บทที่ 7 กล่าวลา

ยอดชีวากัดริมฝีปากแน่น เมื่อเธออ่านเอกสารที่ได้รับมาจากทีปต์ซ้ำอีกรอบ ก่อนจะเก็บใส่แฟ้มไว้ให้เรียบร้อย แล้วนำไปใส่ลิ้นชักปิดไว้อย่างดีตรงบริเวณตู้ใบเล็กที่เธอใช้เก็บเอกสารสำคัญ มือนั้นสั่นเล็กน้อย น้ำตาพานจะรินหยดอีกหน แต่เธอกล้ำกลืนมันลงไป

จะร้องไห้ไปทำไมหนอ ยอดชีวา ในเมื่อเราเลือกแล้วที่จะทำ สิ่งที่เราทำ แม้มันจะฝืนใจมากแค่ไหน เลวร้ายมากแค่ไหน แต่เพื่อพ่อ...ผู้ให้ชีวิต เราทำได้ทุกอย่าง

มือเรียวลูบที่หน้าท้องแบนราบของตนเอง ใจเธอวูบโหวงอย่างประหลาด เมื่อนึกถึงข้อตกลงการเป็น...เครื่องผลิตลูก ให้แต่ผู้ชายร้ายกาจคนนั้น เธอจะทำอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่จะต้องจากกับสิ่งที่ปฏิสนธิในร่างกายขึ้นมาจริงๆ เพียงแค่คิด ใจก็หาย นี่ขนาดว่าเขายังไม่ได้เกิดมา แล้วถ้าเขาเกิดขึ้นมาเล่า ความผูกพันทั้งหลายแหล่ เธอจะทนมันได้ไหมนะ

หญิงสาวถอนหายใจ พลางสะบัดหน้าแรงๆ ไล่อารมณ์ต่างๆ ที่แล่นพล่านขึ้นมา ให้สงบลง ท่องไว้เพียงแค่เป็นหน้าที่ สิ่งที่เธอจะต้องไปทำกับผู้ชายที่ชื่อทีปต์คืองาน งานที่แลกกับการปลดหนี้ของบิดา ยอดชีวาลุกขึ้นยืน เดินก้าวไปหน้ากระจก เงาสะท้อนของหญิงสาวที่มองจ้องกลับมา ช่างดูเศร้าหมองยิ่งนัก นัยน์ตาสีน้ำตาลมีน้ำคลอราวกับจะหยด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ใบหน้าหวานซีดเซียว ขอบใต้ตาคล้ำเป็นวงเพราะอดนอน ดูไม่สวยสดใสเลยสักนิด

เธอเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบเครื่องสำอางขึ้นมาจัดการหน้าตาให้พอดูได้บ้าง เกลื่อนรอยช้ำด้วยคอนเซเลอร์ ใช้แป้งปกปิดให้พอดูได้ แต่งตาด้วยโทนสีขาวชมพู เพื่อให้ดูสว่างสดใส แก้มใช้สีพีช ปากทาสีชมพูกุหลาบเรื่อๆ ยอดชีวามองตัวเองที่หลังจากแต่งหน้าแล้วพอจะสดใสขึ้นมาบ้าง ก็ยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

“สู้ๆ น่ะเบบี้ เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ฟ้าไม่ได้มืดไปทุกวันหรอก”

หญิงสาวให้กำลังใจตนเอง เธอหมุนดูตัวเองซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีครีม คอบัว แขนสามส่วน คาดเข็มขัดสีน้ำตาลเส้นเล็กที่เอว แบบนี้ก็ดูเหมาะดูเรียบร้อยกับการเข้าไปเป็นสะใภ้ของ ทีฆทัศน์วันแรกสินะ...ไม่ใช่สะใภ้ เธอเป็นแค่...

เป็นอะไรดีนะ นางบำเรอ เครื่องผลิตทายาท...นี่สินะสิ่งที่เธอกำลังจะเป็น

ยอดชีวาคิดอย่างหยันๆ แล้วหยิบเอากระเป๋าสีน้ำตาลใบเล็กมาสะพายไหล่ กระเป๋าเดินทางใบโตที่เธอเก็บข้าวของจัดลงเรียบร้อยแล้วเมื่อคืน วางอยู่ใกล้ประตู มือเรียวดึงตรงที่จับขึ้นมา แล้วหันมามองห้องของเธออีกครั้งเป็นหนสุดท้าย ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่เมื่อไหร่ หน้าที่ของเธอจะหมดลงวันไหนก็สุดจะรู้ได้

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ร่างบางที่กำลังมองอาลัยอยู่สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะขานตอบรับ บิดาของเธอผลักประตูเข้ามา เขามีสีหน้าเศร้าโศก นัยน์ตาบวมแดง เห็นได้ชัดว่าท่านก็ทุกข์ใจไม่ต่างไปจากเธอ นั่นทำให้ยอดชีวาไม่อาจจะทำตัวอ่อนแอได้ เธอเดินตรงไปหาท่าน แล้วกราบลงที่อก เสียงหวานเอ่ยพยายามให้ร่าเริงเป็นการสั่งลา

“หนูไปไม่นานนะคะพ่อ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยค่ะ พ่อดูแลตัวเองนะ”

“หนู...คิดดีแล้วหรือเบบี้ พ่อแก่แล้ว พ่อจะเป็นยังไงก็ได้”

คำพูดของท่านทำให้ยอดชีวาสะท้อนในอก ถูกที่ท่านอายุมากแล้ว แต่เธอจะยอมให้ท่านลำบากอีกหรือ ในเมื่อท่านเองก็ลำบากมามากจนเกินพอแล้ว

“ไม่ได้ค่ะพ่อ หนูยอมไม่ได้จริงๆ รอหนูนะคะพ่อขา”

น้ำตาของท่านหยดลงมาเมื่อเธอเอ่ยจบ ยอดชีวาตกใจกับน้ำตาของผู้เป็นพ่อ หญิงสาวค่อยลูบเช็ดน้ำตาให้ พลางยิ้มส่งให้ท่าน เสียงหวานเอ่ยปลอบประโลม

“พ่ออย่าร้องไห้สิคะ เดี๋ยวหนูบาปนะ เบบี้ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่ไปเป็นเจ้าสาว เจ้าสาวของคนรวยระดับนั้นด้วย พ่อน่าจะดีใจมากกว่า”

“พ่อจะดีใจได้ยังไงกัน พ่อรู้จักคุณทีปต์ดี เขาเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุนั้น เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อ”

ยอดชายกล่าวโทษตนเอง วันนี้เขาอ่อนแอเหลือเกิน ทั้งที่ตั้งใจจะเข้มแข็ง มาส่งลูกสาวพร้อมกับรอยยิ้ม แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะส่งลูกสาวไปที่ไหน

“หนูจะจัดการทุกอย่างได้ ไม่มีอะไรที่เบบี้ทำไม่ได้ค่ะ” เธอยิ้ม แล้วยกนิ้วโป้ง ก่อนจะขยิบตาข้างหนึ่ง ด้วยท่าทีขี้เล่นน่ารักในแบบของเธอ

“ไม่แน่นะคะ คุณทีปต์ของพ่อ อาจจะ...เขาอาจจะอยากรับเบบี้ขึ้นมาเป็นเจ้าสาวจริงๆ ก็ได้ พ่อไม่ต้องห่วงหนูนะ หนูจะติดต่อมาเรื่อยๆ หนูรักพ่อนะคะ ที่หนูทำทุกอย่าง ก็เพื่อพ่อ”

“ขอบใจมาก ลูกรัก”

ท่านดึงเธอไปกอดไว้อย่างแนบแน่น ยอดชีวากอดร่างใหญ่ของท่านตอบ เธอยิ้มแทนร้องไห้ เมื่ออยู่กับท่าน ยอดชายดูเศร้าโศกมาก เธอเกรงว่าน้ำตาของเธอจะยิ่งเป็นการตอกย้ำทำร้ายท่าน

ยอดชายช่วยถือกระเป๋าเดินทางลงบันไดมาพร้อมกับบุตรสาว เขาโอบประคองเธอไม่ยอมปล่อย สองพ่อลูกไปยืนรอรถจากคฤหาสน์มันทนามารับด้วยกันที่หน้าบ้าน ตลอดเวลา ยอดชายจับมือของบุตรสาวไว้ตลอดเวลา และพยายามยิ้มให้เธอ ยอดชีวาเองก็บีบมือท่านแน่น ความรัก ความห่วงใย ส่งผ่านความอุ่นร้อนของมือพวกเขา ไปยังหัวใจของคนทั้งคู่

รอไม่นานนัก รถคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน สองพ่อลูกมองตากัน คนขับรถลงมาจากรถและทำความเคารพอย่างนอบน้อม พลางเอ่ยแนะนำตนเอง และเชิญยอดชีวาขึ้นรถ

“ไปก่อนนะคะพ่อ”

เธอกล่าวลาท่าน และกราบท่านอีกครั้ง ยอดชายพยักหน้า ตื้นตัน อาลัย จนเอ่ยอะไรไม่ออก เขาไม่อยากร้องไห้ออกมาอีกหน ชีวิตคนเป็นพ่อ เลี้ยงดูทะนุถนอมลูกสาวมาตลอดยี่สิบหกปีเต็ม เขาไม่เคยร้องไห้ให้ลูกเห็น นี่เป็นครั้งแรก และทำท่าจะร้องได้เรื่อยๆ เสียด้วย มันน่าอาย แต่ก็กลั้นไว้ไม่ได้ นั่นเพราะทั้งอาลัย และหวาดกลัว เจ็บปวด เมื่อลูกสาวต้องไปทำหน้าที่อัปยศนี้ให้กับทีปต์

ร่างบางก้าวขึ้นไปบนรถ คนรถปิดประตูให้อย่างเรียบร้อย เขานำกระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ที่กระโปรงหลัง แล้วเข้าทำหน้าที่สารถี ยอดชีวาโบกมือน้อยๆ ให้เขา แล้วยิ้มส่งให้ ยอดชายโบกมือตอบ เขามองรถคันนั้นแล่นไปจนลับตา ก่อนจะทรุดลงนั่งบนพื้นเพราะขาอ่อน หมดแรงกะทันหัน เหมือนพลังใจ ที่อ่อนโหยไปทันทีเมื่อบุตรสาวจากไป

เขาหวังว่าทีปต์ จะไม่ใจร้ายใจดำกับยอดชีวาจนเกินไปนัก...

เขาคงหวังได้เท่านี้...

ยอดชายเช็ดน้ำตาของตนอีกหน แล้วค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นเดินกลับบ้าน ชายชรารู้สึกเหนื่อยล้า และแก่ลงไปอีกหลายปีเลยทีเดียว เขาทรุดนั่งบนโซฟาตัวโปรดในห้องนั่งเล่น ก่อนจะมองเหม่อ ไม่มีกระจิตกระใจนึกอยากทำอะไรทั้งนั้น แม้ว่าท้องจะร้องประท้วงว่าหิว เพราะเลยเวลารับประทานอาหารมาแล้วเกือบชั่วโมง

สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขา ก็คือการเห็นแก่เงิน และร่วมมือกับคนๆ หนึ่ง เพื่อทรยศคดโกง นั่นมันพลิกชีวิตเขา ให้ตกระกำลำบากอย่างถึงที่สุด แถมบาปกรรมนั้นยังตกมาถึงบุตรสาวของเขาอีกด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป