บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของสองเรา
แสงไฟที่สาดฉวัดเฉวียนไปมาจนแสบลูกตานั้น ไม่ได้ทำให้อาการง่วงงุนของหนุ่มเนื้อหอมเจ้าของไร่ดุจตะวันหายไปแต่อย่างใด หนำซ้ำมันกลับเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะตอนนี้เลยเวลานอนปกติของเขามามาก และเมื่อเขาเปิดปากหาวซ้ำอีกครั้ง เพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว
“เฮ้ย ไงวะพ่อฤๅษี ออกจากป่ามานั่งหาวอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน”
คนถูกตั้งฉายาว่าฤๅษีหันไปมองเพื่อนอย่างลุแก่โทษ ที่มาทำตัวซึมเซาอย่างนี้ ทั้งที่งานนี้จัดขึ้นเพื่อตนเองโดยเฉพาะ
“โทษทีว่ะ ปกติข้านอนตั้งแต่สองทุ่ม” ชายหนุ่มร่างกำยำแก้ตัวเสียงอ่อย
“สองทุ่ม! รู้ไหมครับไอ้คุณครูโซ่ เวลาที่คุณนอนพวกผมยังไม่ถึงบ้านเลย เด็กอนามัยของแท้จริงๆ” เพื่อนอีกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาตลอดกล่าวประชด ก่อนจะยื่นแก้วเครื่องดื่มสีอำพันที่เพิ่งชงเสร็จให้ “กระตุ้นหน่อย จะได้สดชื่น”
แต่ครูโซ่ก็ปฏิเสธที่จะรับมันพร้อมกับบอกเหตุผล “ขอผ่านว่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องขับรถกลับไร่แต่เช้า มีงานรออยู่อีกเยอะเลย ต้องรีบไปจัดการ”
เพราะอาชีพหลักของเขาคือเกษตรกร เรื่องนอนแต่หัวค่ำตื่นแต่เช้าจึงเป็นเรื่องเคยชิน ส่วนเครื่องดื่มมึนเมาเขาก็ไม่แตะมาแต่ไหนแต่ไร แต่วันนี้เขาได้รับเชิญมาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนจบ พอเสร็จจากการสอนนักศึกษา ก็ถูกเพื่อนรวมหัวกันลากมาที่นี่เพื่อสังสรรค์ในโอกาสที่นานๆ จะได้เจอกันที แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอนุญาตให้ตัวเองสำมะเลเทเมาได้ เนื่องจากยังมีงานค้างอยู่
“แสนดีขนาดนี้ทำไมหาเมียไม่ได้สักที หรือว่าเพราะแสนดีเกินไป ข้าขอเตือนนะโว้ย ไอ้นั่นน่ะ ไม่ได้ใช้งานมันนานๆ ระวังมันจะฝ่อเอา”
เพื่อนอีกคนแซวเสริมขึ้นมา ซึ่งคราวนี้ก็เรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนทั้งโต๊ะ
แต่ชายหนุ่มผู้ถูกแซวก็ได้แต่ยิ้ม เขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องนี้เลยสักนิด ยังมีเวลาอีกครึ่งชีวิตที่จะมองหาคนที่ใช่ แต่ถึงไม่เจอก็ไม่เป็นไร เขายังมีน้องชายอีกสองคนที่จะเป็นธุระเรื่องหาทายาทให้กับดุจตะวัน จึงยังคงใช้ชีวิตแบบสบายๆ ตามสไตล์ชายโสด
“ถามจริง ไม่ถูกใจใครบ้างเหรอ ได้ข่าวว่ามีลูกสาวผู้ว่าฯ มาตามจีบอยู่พักหนึ่งไม่ใช่เหรอ” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง
พอถูกถามถึงเรื่องนี้ ใบหน้าหล่อเหลาก็ไร้รอยยิ้มทันที เพราะไม่คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในไร่ซึ่งอยู่ไกลถึงโคราชจะลอยมาเข้าหูเพื่อนๆ ได้ และเพื่อไม่ให้ฝ่ายหญิงเสียหาย เขาจึงรีบแก้ต่าง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าสิ่งที่เพื่อนพูดนั้นไม่ใช่เรื่องโคมลอย
“อย่าพูดอย่างนั้น ผู้หญิงเขาเสียหาย คุณอัญเธอก็แค่อยากรู้วิธีการทำไร่ ฉันก็ให้ความรู้เธอไปก็เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเกินเลยอย่างที่เอ็งว่า หนอย...อยู่ตั้งไกลยังอุตส่าห์รู้เรื่องอีก” ครูโซ่อดไม่ได้ที่จะประชดในประโยคสุดท้าย
คำแก้ต่างนั้นทำเอาเพื่อนในวงหัวเราะร่วน ก่อนจะมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา
“สุภาพบุรุษตลอด เอางี้ไหม...น้องสาวเมียข้าโสด เดี๋ยวแนะนำให้รู้จัก จะได้มีสาวเอาไว้นอนกอดตอนหน้าหนาว”
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจว่ะ”
ชายหนุ่มปฏิเสธความมีน้ำใจของเพื่อน ไม่ใช่อะไร เขากลัวว่าหากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับน้องสาวภรรยาเพื่อนจบลงไม่สวย มันอาจจะกระทบต่อมิตรภาพที่เขากับเพื่อนมีให้กันมาอย่างยาวนานด้วย
“เฮ้ย ไอ้โซ่ไม่เอา แต่ข้าเอา” เพื่อนอีกคนในกลุ่มกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นตามแบบฉบับชายเจ้าชู้
“ไม่โว้ย! ถ้าข้าแนะนำให้เอ็ง มีหวังข้าถูกเมียฉีกอกแน่ๆ”
จากนั้นประเด็นสนทนาก็เปลี่ยนจากเรื่องของเขา ไปเป็นการแฉวีรกรรมของจอมเจ้าชู้ประจำกลุ่ม ครูโซ่ได้แต่ฟังแล้วอมยิ้ม เพราะมันทำให้เขานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยที่พวกเขามักจะมานั่งคุยเรื่องต่างๆ หลังเลิกเรียนในร้านอาหารแห่งนี้ ซึ่งพอเรียนจบแยกย้ายกันไป เขาเองก็แทบจะลืมเลือนช่วงเวลาเหล่านี้ไปเสียสนิท เพราะมัวแต่ทุ่มเทขยายไร่จนตอนนี้ทุกอย่างกำลังไปได้สวย
มีหลายคนบอกว่าเขาโง่ที่เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในไร่ทั้งที่มีเงินล้นฟ้า ชนิดที่ว่าใช้ตั้งแต่ชาตินี้จนถึงชาติหน้าก็ยังไม่หมด แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่านั่นคือไลฟ์สไตล์ที่เขาชื่นชอบ เขาหลงใหลในชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย และรักที่จะอยู่อย่างสมถะ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เน้นยี่ห้อที่ทนทาน ไม่ใช่แบรนด์เนมจ๋าที่ราคานำหน้าคุณภาพ และด้วยอาชีพชาวไร่ ทำให้เขามักจะสวมเสื้อผ้าสีทึบจนติดเป็นนิสัย แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังสวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงสแล็กสีเดียวกัน จะว่าไปแล้ว อาจเป็นเพราะเขามีเสื้อผ้าสีนี้อยู่เต็มตู้ มันจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปโดยปริยาย
ส่วนใหญ่เขาจะใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในไร่ดุจตะวัน นานๆ ครั้งถึงจะยอมออกไปไหนมาไหน และภารกิจที่ดึงเขาออกจากไร่ได้ก็คือ การเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาภาควิชาเกษตรกรรม โดยนำประสบการณ์ตรงมาประยุกต์เข้ากับทฤษฎีเพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะเนื้อหาบางอย่างที่คัดลอกมาจากตำราต่างประเทศนั้นมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ผลผลิตที่ได้จึงออกมาต่างกันและมักไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ควรจะเป็น
แล้วในที่สุดเสียงระฆังช่วยชีวิตก็ดังขึ้น เมื่อภรรยาของเพื่อนคนหนึ่งโทรศัพท์มาตามสามีให้กลับบ้าน ซึ่งเพื่อนคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องกลัวภรรยายิ่งกว่าชีวิต จึงจำยอมลุกขึ้นแล้วเอ่ยขอตัวกับเพื่อนคนอื่นๆ ในวง เมื่อครูโซ่เห็นดังนั้น เขาก็รีบฉวยโอกาสขอตัวกลับบ้างเช่นกัน แม้จะถูกเพื่อนๆ คะยั้นคะยอให้ไปต่อ แต่เขาก็ยืนกรานปฏิเสธ เพราะอยากกลับไปพักผ่อนเต็มทีแล้ว
เมื่อเขายืนยันหนักแน่นเช่นนั้น เพื่อนๆ จึงไม่คัดค้านและยอมปล่อยให้กลับ ครูโซ่เดินตรงไปยังรถยนต์คันเก่ง เขาเลือกใช้ Land Rover Evoque รุ่นใหม่ล่าสุดมาเป็นยานพาหนะคู่ใจ เพราะชื่นชอบความแข็งแกร่งและการใช้งานที่เหมาะกับเส้นทางในไร่อีกทั้งมันยังดูเข้ากับบุคลิกสมบุกสมบันของชาวไร่อย่างเขา ขืนยืม BMW ของน้องคนกลาง หรือ Lamborghini ของน้องคนสุดท้องมาขับลุยงาน มีหวังคงโดนข้อหาทารุณกรรมรถจากบรรดาคนรักรถอย่างแน่นอน
ทว่า...ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวขึ้นรถ หูพลันแว่วได้ยินเสียงหนึ่งแว่วลอยมาตามสายลม มันทำให้เขาชะงักฝีเท้าแล้วตั้งใจเงี่ยหูฟังอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ช่วย...ช่วยฉันด้วยค่ะ”
