บทที่ 11 ลำเอียง
หลังจากได้ยินคำสั่งประกาศิตจากแม่เลี้ยง เกลียวไหมรู้สึกราวกับตัวเองถูกคำสาปให้กลายเป็นหิน ร่างบอบบางยืนอึ้งงันไปในทันที และเมื่อดึงสติกลับคืนมาได้ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“เมียเก็บ... ไม่นะคะ ไหมไม่เป็น!”
เธอพอจะรู้จักมักคุ้นชื่อเสียงของนิคมอยู่บ้าง แม้อีกฝ่ายจะยังอายุไม่มากนัก แต่ก็ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเจ้าชู้มักมาก อีกทั้งยังแว่วข่าวลือหนาหูว่าเขาทำธุรกิจมืดเกี่ยวกับผู้หญิง หากใครทำตัวไม่ถูกใจก็มีสิทธิ์ถูกนำไปเร่ขายทอดตลาด ไม่ต่างจากสินค้ามือสองอย่างไร้ค่า
แต่มีหรือที่คนใจดำอย่างสุนิสาจะยอมรับฟัง หล่อนยังคงยกเอาบุพการีของเธอขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อบีบบังคับ
“เพื่อความอยู่รอดของพ่อแก แกก็ต้องหัดรู้จักเสียสละซะบ้าง!”
เกลียวไหมมองใบหน้าของแม่เลี้ยงด้วยสายตาชอกช้ำ เสียสละตัวเองเพื่อชำระหนี้ก้อนโตที่ไม่ได้เป็นคนก่อ... ต้องยอมตกลงไปในขุมนรกทั้งเป็น ในขณะที่คนสร้างเรื่องกลับได้ลอยหน้าลอยตาเสวยสุขอยู่บนสวรรค์อย่างนั้นหรือ
“ไม่ค่ะ... ยังไงไหมก็ไม่ยอม! คุณน้าคะ กรุณาเถอะนะคะ อย่าบังคับให้ไหมต้องทำอะไรแบบนั้นเลย” หญิงสาวเว้าวอนทั้งน้ำตานองหน้า
ผู้เป็นแม่เลี้ยงเหยียดริมฝีปากออกอย่างหยามหยัน ไม่คิดจะอ่อนข้อให้เลยแม้แต่นิดเดียว “งั้นแกจะยอมเห็นพ่อตัวเองกลายเป็นคนไร้ที่ซุกหัวนอนอย่างนั้นเหรอ! แกจะทนดูพ่อแกกลายเป็นพวกเร่ร่อนข้างถนนได้ลงคอใช่ไหม! เพราะถ้าหากบ้านหลังนี้ถูกยึด คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือพ่อที่นอนป่วยอยู่ของแกนั่นแหละ!”
เรื่องนั้นเธอก็ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาดเช่นกัน ยิ่งตอนนี้พ่อของเธอกำลังล้มป่วยหนัก หากต้องตกอยู่ในสภาพอนาถาแบบนั้น เธอนึกภาพไม่ออกเลยว่าท่านจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร
“ไม่นะคะ คุณน้า...”
สุนิสาเท้าสะเอวฉับเมื่อได้ยินคำปฏิเสธซ้ำซาก หล่อนชี้หน้าดุด่าด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “นั่นก็ไม่ นี่ก็ไม่! ตกลงแกจะเอายังไงฮะนังไหม!”
เกลียวไหมได้แต่อึ้งเงียบ สะอื้นไห้อย่างไร้ทางออก เธอไม่ต้องการเลือกทางไหนทั้งนั้น ทว่าดูเหมือนสุนิสาจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอได้ถอยหลัง จึงจัดการขีดเส้นตายตัดสินใจแทนเสร็จสรรพ
“อีกสองวันคุณนิคมจะไปโคราช แกเตรียมตัวเอาไว้ให้ดี เขาจะส่งคนมารับ แล้วทำยังไงก็ได้ให้เขาเชื่อว่าแกยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่อย่างนั้น... ฉันไม่รับประกันนะว่าเขาจะจัดการยังไงกับบ้านหลังนี้!”
เกลียวไหมมองผู้เป็นแม่เลี้ยงด้วยสายตาเจ็บช้ำ ทว่าในยามนี้เธอไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลย เมื่ออีกฝ่ายยกเอาความอยู่รอดของพ่อมาเป็นเครื่องต่อรอง
น้ำตาแห่งความอัปยศพรั่งพรูลงมาอาบสองแก้ม ทว่าความน่าเวทนานั้นกลับไม่ได้ทำให้ใครนึกสงสารเธอเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกับผู้มาใหม่... ผู้อาศัยอีกคนที่มักทำตัววางก้ามไม่ต่างจากเจ้าของบ้านตัวจริง
“เสียงดังโวยวายอะไรกันแต่เช้าคะ ดูสิ... นิตาเลยต้องตื่นออกมาดูเลย” สนิตา... น้องสาวนอกไส้ของเกลียวไหมบ่นกระปอดกระแปดอย่างหงุดหงิด ใบหน้ายังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นภาพที่เห็นจนชินตา
สนิตาเป็นนักท่องราตรีตัวยงที่มักจะกลับถึงบ้านในตอนเช้าตรู่ เปลี่ยนเสื้อผ้าล้มตัวลงนอนโดยไม่ยอมล้างหน้าล้างตา หลับยาวไปจนถึงตอนเย็นแล้วค่อยตื่นมาอาบน้ำแต่งตัว เพื่อออกไปเริงร่าในยามค่ำคืนต่อ ไม่เคยอยู่ติดบ้านเลยสักคืนเดียว
“ไม่มีอะไรหรอกลูก แต่แม่ว่านิตาหัดตื่นเช้าบ้างก็ดีนะ” สุนิสาหันไปตอบลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล ผิดกับตอนที่แผดเสียงใส่ลูกเลี้ยงราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
สนิตาหน้ามุ่ย ก่อนจะกล่าวอ้างเหตุผล “ก็นิตากลับดึกนี่คะ ตอนนี้ยังง่วงอยู่เลย”
หญิงสาวอ้าปากหาวหวอด บ่งบอกว่ารู้สึกง่วงงุนอย่างที่ปากว่า ร่างเพรียวเตรียมจะเดินไปล้มตัวลงนอนที่โซฟาต่อ แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นพี่สาวต่างสายเลือดทรุดนั่งอยู่กับพื้น ก็ชักสีหน้าต่อว่าในทันที
"อ้าว... แล้วนั่นเป็นอะไรล่ะ ไปนั่งทำอะไรตรงนั้น เกะกะขวางหูขวางตาจริง"
“จะเป็นอะไรล่ะ ก็เป็นคนเห็นแก่ตัวน่ะสิ! คิดเอาเองก็แล้วกันนะนังไหม ว่าแกจะยอมไปหาคุณนิคม หรือจะยอมให้เขาเฉดหัวพ่อแกออกไปนอนข้างถนน!” สุนิสากล่าวสำทับ ก่อนจะโอบประคองลูกสาวสุดที่รักเดินตรงไปทางห้องรับแขกโดยไม่คิดจะเหลียวแลลูกนอกไส้อีก เพราะตอนนี้เธอมีประเด็นสำคัญที่อยากจะคุยกับลูกสาวมากกว่า
“วันนี้วันเกิดหนูลลิตานี่ลูก ลูกจะไปหรือเปล่า”
“ไปสิคะ นิตาจะไปตอนเย็น แม่รู้ใช่ไหมคะว่าพี่ชายยัยลิตาเพิ่งกลับมาจากอังกฤษ” สนิตารีบตอบรับทันควันเมื่อผู้เป็นแม่เปิดบทสนทนาขึ้นมา
“รู้สิจ๊ะ ลูกต้องตีสนิททำความรู้จักกับพวกไฮโซกลุ่มนี้เอาไว้นะ เพราะแม่เชื่อว่าสักวันเราจะได้พึ่งพาบารมีพวกเขาแน่”
เมื่อผู้เป็นแม่เปิดทางให้ถึงขนาดนี้แล้ว สนิตาก็ไม่รอช้า รีบแบมือออกไปตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มพริ้มพรายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ถ้างั้น... นิตาขอเงินสักสามหมื่นสิคะ”
“สามหมื่น! เอาไปทำอะไรตั้งสามหมื่นฮะลูก”
ตัวเลขที่ลูกสาวเรียกขอทำเอาสุนิสาถึงกับเบิกตากว้าง แม้เมื่อก่อนมันจะเป็นเพียงเศษเงินที่ไม่มากมายอะไร แต่นั่นมันคือสมัยที่พ่อของเกลียวไหมยังอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร ทว่าตอนนี้สถานการณ์การเงินของทางบ้านกำลังระส่ำระสาย เงินจำนวนนี้จึงถือว่ามากโขอยู่พอสมควร
“ก็เอาไปซื้อของขวัญให้ลลิตาไงคะแม่ คิดจะตกปลาใหญ่ทั้งที มันก็ต้องใช้เหยื่อชิ้นใหญ่ล่อสิคะ”
“ตั้งสามหมื่นเชียวหรือ...” แม้จะเห็นด้วยกับความคิดของลูก แต่เธอก็อดโอดครวญออกมาไม่ได้ พ่อของลลิตาเป็นถึงรัฐมนตรี ส่วนพี่ชายก็น่าจะเตรียมลงเล่นการเมืองเจริญรอยตามผู้เป็นพ่อ ซึ่งหากสนิตาสามารถมัดใจฝ่ายชายเอาไว้ได้ แน่นอนว่าเงินสามหมื่นที่จ่ายไปย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแสนคุ้ม แต่ถ้าหากพลาดท่าล่ะ... ไม่เท่ากับว่าต้องละลายเงินสามหมื่นทิ้งไปฟรีๆ หรอกหรือ ความเสี่ยงข้อนี้ทำเอาสุนิสาเกิดอาการลังเลใจอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นว่ามารดาไม่มีท่าทีจะเออออด้วยง่ายๆ สนิตาก็รีบขุดเหตุผลมาอ้างอิงเพื่อเพิ่มน้ำหนักทันที
“จริงๆ แล้วเงินแค่นี้ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำนะคะแม่ พ่อของลลิตาเป็นถึงรัฐมนตรี เงินสามหมื่นนี่ขี้ปะติ๋วมากเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นนิตาจะหาข้ออ้างไปทำความรู้จักกับพี่ชายของลลิตาได้ยังไงล่ะคะ ถ้ายัยนั่นเกิดไม่ชอบหน้าบอกปัดนิตาขึ้นมา แล้วหันไปเชียร์ผู้หญิงคนอื่นแทน นิตาก็อดเป็นลูกสะใภ้รัฐมนตรีน่ะสิ!”
เมื่อถูกลูกสาวคะยั้นคะยอหนักเข้า ประกอบกับพื้นฐานที่เป็นคนประเภทหว่านพืชหวังผลอยู่แล้ว สุนิสาจึงคล้อยตามคำพูดของลูกสาวได้อย่างง่ายดาย ในที่สุดเธอจึงพยักหน้ารับพลางถอนหายใจอย่างตัดใจ
“ก็ได้ๆ... สามหมื่นก็สามหมื่น ตามมาเอาในห้องแล้วกัน”
“แม่ของนิตาน่ารักที่สุดในโลกเลยค่ะ!” สนิตาโผเข้ากอดบอกรักมารดาด้วยท่าทีเริงร่า เธออารมณ์ดีจนยิ้มกว้างฉายแววพริ้มพรายเต็มใบหน้า
สุนิสายิ้มรับอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะลุกขึ้นจูงมือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเดินเชิดหน้าผ่านลูกเลี้ยงขึ้นบันไดไป ทำราวกับว่าเกลียวไหมเป็นเพียงสิ่งไร้ตัวตน หรือเป็นแค่เศษฝุ่นธุลีที่ไม่มีค่าอันใดในบ้านหลังนี้เลยแม้แต่น้อย
เกลียวไหมทำได้เพียงทอดสายตามองตามแผ่นหลังของคนทั้งคู่ด้วยหัวใจที่บอบช้ำจนแทบแหลกสลาย เธอต้องถูกส่งตัวไปขัดดอกประหนึ่งสิ่งของซื้อขายเพียงเพื่อชำระหนี้สินที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ทว่าสนิตากลับสามารถถลุงเงินเล่นได้ตามอำเภอใจ
เงินสามหมื่นบาทนั่น... มันมีมูลค่ามากพอจะซื้อหยูกยาและอาหารประทังชีวิตให้พ่อที่กำลังป่วยหนักของเธอได้ทั้งเดือนเชียวนะ ทำไมกันนะ... ทำไมฟ้าเบื้องบนถึงได้ไร้ความเมตตาและอยุติธรรมกับเธอถึงเพียงนี้
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายแห่งความอดทนขาดสะบั้นลง และความอ่อนแอพุ่งทะยานขึ้นจนถึงขีดสุด เกลียวไหมก็ฟุบหน้าลงกับอุ้งมือ ปล่อยโฮออกมาอย่างสิ้นหวัง เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังระงมไปทั่วห้องโถงที่เหน็บหนาว วูบหนึ่งในห้วงแห่งความทุกข์ตรม...
หัวใจที่แหลกสลายพลันหวนนึกไปถึงอ้อมกอดแกร่งอันแสนอบอุ่นที่ตระกองกอดเธอเอาไว้ตลอดทั้งคืน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในเวลานี้ สิ่งที่เธอปรารถนาและโหยหามากที่สุดคือการได้ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนคู่นั้น อ้อมกอดอันปลอดภัยที่ช่วยปกป้องเธอจากความมืดมิด หลังจากที่เขาพาเธอดำดิ่งลงสู่ขุมนรกและปีนป่ายขึ้นไปแตะขอบสวรรค์ร่วมกันมาตลอดทั้งราตรี
จะเป็นไปได้ไหมหากเธอจะขอไปซบอกเขาอีกครั้ง ขอพึ่งความอบอุ่นที่ขาดหายไป
