีต่อแผนการพวกเขา
เมื่อมาถึงร้านเครื่องประดับ หว่านอี้หนิงเดินไปหาหลงจู้ของร้านแจ้งความต้องการ นางต้องการสั่งทำปิ่นผีเสื้อ ใช้เวลาไม่นานก็จัดการหารูปแบบปิ่นที่ต้องการได้ อีกไม่กี่วันนางจะปักปิ่น แปลว่าหลังจากนี้มวยผมขึ้นปักปิ่นได้ ปิ่นที่มีจากสินเดิมมารดาเอามาใช้ไม่ได้ นางจึงต้องมาสั่งทำและซื้อไว้อีกสองสามเล่ม
“คุณหนูท่านนี้ ปิ่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยม ไม่สู้ท่านปลดหมวกลองเป็นอย่างไร”
หลงจู้คนงามของร้านยกถาดปิ่นชุดงามที่ช่างพึ่งส่งมาเอามาเสนอลูกค้า ด้วยเห็นว่าคุณหนูผู้นี้กระเป๋าหนัก หากพอใจต้องซื้อแน่
หว่านอี้หนิงมองผ่านผ้าขาวบาง “ข้ายังไม่ผ่านพิธีปักปิ่น คิดว่าการลองคงไม่เหมาะ”
“ไม่ต้องลองปักจริงก็ได้ แค่เทียบกับผมเท่านั้น มา ๆ ข้าทำให้ท่านดู มันต้องเหมาะกับท่านมากแน่”
หลงจู้สาวว่าแล้วช่วยปลดหมวกสานออก ทันทีที่หมวกถูกยกออก หลงจู้ก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างตาโต ตื่นตะลึงกับความงามที่นางเผชิญหน้า นางไม่เคยเห็นคนที่มีใบหน้างดงามมากขนาดนี้
หว่านอี้หนิงไม่ได้ยิ้มด้วยซ้ำ นางเพียงไล่สายตามองปิ่นที่วางอยู่ “ไหนว่าท่านจะลองให้ข้า”
หลงจู้สาวได้สติ ยิ้มกว้างก่อนจะยกปิ่นดอกไม้ขึ้นมาเทียบให้ลูกค้าดู หว่านอี้หนิงพอใจมาก
“ตกลงข้าซื้อทั้งชุด”
“ข้าว่าแล้วท่านต้องชอบ ว่าแต่ข้ายังไม่รู้เลย ท่านเป็นคุณหนูจวนใด”
ยังไม่ทันที่หว่านอี้หนิงจะเอ่ยตอบ เสียงจากผู้ที่เดินเข้ามาด้านหลังทำให้นางหันไปมอง
“คุณหนูรองหว่าน” โต้วหลางเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม เขาให้คนเฝ้าหน้าจวนหว่าน หากพบนางออกมาให้มาแจ้ง พอรู้ว่านางออกจากจวน เขาถึงรีบตามมา
หลงจู้สาวตกใจ หญิงงามตรงหน้าคือคุณหนูรองจวนหว่านที่หายหน้าไปนาน
หว่านอี้หนิงมองคนที่แอบตามมา เหมือนชาติก่อนไม่ผิด เมื่อนางออกจากจวน เขาจะตามมา นางเดาว่าเขาคงให้คนเฝ้ามองนางอยู่
แม้จะต่างเหตุการณ์ แต่ผลลัพธ์ไม่ต่าง นางมา เขาก็โผล่มาทันที
