บทที่ 9 วันแรก
ยอดชีวาวางไอแพดในมือลง พร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อย เธออ่านอะไร ดูอะไรไม่รู้เรื่องเลย ทั้งที่พยายามจะทำให้สมองไม่ว่าง เที่ยวนั่งหาภาพยนตร์บ้าง ซีรีย์ และอีบุ๊คมาอ่าน ข่าวสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งการแชทคุยกับเพื่อน เหมือนกับว่าทุกสิ่งไม่ได้เข้าไปในสมองเลยแม้แต่น้อย
ใจมันจดจ่อ รอคอยแต่ว่าเมื่อไหร่ เมื่อใดที่เจ้าของคฤหาสน์นี้จะกลับมา เมื่อไหร่ที่เขาจะเรียก...ใช้หล่อน
แก้มสาวค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเองก็เต้นกระหน่ำถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนต้องปรามตัวเอง ว่าห้ามคิดเตลิดฟุ้งซ่าน เขาจะทำอย่างไรกับเธอกับคืนแรกนี้กันนะ ในเมื่อเขาลั่นวาจาบอกว่าเธอคือเครื่องผลิตลูก ก็คงจะ...
เสียงเคาะประตูทำให้ยอดชีวาสะดุ้งขึ้นสุดตัว สาวใช้เอ่ยขออนุญาต ร่างบางตะโกนตอบก่อนจะลุกขึ้นจากท่านอนที่เก้าอี้หวายตรงริมระเบียงที่เธอมานั่งพักผ่อน หญิงสาวถือสิทธิ์แล้วว่านี่คืออาณาจักรของเธอกลายๆ จึงไม่ยอมออกจากห้องเลย เพราะไม่รู้จะไปทางไหน ที่นี่กว้าง ใหญ่โต จนเกินไปสำหรับเธอ
“คุณท่านให้มาเรียกค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ”
แก้มสาวแดงซ่าน เมื่อได้ยินดังนั้น สาวใช้เห็นอาการหน้าแดงของยอดชีวาแล้ว ก็แอบเบ้ปากแบบไม่ให้เธอเห็น ด้วยเพราะนึกคิดเป็นอย่างอื่น แม้ว่าเจ้าของที่นี่จะหน้าตาอัปลักษณ์ แต่ก็ร่ำรวยมหาศาล ไม่แปลกหรอกถ้าหญิงสาวสักคนจะเลือกมีผัวหน้าผีเพราะเงินทอง
ยอดชีวาเหลือบมองตนเองในกระจกเพียงแวบ แล้วเดินตามสาวใช้ที่เดินนำลงมายังชั้นล่าง เธอพาเข้ามาในห้องรับประทานอาหารแบบเป็นทางการ คนรับใช้ยืนรอให้บริการอยู่ด้วยความเป็นระเบียบ เจ้าของคฤหาสน์นั่งเป็นประธานอยู่ที่หัวโต๊ะ ยอดชีวาไม่ได้มองหน้าเขาเพียงนิด เธอได้แต่ลังเลว่าจะไปนั่งตรงไหนดี โต๊ะขนาดยาวมีเก้าอี้เกือบสิบตัวเรียงราย
หมดโอกาสเลือกเพราะคนรับใช้เลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งทางขวามือของทีปต์ ยอดชีวายังคงก้มหน้าก้มตาตามเคย เปิดโอกาสให้เจ้าของคฤหาสน์ได้แอบพินิจมองเธออย่างเต็มที่
เสี้ยวหน้าหวานงดงาม จมูกโด่งกำลังดี เครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋ม เรียงร้อยกันประดับใบรูปหน้ารูปไข่ น่ารักจับตานัก ผิวพรรณขาวผุดผาด กลิ่นตัวของเธอหอมอ่อนๆ แม้เมื่อมาอยู่ใกล้กันแบบนี้ จมูกของเขาได้กลิ่นหอมหวานเหมือนวานิลาผสมกับดอกกุหลาบ กลิ่นที่น่ากินและน่าสูดดมไปพร้อมๆ กัน
ร่างกายของเขาผลันแข็งขึง จนต้องสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อข่มกลั้นอารมณ์ประหลาดร้อนที่แล่บวาบขึ้นมากะทันหัน เพียงแค่เสพหญิงสาวทางสายตา มันก็ร้อนแรงจนน่าประหลาดใจ นี่มันบ้าอะไรกันนะ เขาห่างเหินผู้หญิงมานานเกินไปใช่ไหม ถึงได้มารู้สึกวูบวาบได้ง่ายดายแบบนี้
“เสิร์ฟอาหารได้เลย พ่อบ้าน”
เขาเอ่ยเสียงเย็น ไม่ทักทาย ‘เจ้าสาว’ เลยสักคำ ทางนั้นเองก็ไม่เปิดปากเอ่ยทักเขาเช่นกัน ได้แต่ก้มหน้าก้มตา ทำราวเขาไม่มีตัวตน
อาหารเย็นน่าอร่อยนัก เป็นอาหารไทยๆ บางอย่างดูเป็นอาหารไทยโบราณประดิษฐ์ประดอยมาอย่างสวยงาม ถ้าเป็นเวลาปรกติแล้ว ยอดชีวาคงจะตื่นตา ตื่นเต้น กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่นี่เธอมีสิ่งที่ตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าอาหารน่าตาสวยน่ารับประทาน นั่นก็คือการผ่านค่ำคืนนี้ไปกับเจ้าบ่าวอสูรของตนเอง
ยอดชีวาฝืนกินไปได้สักสามสี่คำ ก็รวบช้อน ทีปต์เลิกคิ้วนิดหนึ่งที่เห็นเธอทำแบบนั้น ก่อนจะเอ่ยลอยๆ
“กับข้าวที่นี่ไม่อร่อยหรือ? หรือเธอชอบอาหารฝรั่ง เห็นว่าไปร่ำไปเรียนทางนั้นมานานพอสมควร”
คำพูดที่บอกให้รู้ว่าเขารับทราบประวัติของเธอมาดี ทำเอายอดชีวาถึงกับสะดุ้ง เธอมองเขาอย่างขลาดๆ แต่ก็ไม่กล้ามองหน้าของทีปต์อยู่ดี นัยน์ตากลมโตงดงามนั่น ลดลงมองแค่มือของเขาที่กำลังจับช้อนและส้อมอยู่
“อร่อยค่ะ”
“แต่ดูว่าจะกินไม่ค่อยลงสินะ” เขาเอ่ยต่อ แล้วตักอาหารส่งให้กับเธอในจาน เสียงเย็นๆ นั่นสั่งห้วนๆ
“กินให้หมดจาน”
“เอ่อ...”
“มาอยู่ที่นี่ มาเป็นเมียฉัน ต้องทำตามคำสั่ง อย่าเรื่องมาก”
นี่ถ้าสั่งให้ไปตาย ต้องไปด้วยหรือเปล่านะคะ คุณทีปต์!
“ค่ะ”
หญิงสาวเม้มปาก แล้วก็ฝืนใจตักอาหารรับประทานอย่างรวดเร็ว แทบไม่ตักกับข้าวเพิ่มเติม แล้วก็ดื่มน้ำตบท้าย ทีปต์มองการประชดประชันนั้นด้วยสีหน้านิ่งตามแบบของตน เขายังละเลียดกินอาหารตรงหน้าช้าๆ ขอของหวานมาเพิ่ม และก็ให้เสิร์ฟให้หล่อนด้วย
เช่นเคยว่ายอดชีวาต้องฝืนกินแบบไม่รู้รส
ใจที่เต้นตอนแรกด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้กลายเป็นเต้นด้วยความโมโหขุ่นเคือง ทีปต์มองแก้มสาวที่แดงขึ้นเรื่อยๆ แล้วต้องกลั้นรอยยิ้มไว้ เขามองเธอด้วยนัยน์ตาแพรวพราวไปด้วยความหมายที่รู้เพียงคนเดียว ก่อนจะซ่อนมันไว้ เขาเรียกให้คนรับใช้เก็บโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยสั่งเจ้าสาวของตนเสียงขรึม
“ตามฉันมา”
“ปะ...ไปไหนคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถามเสียงสั่น
“ไปทำหน้าที่เมีย”
คำพูดนั้นไม่ได้เบาเลยสักนิด คนรับใช้ต่างพากันทำทีเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตาเริ่มหยิบจับทำงานตามหน้าที่ของตน ยอดชีวาหน้าแดงก่ำ แล้วรีบลุกขึ้นยืน พลางเดินตามเขาไปเร็วๆ หูเธออื้อเพราะความอับอาย มือกำเข้าหากันแน่น มองตามหลังของทีปต์ไปด้วยสายตาวาวโรจน์
“พี่ว่าคืนนี้ คุณคนสวยนั่น จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไหนกันนะ”
“อย่ายุ่งเรื่องเจ้านาย”
ประภาเอ็ดสาวใช้หน้าทะเล้น ที่เอ่ยซุบซิบถึงเจ้านายอย่างคะนองปาก พร้อมกับทำสายตาดุๆ จ้องมอง ฝ่ายนั้นเลยยิ้มแหย ก่อนจะทำงานของตนต่อไป พวกเธอกำลังทำงานกันในครัว หลังจากเก็บโต๊ะของเจ้านายเรียบร้อย และรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน คนรับใช้ที่นี่มีจำนวนนับสิบคน พวกคนทำงานในคฤหาสน์จะรับประทานอาหารกันในครัว ส่วนคนทำงานด้านนอกก็จะรับประทานต่างหากที่เรือนคนใช้
“คุณทีปต์นึกยังไงกันนะ ถึงได้รับ เอ่อ...คุณเค้ามาเป็นเมีย ทั้งที่อยู่ครองตัวเป็นโสดมาหลายปี แถมยังดูเป็นคนลึกลับ แบบนี้จะอยู่กันรอดถึงกี่วันกี่เดือนกันนะ เธอดูน่ากลัว น่าเกรงขาม แถมยัง...”
คนพูดกลืนน้ำลาย ประภาหันมามองหน้าของพ่อบ้าน ที่มีศักดิ์เป็นลุงของเธอ สีหน้าไม่พอใจอย่างแจ่มชัดกับคำพูดของประจักษ์ เธอไปคดข้าวแล้วมานั่งข้างๆ เขา ก่อนจะจีบปากจีบคอว่า
“คุณท่านก็คงจะนึกเหงา เลยซื้อมาเป็นของเล่นนั่นแหละลุง คงจะไม่จริงจังอะไรหรอก นังนั่นก็เปรียบเสมือนโสเภณีของคุณท่านดีๆ นี่เองนั่นละ”
“นังภา ดูพูดจาเข้า ไม่ดีเลยพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้” ชายวัยกลางคนเอ็ดเอา หลานสาวทำปากเบ้อย่างไม่พอใจ ก่อนจะเถียงฉอด
“ลุงเองก็ยังนินทาเจ้านายเลย ไม่มีสิทธิ์จะมาด่าภานะ”
“พอกันนั่นแหละ เรื่องของเจ้านายยุ่งไปไม่ดี” คนขัดคอเป็นป้าเพ็ญ แม่ครัวฝีมือเอก นางส่ายหน้าน้อยๆ
“คุณทีปต์คิดจะทำอะไรก็เรื่องของเค้า เราอย่าไปยุ่งเลย”
“ภาว่ามันเห็นแก่เงินล่ะสิ ถึงได้ยอมเป็นเมียคุณทีปต์” ประภายังคงจีบปากว่า “เชอะ! ใครจะกล้ายอมมาเป็นเมียคนหน้าผี ถ้าไม่หวังเงิน”
“เหมือนเอ็งหรือเปล่า? นังภา” ป้าเพ็ญแกล้งว่า เล่นเอาประภาหน้าแดงเถือ แล้วค้อนนางขวับ พลางเอ่ยแก้ตัวเสียงแหว
“บ้าน่าป้า ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย ไม่กงไม่กินมันละข้าว อารมณ์เสีย!”
เจ้าหล่อนกระแทกช้อนลงกับจานดังเคล๊ง แล้วลุกพรวดพราดขึ้น เดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องครัว
“รู้ทันมันน่ะสิ”
ป้าเพ็ญว่า ประจักษ์กระแอม นางจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ หันไปเบี่ยนเบนความสนใจของทุกคนในโต๊ะอาหารไปเรื่องของการเก็งเลขเด็ดแทน
ประจักษ์ลอบถอนหายใจ แล้วเหลือบมองไปยังทิศทางที่หลานสาวคนเดียวเดินหายไป เขาเองก็คิดเหมือนกันกับเพ็ญ บางครั้งบางหน พฤติกรรมของประภาเองก็น่าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของเธอและนายจ้าง
คางคกริอาจจะอยากจะขึ้นวอ หากแต่วอทองนั้นไม่ยอมโน้มตัวลงมาสักหน ตอนนี้มีคนอยู่บนวอนั้นแทนตน แม่คางคกจะทนได้หรือเปล่านะ?
