บทที่ 9 ฝันที่ต้องตื่น

หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในยามที่แสงตะวันสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านหน้าต่างเข้ามา อาการปวดร้าวไปทั่วทั้งเนื้อตัวทำให้เธอต้องครางฮือออกมาเบาๆ และเมื่อขยับกายก็พบว่ามีบางสิ่งอุ่นจัดทาบทับอยู่บนบั้นเอว ซึ่งเมื่อหันไปมอง หัวใจของเธอก็หล่นวูบไปกองอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ

ท่อนแขนของใครบางคนกำลังโอบกอดเธอเอาไว้ อีกทั้งแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอก็ยังแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างของคนคนนั้น

เกลียวไหมเกือบจะหวีดร้องออกมาแล้ว หากไม่ได้ฉุกคิดขึ้นมาเสียก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

เมื่อคืน... เธอถูกมอมยาจนเกิดความต้องการทางกายอย่างรุนแรง จากนั้นก็บังเอิญพบกับผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่สุดท้ายฤทธิ์ยานรกนั่นก็ทำให้เธอกับเขาต้องมาจบลงบนเตียงหลังนี้ พร้อมกับเพลิงพิศวาสอันเร่าร้อนที่แผดเผาวิญญาณจนมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่าน

เมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน้าเห่อร้อนผ่าวไปทั้งตัว

เมื่อคืนเขาแนบชิด สัมผัส และสำรวจเรือนร่างของเธอแทบทุกตารางนิ้วอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สัมผัสเหล่านั้นล้วนทำให้หัวใจเธอเต้นระทึก สั่นไหว และเปิดโลกใบใหม่ให้เธอได้ก้าวเข้าไปเรียนรู้ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด... ทว่ากลับเต็มไปด้วยความหฤหรรษ์และอ่อนโยนจนน่าใจหาย บางทีเธออาจจะบอกตัวเองได้เต็มปากว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้มาพบเขา โชคดีที่ไม่ได้ตกไปอยู่ในมือของชายกักขฬะที่อาจจะย่ำยีให้เธอต้องตกนรกยิ่งไปกว่านี้

ทว่าความฝันอันแสนหวานมักจะจบลงเมื่อเราลืมตาตื่น ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา หญิงสาวขยับกายอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ ยกท่อนแขนแกร่งที่พาดอยู่เหนือบั้นเอวออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ค่อยๆ หย่อนปลายเท้าลงจรดพื้นยืนอยู่ข้างเตียง

เธอต้องไปแล้ว... ต้องไปจากชีวิตของเขา และกลับไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง ดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติ ชีวิตที่มีแม่เลี้ยงใจร้ายและพ่อที่กำลังป่วยหนักรออยู่

น้ำตาหยดใสเกือบจะร่วงหล่นลงมาอีกระลอก เมื่อคิดว่าตนเองจะต้องกลับไปยังสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน... บ้านที่ตอนนี้เธอมีสิทธิ์เป็นเพียงแค่ผู้อยู่อาศัย บ้านที่แสนจะเหน็บหนาวและมีแต่เรื่องชวนให้ปวดร้าวหัวใจ แต่ถ้าเธอไม่กลับไปที่นั่น เธอก็มืดแปดด้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหันหน้าไปพึ่งพาใครหรือไปที่ไหนได้อีก

หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้งแล้วกวาดสายตามองหาชุดของตัวเอง ซึ่งเธอก็พบว่ามันยังคงกองอยู่ในห้องน้ำ ไม่มีใครเคลื่อนย้ายมันไปไหน และสภาพของมันก็ไม่เหมาะที่จะนำมาสวมใส่อีกต่อไป เมื่อมันทั้งเปียกชื้นและฉีกขาดจากเหตุการณ์ความเร่าร้อนเมื่อคืน

สถานการณ์บังคับทำให้เธอจำต้องเสียมารยาทรื้อค้นข้าวของของเขา ภายในตู้เสื้อผ้ามีชุดของเขาแขวนอยู่จำนวนหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจหยิบเสื้อโปโลและกางเกงขาสั้นแบบเอวยางยืดมาสวม โชคดีที่กางเกงตัวนั้นมีเชือกร้อยอยู่ด้วย จึงสามารถรูดผูกปรับขนาดให้รัดพอดีกับเอวคอดกิ่วของเธอได้

มันดูเป็นการแต่งตัวที่พิลึกพิลั่นเอาการ แต่เธอกลับไม่รู้สึกใส่ใจสิ่งใดอีกแล้ว จิตใจของเธอว่างเปล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเป็นเหมือนรอยแผลจารึกในใจ ที่ต่อให้กาลเวลาจะช่วยเยียวยา ทว่าเธอก็รู้ดีว่ามันจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำไปตราบจนวันตาย

เมื่อจัดการแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เธอจึงเดินกลับมาหยุดอยู่ข้างเตียงอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย... ผู้ชายที่เป็นคนพรากความบริสุทธิ์ของเธอไป เขายังคงหลับสนิทราวกับรูปสลัก ความหล่อเหลาของเขายังคงฉายชัดแม้จะนอนอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดตา หญิงสาวเอื้อมมือไปขยับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างเบามือ ปล่อยให้น้ำตาหยดรินลงมาอย่างเงียบๆ เมื่อตระหนักได้ว่าการจากลาในครั้งนี้ กำลังทำให้เสี้ยวหนึ่งในหัวใจของเธอหลุดลอยหายไปในอากาศ

หากลองค้นให้ลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจ เธอก็พบว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย ที่ได้มีค่ำคืนอันแสนรัญจวนร่วมกับผู้ชายคนนี้

ส่วนลึกแล้วเธออดละอายใจไม่ได้กับความรู้สึกผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ใจหนึ่งก็อยากจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อ แต่เธอก็ไม่แน่ใจเลยว่าเขามีพันธะสัญญาหรือคนรักอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และเธอเองก็ไม่อยากให้เขาต้องมานั่งลำบากใจในการหาเหตุผลหรือข้ออ้างเพื่อผลักไสเธอไปจากชีวิต ดังนั้น การที่เธอเลือกเป็นฝ่ายเดินจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เมื่อรวบรวมความกล้าพร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับโลกใบเดิม หญิงสาวจึงเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์ของเขา เปิดดึงธนบัตรออกมาเพียงสองร้อยบาทเพื่อใช้เป็นค่าเดินทางกลับ เนื่องจากเมื่อคืนเธอหนีตายมาโดยไม่มีทรัพย์สินใดติดตัวมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ก่อนจะหยิบกระดาษมาเขียนข้อความสั้นๆ ทิ้งไว้ เพื่อบอกกล่าวถึงเรื่องเงินที่เธอหยิบยืมไป แล้ววางมันทับไว้ข้างๆ กระเป๋าสตางค์ใบนั้น

“ลาก่อนนะคะ... ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”

เธอเอ่ยคำลาเสียงแผ่วเบาก่อนจะหันหลังก้าวเดินออกจากห้องไป เพราะรู้ดีว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... เธอกับเขาคงไม่มีวันได้โคจรกลับมาพบกันอีกแล้ว

ทันทีที่ก้าวพ้นจากโรงแรม หญิงสาวก็เรียกใช้บริการรถแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน ตลอดเส้นทาง... เกลียวไหมอดไม่ได้ที่จะปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัปยศรินไหลลงมาเงียบๆ ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง เธอถูกแม่เลี้ยงหลอกลวงให้ไปเป็นนางบำเรอของผู้ทรงอิทธิพล โดยที่เธอไม่เคยรับรู้และไม่เต็มใจเลยแม้แต่น้อย

เธอพอจะระแคะระคายอยู่บ้างว่านายนิคมพึงพอใจในตัวเธอ เพราะอีกฝ่ายมักจะแสดงออกอย่างเปิดเผยมาหลายครั้ง ถึงขั้นเคยฉวยโอกาสลวนลามก็มี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาก้าวล่วงได้สำเร็จ เพราะเธอคอยระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ทว่าเธอกลับคาดไม่ถึงเลยว่าคนมักมากอย่างนิคมจะกล้าใช้แผนสกปรกต่ำช้าเช่นนี้ เธออยากจะแจ้งความลากคอคนชั่วเข้าตารางให้รู้แล้วรู้รอด แต่ในมือกลับไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะเอาผิดเขาได้เลย... โลกใบนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับเธอเอาเสียเลย

รถแท็กซี่คันที่โดยสารมาเลี้ยวเข้าจอดเทียบฟุตปาทหน้าบ้าน หญิงสาวก้าวลงจากรถ พาร่างกายอันบอบช้ำเดินผ่านประตูรั้วเข้าไป แม้ในค่ำคืนที่ผ่านมา ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นจะอ่อนโยนและทะนุถนอมเธอมากเพียงใด แต่ก็ไม่วายทิ้งร่องรอยความเจ็บร้าวเอาไว้ ยานรกนั่นเป็นต้นเหตุให้เธอกับเขาต้องพัวพันในบทพิศวาสอันยาวนานจวบจนเกือบรุ่งเช้า ร่างกายบอบบางของเธอหรือจะรับมือไหว ตอนนี้เธอรู้สึกหนาวสั่นคล้ายกับคนกำลังจะจับไข้ เรี่ยวแรงหดหายจนแทบจะล้มพับลงไปทั้งยืนเต็มที

หญิงสาวพยายามกัดฟันพยุงร่างของตัวเองให้เดินไปถึงห้องนอน เฝ้าภาวนาในใจขออย่าให้มีใครมาพบเห็นสภาพของเธอในเวลานี้เลย ไม่ว่าจะเป็นคนสวนหรือแม่บ้าน เพราะเธอเหนื่อยล้าเกินกว่าจะตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ดูเหมือนคำอ้อนวอนต่อเบื้องบนของเธอจะไร้ผล เพราะยังไม่ทันที่เท้าจะได้ก้าวขึ้นบันไดสู่ชั้นสอง เสียงแหลมปรี๊ดแสบแก้วหูของแม่เลี้ยง... คนที่ตั้งใจถีบส่งเธอลงขุมนรกก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน ทำเอาสองขาของเกลียวไหมต้องหยุดชะงักและยืนนิ่งขึงอยู่กับที่

“นังเกลียวไหม! แกหายหัวไปไหนมาฮะ!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป