บทที่ 4 สติที่พร่าเลือน
ครูโซ่ประคองร่างบอบบางที่ก้ำกึ่งจะหมดสติไปตามทางเดินในโรงแรม น่าแปลกที่ไม่มีใครสนใจถามไถ่สักคนว่าเธอเป็นใครและเป็นอะไรมา ราวกับว่าเหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติที่เห็นกันจนชินตาไปเสียแล้ว และนั่นทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจว่า...ผู้หญิงหลายคนอาจตกเป็นเหยื่อ โดยไม่มีพลเมืองดีคนไหนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพียงเพราะคิดว่ามันไม่ใช่ธุระของตน
เขาแตะคีย์การ์ดกับประตู เมื่อกลไกคลายล็อกเขาก็ผลักบานประตูเข้าไป ก่อนจะนำร่างของหญิงสาวแปลกหน้าไปวางลงบนเตียงเป็นอันดับแรก ดูเหมือนฤทธิ์ของยากล่อมประสาทจะทำให้เธอมึนงงและไม่รับรู้สภาพของตัวเอง เพราะทันทีที่แผ่นหลังบางสัมผัสกับผืนเตียง เธอก็บิดกายเร่าอีกครั้ง ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
“คุณ... เป็นยังไงบ้าง” เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงห่วงใยเมื่อเห็นว่าอาการของเธอไม่ดีขึ้นเลย
“ฉัน... ทรมาน” เธอกัดฟันตอบ
ตอนนี้ผิวพรรณทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอแดงระเรื่อไปหมด ใบหน้าหวานที่บิดเบี้ยวเพราะแรงอารมณ์พลุ่งพล่านทำเอาหัวใจหนุ่มเต้นกระหน่ำ เธอดูเซ็กซี่ปนหวานล้ำ น่าค้นหา จนเขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจ้องมองไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีหวานซ่อนเปรี้ยวที่ชวนให้ลิ้มลอง...จนเผลอลอบกลืนน้ำลายอย่างห้ามไม่อยู่
ไม่ได้! จิตสำนึกฝ่ายดีร้องห้าม ที่พาเธอมาก็เพราะต้องการจะช่วยเหลือ ไม่ใช่มาซ้ำเติมทำลาย และในที่สุดความเป็นสุภาพบุรุษของเขาก็สามารถเอาชนะสัญชาตญาณดิบเบื้องต่ำได้สำเร็จ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปประคองเธอ เพื่อให้เจ้าตัวลุกไปยังห้องน้ำ
“คุณเข้าไปอาบน้ำก่อนดีกว่าไหม น้ำเย็นๆ น่าจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”
เธอปรือตาขึ้นมามองอย่างงวยงง แต่คงพอจับใจความได้ว่าเขาพูดอะไร จึงครางตอบรับเบาๆ
“ค่ะ”
ร่างบางพยายามยันตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างสะเปะสะปะ ยืนซวนเซอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้มือคลำไต่ไปตามผนังห้องเพื่อพาตัวเองเดินหน้าต่อไป
ครูโซ่เห็นสภาพของเธอแล้วก็อดเวทนาไม่ได้ ผู้หญิงตรงหน้าอายุอานามคงไม่น่าจะเกินยี่สิบ แต่กลับต้องมาถูกพวกเดนสังคมทำร้าย เขาจึงตัดสินใจช่วยด้วยการช้อนร่างบอบบางขึ้นมาอุ้มไว้อีกครั้ง ก่อนจะพาตรงไปยังห้องน้ำ จัดการเปิดฝักบัวรดลงบนตัวเธอทั้งที่ยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบชุด เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถอดเสื้อผ้าให้เธอ เกรงว่าหากเห็นร่างเปลือยเปล่าขึ้นมา เขาอาจจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีกต่อไป
“อา...”
เธอครางออกมาแผ่วเบาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ใบหน้าหวานคลายความทุกข์ทรมานลง หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหยาดน้ำบนใบหน้า ปัดปอยผมที่เปียกลู่ออกจากหน้าผาก ซึ่งนั่นก็ทำให้เขามองเห็นดวงหน้ากระจ่างใสได้ถนัดตายิ่งขึ้น และอดที่จะตะลึงไม่ได้... เธอสวยหวานในแบบที่เขาชอบ ราวกับนางฟ้าที่เบื้องบนประทานลงมา แต่ก็คงไม่ได้ประทานมาเพื่อเขา
“คุณอาบเองนะ” ครูโซ่ขยับถอยห่างออกมา กลัวว่าความใกล้ชิดจะทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปลิวหายไป ดังนั้นตอนนี้อยู่ห่างเธอเอาไว้ให้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
แต่ถึงอย่างนั้น สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถถอยห่างไปไหนไกลได้เพราะทิ้งความห่วงใยไม่ลง ชายหนุ่มยังคงยืนพิงกรอบประตูคอยเฝ้าดูเธออยู่ไม่วางตา ด้วยเกรงว่าหากเธอหน้ามืดลื่นล้มหรือหมดสติไป เขาจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที และระหว่างนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองใบหน้ารูปไข่ที่มีเครื่องหน้างดงามหมดจด ซึ่งกำลังแย้มยิ้มออกมาน้อยๆ อย่างเผลอไผล ดูเหมือนว่าน้ำเย็นๆ จะช่วยให้เธอรู้สึกสบายตัวขึ้น
ทว่าภาพตรงหน้ากลับเกือบทำให้ร่างกายของเขาลุกเป็นไฟ เพราะมันคือภาพที่ทรมานใจชายหนุ่มผู้มีเลือดเนื้อสมบูรณ์อย่างเขาเหลือเกิน
เสื้อแขนยาวตัดเย็บจากผ้าชีฟองสีครีมที่เธอสวม บัดนี้เปียกลู่แนบเนื้อจนแทบไม่สามารถปกปิดสิ่งใดได้เลย มันเน้นให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่เร้าใจชวนปรารถนา ลำคอระหง ไหล่ลาดเนียน และทรวงอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้บราเซียสีหวาน ช่างเป็นภาพที่ล่อแหลมและยั่วยวนใจชาย ครูโซ่เผลอจ้องมองความงดงามนั้นอย่างลืมตัว ก่อนจะได้สติและรีบเบนสายตาหันไปทางอื่นด้วยความละอายใจ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอทำในสิ่งที่สุภาพบุรุษไม่ควรทำลงไปเสียแล้ว
เธอยังคงหลับตาพริ้ม แต่ไม่นานความรู้สึกสบายตัวก็ชะงักลง เธอครางออกมาเสียงดัง เมื่อความทรมานที่เคยสงบลงไปบ้างกลับพุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง เพราะยาที่กินเข้าไปเริ่มออกฤทธิ์อย่างเต็มที่แล้ว
“ฉัน...ฉันไม่ไหว...มันเกิดขึ้นอีกแล้ว”
เธอบอกปนสะอื้น เรียวขาของเธอสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนที่ร่างบางจะทรุดลงไปกองกับพื้น ครูโซ่ก็พุ่งตรงเข้าไปประคองกอดเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอได้รับบาดเจ็บ และนั่นก็ทำให้เธอตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาทันที กลิ่นหอมจากกายสาวที่โชยมาจากเส้นผมเปียกลู่แนบพวงแก้ม ทำเอาใจหนุ่มกระเจิดกระเจิงจนแทบไม่หลงเหลือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
“อา...อื้อ...”
เธอครางกระเส่าและเบียดเรือนร่างเข้าเสียดสีกับเขา ซึ่งครูโซ่รู้ดีว่าเธอทำไปตามสัญชาตญาณ การโอบกอดและลูบไล้เนื้อตัวเขาของเธอนั้นค่อนข้างสะเปะสะปะ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขามั่นใจเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เคยผ่านมือผู้ชายมาก่อน เพราะหากเธอเคยทำเรื่องอย่างว่า ป่านนี้คงทำอะไรที่มากกว่าการครางกระเส่าอยู่เช่นนี้เป็นแน่
สิ่งที่ได้รับรู้ทำเอาเขาแทบระเบิด การที่ร่างกายถูกสัมผัสปลุกเร้าอย่างนั้นมันทำให้เขาอยากจะสนองตอบ แต่เขาก็ไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าจะเป็นการทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งให้ต้องตกนรกทั้งเป็น
“ช่วยฉันด้วย...ช่วยฉันที” เธอเงยหน้าขึ้นเอ่ยเว้าวอน ดวงตากลมใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากแรงปรารถนาที่พวยพุ่งจนแทบจะถึงขีดสุด
ชายหนุ่มเองก็แทบจะหมดสิ้นความอดทน แต่เขาไม่ต้องการทำลายเธอ จึงจำใจผลักร่างบางนั้นออกห่างแล้วกล่าวเตือนสติ
“อดทนและพยายามดึงสติกลับมานะคุณ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
แต่ดูเหมือนฤทธิ์ยานั่นจะรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะหลงเหลือความนึกคิดใดๆ มีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้นที่เป็นตัวนำทาง เธอดึงรั้งท้ายทอยของเขาลงมา ก่อนจะประกบริมฝีปากของตนเองเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างอาจหาญ
เมื่อถูกรุกเร้า อารมณ์ของครูโซ่ก็ลุกฮือ เขาเองก็ถูกยั่วยวนจนเส้นฟางแห่งสติขาดผึ่ง ชายหนุ่มรั้งร่างของเธอเข้ามาแนบชิด มือหนาตรึงท้ายทอยเธอเอาไว้ แล้วบดเบียดริมฝีปากตอบกลับไปด้วยความเร่าร้อนไม่แพ้กัน
ปลายลิ้นสากบุกรุกเข้าไปในโพรงปากของหญิงสาวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ส่งผลให้เธอครางอื้ออึงในลำคอเบาๆ มันเป็นการเติมเต็มที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น แม้ความทรมานจะไม่หายเป็นปลิดทิ้ง แต่เธอก็รู้สึกว่าตัวของเธอกำลังเบาหวิว...เบาจนเกือบจะลอยไปแตะขอบฟ้า
ทว่ามันยังไม่พอ ความรู้สึกนี้จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเธอได้แนบชิดเขา หญิงสาวจึงบดเบียดเรือนร่างของตนเองเข้าหาจนแทบจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และเขาก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามเนื้อตัวของเธอ ตั้งแต่สะโพกเต่งตึงไล่เรื่อยมาจนถึงแผ่นหลังเนียน และนั่นทำให้เธอสะท้านเฮือกราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปตามเส้นเลือด...แต่เธอกลับรู้สึกดีกับมันเหลือเกิน
