บทที่ 7 ตอนที่ 7
“ว่างครับคุณราตรี”
คมน์กรอกเสียงหวานกลับไปสู่ปลายสาย
“ครับๆ... ผมจะรอนะครับ”
ตอบสั้นๆ แล้วคมน์ก็กดวางสาย เจมส์เดาได้ว่าคงเป็นกิ๊กสักคนของพ่อเลี้ยง เพราะป้าต้อยเคยบอกเอาไว้ว่าพ่อคมน์ไม่เคยเหงา ชีวิตเขาไม่เคยขาดผู้หญิง เพราะว่ามีสาวใหญ่รายหนึ่งแวะเวียนมาหาบิดาของเขาบ่อยๆ
“งั้นผมไปดีกว่า... ดูเหมือนวันนี้พ่อคมน์จะมีเพื่อนดื่มแล้ว”
เจมส์แซว จูงมือแพรนวลออกมา
“ขอบคุณสำหรับอาหารค่ำค่ะพ่อคมน์”
แพรนวลสิ่งยิ้มหวานให้พ่อผัว เรียกเขาว่า ‘พ่อ’ เพราะผู้ชายคนนี้คือพ่อของสามี
คมน์ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก จ้องมองเรือนร่างเอิบอิ่มของสะใภ้ก้าวเดินออกไปกับลูกเลี้ยงด้วยความรู้สึกอิจฉาน้อยๆ ที่เจมส์ได้เมียสวยเหลือเกิน
เมื่อขึ้นมาถึงห้องนอน
โทรศัพท์มือถือของเจมส์ดังขึ้นเบาๆ เพราะเขาลดระดับเสียงเอาไว้ เจมส์หยิบโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
“เออ... กูมาถึงแล้วโว้ย”
เจมส์กรอกเสียงกลับไปหาต้นสายด้วยความสนิทสนม เพราะว่าคนที่โทรเข้ามาเป็นหนึ่งในก๊วนเพื่อนสนิท
“ได้สิ... กูขอไปดูก่อนว่ารถกูยังโอเคอยู่ไหม... ”
แก๊งค์บิ๊กไบค์รีบชักชวนเจมส์ออกไปซิ่งทดสอบความแรง แต่รถของเจมส์ไม่ได้ใช้งานมานาน ตอนนี้คงยังจอดอยู่ในโรงจอดรถ
“ใครคะ”
นวลถามถึงคนที่โทรมา
“เพื่อนผม... พวกแก๊งบิ๊กไบค์... ชวนกันออกไปบิด นวลไปด้วยกันนะ”
เจมส์ชวน
“ไม่ดีกว่า”
แพรนวลส่ายหน้า เพราะหล่อนเคยเห็นคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์มากับตา มาถึงทุกวันนี้ก็ยังหวาดกลัวไม่หาย
“ผมรู้ว่าคุณกลัว... งั้นคุณอยู่บ้านนะ... ผมไปไม่นาน”
เจมส์บอก
“ค่ะ... ”
นวลพยักหน้า อันที่จริงหล่อนอยากจัดข้าวของอยู่บ้านมากกว่า เจมส์หอมแก้มหล่อนเสียงดังฟอด
“ดูแลตัวเองด้วยนะคะ... ”
แพรนวลห่วง หอมแก้มเขากลับเสียงดังฟอด
ที่โรงเก็บรถ
“คุณเจมส์ลงมาทำอะไรครับ”
ลุงแสงถาม เมื่อเห็นชายหนุ่มลูกชายเจ้าของไร่องุ่นเดินมาที่โรงเก็บรถ
“รถผมเป็นไงบ้าง... ทิ้งไว้นานคงหยากไย่จับสินะ”
เจมส์หมายถึงรถบิ๊กไบค์คันโปรดที่พ่อคมน์ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด มันถูกจอดทิ้งเอาไว้นาน เพราะว่าหลังจากเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เจมส์ก็แทบไม่ได้แตะมันอีกเลย
“เดี๋ยวผมจะให้ดูอะไรครับ”
ลุงแสงเดินนำเข้ามาในโรงจอดรถ กระชากผ้าคลุมสีดำออกจากรถมอเตอร์ไซค์ราคาแพง
“ว้าว... ”
ชายหนุ่มทำหน้าตกใจ เพราะว่าสิ่งที่เห็นก็คือรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของตนยังอยู่ในสภาพวาววับเหมือนใหม่ บ่งบอกว่ามีคนคอยดูแลให้เป็นอย่างดี
“ทำไมมันยังใหม่ขนาดนี้ล่ะลุงแสง”
เจมส์ทำหน้าตกใจ
“ก็คุณคมน์สั่งให้ผมปัดฝุ่นทุกวัน... เอาไว้รอคุณ
เจมส์กลับมา แล้วยังให้ผมขับออกไปอุ่นเครื่องวันเว้นวันด้วยนะครับ”
ลุงแสงบอกไปตามความจริง
“ขอบคุณมากครับลุง”
“ต้องขอบคุณพ่อเลี้ยงคมน์ครับ”
ลุงแสงยกความดีความชอบให้ผู้เป็นนายใหญ่ของบ้าน
“ว่าแต่คุณเจมส์อย่าซิ่งมากนะครับ... รถแรงมาก... เมื่อวานผมลองบิด... โอ้วแทบเอาไม่อยู่”
ลุงแสงรู้เพราะว่าเป็นคนขี่ออกไปวอร์มเครื่องยนต์บ่อยๆ
“ครับลุง”
ชายหนุ่มพยักหน้า ขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซดูคาติสีแดงคันใหญ่ สวมหมวกกันน็อคแล้วบิดเร่งเครื่องออกไปด้วยความเร็วสูง ทิ้งให้ลุงแสงมองตามด้วยสายตาเป็นห่วง เพราะว่าใครๆ ก็รู้ว่าเจมส์เป็นคนขับรถเร็ว
ในเวลาเดียวกันนั้น สาวใหญ่นามว่า ‘ราตรี’ ที่เพิ่งโทรศัพท์มาหาพ่อเลี้ยงคมน์เมื่อไม่นาทีก่อนหน้า ขับรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูคันหรูมาถึงไร่องุ่นของเขาพอดี
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง”
ราตรีส่งเสียงหวาน ยิ้มหวาน แววตาหวามทักทายเจ้าของบ้าน เรียกคมน์ว่า ‘พ่อเลี้ยง’ เหมือนกับที่คนงานในไร่เรียกเขาจนติดปาก
“วันนี้ลมอะไรหอบมาครับคุณราตรี”
เจ้าของบ้านเดินอาดๆ ออกมาต้อนรับ ใบหน้ายิ้มแย้ม นานมากแล้วที่เขาไม่เจอหน้าหล่อน
“ลมสวาทกระมังคะ”
ราตรีส่งยิ้มหวานไม่เลิก จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาคมคร้ามของเจ้าของบ้านด้วยแววตาเจ้าชู้ ซึ่งคมน์ก็ไม่หลบตาหล่อน รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก ตากับตาจ้องกันไม่ลดละ... แม้ไม่เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดหากเขากับหล่อนก็รับรู้ได้ถึงความปรารถนาบางอย่างที่วูบไหวอยู่เบื้องหลังแววตาของกันและกัน
“เมื่อหลายวันก่อนผมแวะไปที่ร้านอาหาร... แต่ไม่เห็นคุณ”
คมน์บอก ราตรีเป็นเจ้าของร้านอาหารเหนือชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงราย
“ช่วงนี้รตีต้องเข้าไปดูร้านอาหารอีกสาขาที่เปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ค่ะ”
ราตรีมักจะเรียกแทนตัวเองสั้นๆ ว่า ‘รตี’ หล่อนเล่าต่อไปว่าหลังจากตัดสินใจขยายสาขาของร้านอาหารเข้ามาเปิดในกรุงเทพฯ ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาหล่อนต้องขึ้นมาดูแลกิจการด้วยตัวเอง
งานร้านอาหารมีรายละเอียดเยอะเหลือเกิน ต้องดูแลทั้งแม่ครัวและเด็กเสริฟภายในร้าน พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหล่อนก็กลับเชียงราย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของน้องสาวเข้ามาช่วยดูแลต่อไป
“ลูกค้าเยอะไหมครับ”
คมน์ถามถึงร้านอาหารของหล่อน
