บทที่ 3 ยาปลุกกำหนัด
ครูโซ่ขับรถออกมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าไม่มีรถคันไหนขับตามมาจากร้านอาหารแห่งนั้น เขาจึงหันไปหาผู้โดยสารที่ยังคงนั่งคดคู้อยู่กับพื้นรถ สภาพของเธอตอนนี้ดูทั้งน่าเวทนาและน่าสงสาร วูบหนึ่งเขาอยากเอ่ยปากถามว่าอะไรทำให้เธอต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่คิดอีกที ตอนนี้เธอคงยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถามใดๆ
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว เขาก็ยื่นมือส่งไปให้เธอ พร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คุณขึ้นมานั่งสบายๆ เถอะ พวกมันไม่ตามมาแล้วละ”
หญิงสาวยอมรับไมตรีด้วยการยื่นมือมาจับ และทันทีที่ได้สัมผัสมือนุ่มนิ่มข้างนั้น มันก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดผ่านมือเขา พร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันเป็นความรู้สึกอันตรายที่ชายหนุ่มทุกคนรู้จักดี ดังนั้นเมื่อเธอขึ้นมานั่งบนเบาะเรียบร้อยแล้ว เขาจึงรีบชักมือกลับ ทว่าปัญหามันยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะเขาดันเผลอไปเห็นเธอในสภาพที่ทำเอาหัวใจหนุ่มบังเกิดความทรมานเข้าอย่างจัง
หยาดเหงื่อที่ซึมชื้นท่วมตัวทำให้ผิวของเธอเปล่งประกาย ปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม ดวงตาที่หลับพริ้ม และริมฝีปากอิ่มที่เผยอน้อยๆ ช่างเย้ายวนใจ ราวกับเธอคือเทพธิดาที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าก็ไม่ปาน
ครูโซ่ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นกับภาพที่เห็น ไม่เคยคิดเลยว่าการเป็นพลเมืองดีสักครั้งจะต้องเผชิญกับบททดสอบความอดทนที่หนักหนาขนาดนี้
ไม่! เขาไม่ควรคิดอะไรนอกลู่นอกทางกับเธอ ชายหนุ่มรีบเบนสายตาหนีจากภาพเย้ายวน เพื่อสกัดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มพลุ่งพล่าน แล้วหันมาตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป
แต่แล้วสมาธิของเขาก็ถูกรบกวนอีกครั้งด้วยเสียงลมหายใจกระชั้นถี่ของคนข้างกาย
ชายหนุ่มจำต้องหันกลับไปมองเธอ แล้วเขาก็พบว่ามันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ เพราะตอนนี้ผิวแก้มของเธอแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รีกำลังเปล่งเสียงครวญครางออกมาเบาๆ
“คุณ...คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามเสียงโหวง เพราะจิตใจเริ่มจะกระเจิดกระเจิง
“ฉันร้อน” เธอกล่าวออกมาด้วยอาการกระสับกระส่าย “ร้อนไปหมดทั้งตัว”
นั่นอาจจะเป็นเพราะเธอต้องลงไปนั่งขดตัวอยู่ในที่คับแคบนานๆ
“งั้นเดี๋ยวผมเร่งแอร์ให้นะ” ครูโซ่กล่าวอย่างมีน้ำใจก่อนจะยื่นมือไปปรับระดับความเย็นให้เพิ่มขึ้น จากนั้นก็เอื้อมไปหยิบทิชชูส่งให้เธอซับหน้า
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาปนพร่าสั่นยิ่งกว่าเดิม
ชายหนุ่มลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอ ในเงาสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากข้างทาง เขาก็พบว่าเส้นผมของเธอที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจนแนบลู่ไปกับผิวแก้มเนียนเปล่งปลั่งนั้น ยิ่งทำให้เธอดูเซ็กซี่...จนแม้แต่คนที่ถูกตั้งฉายาว่าฤๅษีอย่างเขายังนึกอยากช่วยเธอเปลื้องผ้าเพื่อคลายความร้อน
บัดซบ! เขาก่นด่าตัวเองในใจที่เผลอคิดอกุศลกับเธอเช่นนั้น ก่อนจะพยายามรวบรวมสมาธิของตัวเอง เบนสายตากลับมามองถนนเบื้องหน้า แล้วเอ่ยถามขึ้น
“บ้านคุณอยู่ไหน ผมจะไปส่ง”
เมื่อเขาถามเช่นนั้น ก็เห็นน้ำตาของเธอหยดแหมะลงมาทันที ก่อนที่เจ้าตัวจะใช้กระดาษทิชชูที่เขาส่งให้ซับมันออกจากพวงแก้ม
“ฉัน...ฉันกลับบ้านไม่ได้ค่ะ”
“ทำไม” เขาถามกลับทันทีด้วยสีหน้าฉงน นึกไม่ไว้ใจหญิงสาวขึ้นมาตงิดๆ เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพมีเยอะ อีกทั้งท่าทางของเธอก็ดูประหลาด เขาได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ เรื่องพลเมืองดีถูกจัดฉากปล้นทรัพย์ ซึ่งเขาไม่อยากตกเป็นเหยื่อ
“พวกมันจะตามไปที่นั่น”
แววตาของเธอไม่ได้โกหก ดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำนั้นทำเอาใจเขาสั่นอย่างบอกไม่ถูก และสิ่งที่เธอพูดก็มีความเป็นไปได้สูง พอเป็นอย่างนี้แล้ว เขาก็เลือกที่จะเชื่อเธออย่างไม่มีข้อแม้
“แล้วจะให้ผมไปส่งคุณที่ไหนดี” เขาถามคล้ายปรึกษา
“ตรงข้างหน้านั่นก็ได้ค่ะ” เธอบอกพร้อมกับชี้มือไปยังทางแยกด้านหน้า ทว่าเมื่อเขามองตามไปก็พบว่ามันเป็นจุดที่เปลี่ยวมาก มีหลอดไฟเพียงดวงเดียวในบริเวณนั้น แถมยังกะพริบติดๆ ดับๆ ราวกับฉากในหนังสยองขวัญ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้ผู้หญิงลงไปอยู่ตามลำพัง
“แต่ว่าคุณป่วยอยู่นะ คุณมีญาติพี่น้องที่ไหนหรือเปล่า เดี๋ยวผมช่วยโทรให้มารับ แล้วผมจะอยู่เป็นเพื่อนไปพลางๆ ก่อน” ครูโซ่อาสาอย่างมีน้ำใจ สภาพของเธอในตอนนี้ดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย หากปล่อยให้อยู่ตามลำพัง เขาเกรงเหลือเกินว่าจะเจอจิ๊กโก๋ที่ไหนลากไปทำมิดีมิร้าย และนั่นเท่ากับว่าเธอกำลังหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ
หญิงสาวส่ายหน้าแทนคำตอบ ซึ่งความจริงเธอมี...แต่เธอกลัวว่าหากไปขอพึ่งพิง อาจจะนำภัยไปทำให้คนเหล่านั้นต้องเดือดร้อนไปด้วย
“เฮ้ย...อะไรกัน คุณจะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยเหรอ เป็นไปไม่ได้น่า” เขาถามเพราะไม่เชื่อในเรื่องนี้
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณปล่อยฉันลงข้างหน้านี่ก็ได้ เดี๋ยวฉันหาที่ไปเอง”
แม้เธอจะกล่าวตัดบทเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่อาจยอมปล่อยเธอไปได้ อย่างไรเสียเขาต้องเห็นด้วยตาตัวเองว่าเธอปลอดภัย ถึงจะยอมจากไป
“คุณไหวไหม ให้ผมพาไปหาหมอดีหรือเปล่า” เขาถามซ้ำ เลิกสนใจเรื่องคนรู้จักของเธอแล้ว เพราะตอนนี้ร่างกายของร่างบางเริ่มสั่นสะท้านอย่างหนักขึ้นมาอีกครั้ง จนเขาเองก็ชักจะใจไม่ดี
“ฉันเป็นอะไรไม่รู้... มันวูบวาบไปหมดทั้งตัว” เธอกล่าวเสียงพร่าสั่น หลังจากพูดจบก็กัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อสกัดกั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังพลุ่งพล่าน แต่ถึงเธอจะพยายามทำอย่างนั้น ก็ยังมีเสียงครางเครือเบาๆ เล็ดลอดออกจากลำคอให้ได้ยิน
“วูบวาบเหรอ...” คำตอบของเธอทำเอาเขาใจคอไม่ดี อาการแบบนี้มันเหมือนกับ... “ก่อนหน้านี้คุณดื่มหรือกินอะไรเข้าไปหรือเปล่า”
หญิงสาวพยักหน้ารับช้าๆ “ตอนที่ฉันเข้าไปพบพวกมัน... ฉันดื่มน้ำส้มเข้าไปแก้วหนึ่ง หลังจากนั้นก็รู้สึกไม่ดีเลยค่ะ”
“ฉิบหายแล้ว” ครูโซ่สบถลั่น เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วว่าอะไรที่ทำให้เธอมีอาการเช่นนี้ “คุณโดนยาปลุกเซ็กส์!”
“ยาปลุกเซ็กส์...” หญิงสาวครางแผ่ว ใบหน้าหวานซีดเผือดลงทันทีเมื่อได้รับรู้ความจริง
“เอาล่ะ ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวมันก็คงจะค่อยๆ หายไปเองตอนที่ยาหมดฤทธิ์” เขากล่าวปลอบ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่ากว่าฤทธิ์ยาจะหมด ความทรมานที่เธอต้องเผชิญมันไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบางอย่างเธอจะทนผ่านมันไปได้อย่างไร ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
“แล้วฉันต้องทำยังไง... ทำยังไงถึงจะหายจากอาการทรมานบ้าๆ นี้ซะที” หญิงสาวเอ่ยถาม น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าอีกรอบ พร้อมกับบิดกายเร่าด้วยความอึดอัด ส่งผลให้กระโปรงที่เธอสวมอยู่รั้งขึ้นมาจนเผยให้เห็นโคนขาขาวเนียน ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจากฤทธิ์ยา ภาพตรงหน้าทำเอาผู้ชายทั้งแท่งอย่างครูโซ่ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอติดต่อกันหลายครั้ง
“เอาอย่างนี้... เขาบอกว่าอาการจะดีขึ้นถ้าได้แช่น้ำ หรือทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว จะไปหาสระที่ไหนให้คุณแช่ตัวได้ล่ะเนี่ย” ครูโซ่พยายามใช้ความคิด แต่ด้วยความที่เขาไม่ใช่คนพื้นที่ จึงหันไปถามคนข้างกาย “คุณพอจะรู้ไหมว่าแถวนี้มีสระว่ายน้ำที่ไหนบ้าง”
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงครางแผ่วเบา เมื่อหันไปมองเต็มตาเขาก็พบว่าสติของเธอเลื่อนลอยไปเสียแล้ว สภาพของเธอในตอนนี้บ่งบอกว่านอกจากจะโดนยาปลุกเซ็กส์แล้ว น่าจะมีฤทธิ์ของยากล่อมประสาทปนอยู่ด้วย ถึงได้ดูเบลอและเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มนึกโกรธแค้นคนที่ทำเรื่องสารเลวแบบนี้ขึ้นมา มันเป็นความชั่วช้าที่เกินจะสรรหาคำใดมาเปรียบ และเมื่อหันกลับมามองร่างบางที่ตอนนี้เปลือกตาปิดสนิทและฟุบหลับไปแล้ว ทางเดียวที่เขาพอจะทำได้ในตอนนี้คือต้องพาเธอกลับไปยังโรงแรมด้วยกัน เขารู้ดีว่ามันเสี่ยงและอาจจะนำความเดือดร้อนมาให้ แต่งานนี้มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว... อย่างไรเสีย การพาเธอไปด้วยก็ยังดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง แล้วปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ลากเธอไปทำอันตราย
