บทที่ 3 ในเมื่อท้องไม่ได้
ตอนที่3 ในเมื่อท้องไม่ได้
แพทองธาร
ฉันเดินขึ้นห้องนอนตัวเองมาก่อนจะนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้ความคิด เพราะในหัวของฉันตอนนี้มันว่างเปล่าไปหมดจนฉันไม่รู้ว่าฉันต้องคิดอะไรหรือต้องรู้สึกยังไงกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ที่สามีของฉันมีผู้หญิงอีกคนเข้ามาอยู่ในฐานะภรรยาอีกคน
ถึงแม้ที่ผ่านมาฉันรู้มาตลอดว่าคุณจิณณวัตรทำทุกอย่างเพราะคำว่าหน้าที่ เหมือนที่เขาแต่งงานกับฉันโดยไม่ได้รักฉันอย่างที่สามีควรรักภรรยาคนหนึ่ง แต่ฉันก็ดีใจที่ได้เป็นภรรยาของเขาได้อยู่ใกล้ๆ เขา อีกอย่างเขาก็ถือว่าทำหน้าที่สามีได้ไม่ขาดตกบกพร่องสักอย่า งถึงจะไม่ได้โรแมนติกอะไรก็ตามแต่ฉันก็ได้แค่ขอให้มีเขาอยู่ข้างๆ แบบนี้ตลอดไป
เพียงแต่สุดท้ายฉันกลับต้องมาเห็นเขามีเมียอีกคนโดยที่ไม่รู้จะโทษใครได้ เพราะจุดเริ่มต้นของฉันกับผู้หญิงคนนั้นก็แทบไม่ต่างกัน และการที่เขาไม่ปฏิเสธเรื่องผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนกับที่ไม่ได้ปฏิเสธฉันเช่นกัน และเมียแต่งที่มีทั้งงานแต่งและทะเบียนสมรสอย่างฉันทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากทำใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปในทิศทางแบบไหน
และคืนนี้ก็เป็นคืนแรกที่ฉันต้องนอนอยู่ในห้องนี้เพียงคนเดียวอย่างไม่เคยเป็นหลังแต่งงาน เพราะผู้เป็นสามีของฉันตอนนี้เขาได้พาตัวเองไปนอนห้องที่อยู่ถัดจากห้องฉันเหมือนการเข้าหอของคู่สามีภรรยาคู่ใหม่ และแน่นอนว่าห้องนั้นก็คือห้องของเข็มอักษรเมียอีกคนของเขานั่นเอง
แมะ! ทั้งที่พยายามทำใจยอมรับความจริงแล้วแต่สุดท้ายน้ำตาก็ยังคงร่วงลงมาที่แขนของฉันอย่างคนรับไม่ได้ แต่มันก็เหมือนกำลังเรียกสติของฉันให้หลุดออกจากโลกของภวังค์ และบอกฉันว่าสิ่งที่ฉันเจออยู่ตอนนี้ก็คือเรื่องจริงที่ฉันหนีไม่พ้นแล้วนั่นเอง
ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองออกจากใบหน้าออกไปเพราะรู้ว่ามันไร้ประโยชน์จะคิดและเสียใจ แต่ไม่รู้ทำไมปาดไปเท่าไหร่มันกลับไม่หมดออกจากหน้าของฉันเลยสักนิด กลับยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดเสียใจและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมมากกว่าเก่า
“ในเมื่อเธอท้องไม่ได้ เธอก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้แหละแพ” ฉันพูดขึ้นกับตัวเองอย่างกล่าวโทษที่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนเป็นแค่สินค้าเป็นแค่แม่พันธุ์เท่านั้น
เพราะการแต่งงานที่ไม่เคยถามความรู้สึกของใครมันเกิดขึ้นก็เพื่อให้ฉันท้อง เกิดขึ้นเพราะความต้องการของพ่อฉัน แต่ฉันไม่ท้องสักทีพวกท่านกลับทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากเชื่อ นั่นก็คือการหาเมียอีกคนให้สามีฉันแบบนี้ นั่นแปลว่าฉันเองก็เป็นอีกคนที่ผิดที่ทำหน้าที่ตัวเองไม่ได้ แล้วจะโทษหรือเรียกร้องอะไรกับใครได้ล่ะ
ตอนแรกฉันเคยคิดว่าฉันโชคดีที่ฉันได้แต่งงานกับผู้ชายที่เพียบพร้อม ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ฉันคอยแอบมองเขามาตั้งแต่เริ่มโต ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะยังรู้สึกโชคดีที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของคุณจิณอยู่แต่มันกลับไม่สามารถลบล้างความโชคร้ายที่ฉันเจอตอนนี้ได้เลยสักนิด
แต่ในเมื่อเรื่องมันเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว สิ่งที่ฉันควรทำก็คือทำใจและยอมรับมันให้ได้ไม่ใช่เหรอ เพราะสุดท้ายแล้วฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว
วันนี้ฉันตื่นขึ้นมาเช้ากว่าปกติอย่างไม่สดใสนักเพราะเมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ และฉันไม่อยากเป็นแบบนี้เท่าไหร่เพราะฉันต้องทำร่างกายฉันให้ดีเพื่อจะได้มีลูกสักที แต่ถ้าใครมาเจอเรื่องอย่างฉันก็คงนอนไม่หลับหรือหลับก็หลับๆ ตื่นๆ อยู่แบบนี้ทั้งคืนกันทั้งนั้นแหละ
“เฮ้อ!” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อยที่ใจจนแทบไม่อยากทำอะไร ก่อนจะลุกเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำเพื่อเรียกสติอีกครั้ง
และพอออกจากห้องน้ำมาก็เจอเข้ากับคุณจิณที่กำลังเปลี่ยนชุดนอนเพื่อจะไปอาบน้ำ และการเผชิญหน้ากับเขาที่รู้ว่าไปนอนกับเมียอีกคนมา มันก็ทำให้ฉันรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาดื้อๆ อย่างไม่เคยเป็น ไม่รู้ต้องพูดอะไรวางตัวยังไงและรู้สึกยังไง จึงตัดสินใจไม่ได้พูดหรือทักทายอะไรออกไปอย่างที่ควร ก่อนจะตัดสินใจเลี่ยงออกมาแต่งตัวเงียบๆ
ส่วนคุณจิณเองทำเพียงมองฉันและไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน ก่อนจะเลี่ยงเข้าห้องน้ำไปโดยไม่มีบทสนาทนาต่อกันไม่ต่าง
พอฉันจัดการแต่งตัวเสร็จฉันก็เตรียมชุดทำงานไว้ให้เขาเหมือนทุกวันก่อนจะออกมานั่งรอเขาที่ห้องนอนแทน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงประตูที่ถูกเคาะในเวลาเช้าทั้งที่ปกติไม่ค่อยมีใครมาเคาะในเวลาแบบนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือจำเป็นอะไร ฉันเลยลุกเดินไปเปิดประตูออกดูถึงได้เห็นว่าคนที่มาคือใคร
“มีอะไร” ฉันถามคนตรงหน้าออกไปด้วยสีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบอย่างไม่รู้ว่าต้องแสดงออกยังไงเหมือนกัน
“พอดีเข็มมารอลงไปทานข้าวพร้อมพี่จิณแล้วก็พี่แพค่ะ” เข็มอักษรพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มใสซื่อเป็นกันเองออกมา แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีกับเธอขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย
แต่...
จึก! คำเรียกขานของเธอมันกลับเหมือนกับหอกแหลมพุ่งเข้ามาแทงกลางหน้าอกของฉันอย่างจังจนจุกแทบพูดไม่ออก
ฉันที่รู้จักกับคุณจิณมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันที่แต่งงานกับเขามาเป็นปีๆ แต่ฉันก็ยังเรียกเขาว่าคุณเพียงเพราะมันเป็นคำเรียกติดปากที่ฉันเรียกเขาแบบนี้มาตลอดอย่างห่างเหิน โดยที่เขาเองก็ไม่เคยบอกให้ฉันเปลี่ยนคำเรียกเหล่านี้สักครั้ง
แล้วผู้หญิงคนนี้ล่ะ เมื่อวานเธอยังเรียกว่าคุณจิณเหมือนกันอยู่เลย แต่เวลาเพียงแค่คืนเดียวที่พวกเขานอนด้วยกัน สรรพนามที่เธอเรียกออกมามันกลับสนิทสนมกันจนเมียแต่งอย่างฉันรู้สึกห่างเหินเหมือนคนนอกไปเลยทันทีเลยเหรอ
เธอเป็นคนขอเขาเรียกแบบนี้แล้วเขาก็อนุญาต หรือเป็นเขาเองที่บอกให้เธอเรียกแบบนี้กันนะ
“เธอลงไปก่อนเถอะ” ฉันปรับอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติอย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดขึ้นแล้วดันประตูเพื่อปิด
เพียงแต่...
พรึ่บ! เข็มอักษรยกมือขึ้นมาดันประตูห้องฉันไว้ก่อนแล้วก็ฉีกยิ้มให้ฉันอีกครั้งเหมือนคนไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูด
“เข็มขอเข้าไปนั่งรอข้างในดีกว่าค่ะ” เธอพูดขึ้นพร้อมกับก้าวขาเพื่อจะเข้ามาในห้องของฉันอย่างถือวิสาสะจนดูไร้มารยาท แต่ฉันก็ก้าวไปขวางดักหน้าเธอไว้ได้ก่อนอย่างไม่ยอมและไม่ค่อยชอบใจกับการกระทำล้ำเส้นนี้เท่าไหร่
“นี่ห้องส่วนตัวของฉันกับคุณจิณ” ฉันพูดเตือนเธอออกมาเสียงเรียบบอกให้เธอรับรู้และคิดตาม พูดจบก็รีบปิดประตูในตอนที่เธอไม่ได้ตั้งตัวก่อนจะล็อกมันไว้อย่างไม่พอใจเลยสักนิด
ฉันพยายามปรับอารมณ์ตัวเองอย่างถึงที่สุดก่อนจะพาตัวเองเดินกลับมานั่งอยู่ที่ขอบเตียงอย่างทำอะไรไม่ถูก หัวของฉันมันคิดอะไรต่ออะไรวนไปวนมาไม่รู้จบ แต่ฉันก็ไม่สามารถจับใจความในสิ่งที่ฉันคิดได้สักเรื่อง มันเป็นความรู้สึกที่ตีวนปนเปยุ่งเหยิงไปหมดจนชวนปวดหัว ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องรู้สึกยังไงที่ตัวเองเป็นเมียแต่งที่ตัวเองได้ชื่อว่าเมียหลวงแต่กลับเหมือนกับคนอื่นไปทันทีที่มีผู้หญิงอีกคนเข้ามา
ทำไมนะ ทำไมชีวิตครอบครัวของฉันต้องมาเจอกับเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย ทำไมฉันถึงไม่เป็นเพียงเมียคนเดียวของสามีที่ฉันรัก ทำไมฉันต้องมาแบ่งสามีของตัวเองให้ผู้หญิงคนอื่นใช้ร่วมแบบนี้อย่างไม่เต็มใจ ทำไมฉันต้องพบเจอกับเรื่องผิดแผกในสายตาและความคิดของฉันแบบนี้ด้วย ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด
“แพ แพ!” แล้วเสียงเรียกที่ดังขึ้นก็ทำให้ฉันสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ความคิด ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกถึงได้เห็นว่าคุณจิณแต่งตัวเรียบร้อยแล้วและกำลังยืนมองฉันอยู่
“เสร็จแล้วเหรอคะ ลงไปทานข้าวเถอะค่ะ” ฉันปรับสีหน้าและอารมณ์ให้เป็นปกติก่อนจะพูดขึ้นแล้วลุกเดินไปหยุดตรงหน้าเขา
“เป็นอะไรดูเหม่อๆ นะ” คุณจิณถามขึ้นด้วยความสงสัยพร้อมกับจ้องมองฉันอย่างหาคำตอบอย่างใส่ใจกัน
แล้วแบบนี้จะไม่ให้ฉันรักเขามากขึ้นได้ยังไง ถึงเขาจะยังไม่ได้มีความรักให้ฉันแต่การดูแลเอาใจใส่ในฐานะสามีเขาก็ทำได้อย่างดีไม่เคยเปลี่ยนมาตลอด มองเห็นความผิดปกติของฉันอยู่เสมอ บางเรื่องฉันไม่พูดแต่เขาก็จะเป็นฝ่ายถามก่อนแบบนี้
“เปล่าค่ะ” ฉันปฏิเสธออกไปพร้อมยิ้มให้เขาบางๆ อย่างรู้ดีว่าพูดไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ มีแต่อาจจะไม่เข้าใจกันเปล่าๆ
“อืม งั้นไปกินข้าวเถอะ” แล้วคุณจิณก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อ ว่าแล้วเขาก็เดินนำฉันออกจากห้องลงไปด้านล่างและนั่งที่โต๊ะประจำที่ตัวเองโดยที่ตอนนี้มีเข็มอักษรรออยู่ที่ข้างๆ ฉันก่อนคนอื่นๆ จะตามมา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปด้วยความราบรื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือใครเพิ่มเข้ามา อีกทั้งทุกคนต่างก็ยอมรับการเพิ่มขึ้นของสมาชิกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเวลาอาหารถ้าไม่ได้มีเรื่องสำคัญอะไรทุกคนมักไม่ค่อยคุยกันระหว่างกินเท่าไหร่ด้วย
“ขอโทษนะคะพี่แพ” แล้วอยู่ๆ เข็มอักษรก็พูดขึ้นทำให้ฉันหันไปมองเธออย่างไม่เข้าใจ แต่สักพักก็ทำให้ฉันรู้สึกขัดใจกับสิ่งที่เธอทำ
เข็มอักษรขยับตัวข้ามหน้าฉันเพื่อไปตอกไข่ลวกใส่ถ้วยโจ๊กของคุณจิณ ทั้งที่ถ้วยเขาก็มีไข่ลวกอยู่หนึ่งฟองแล้วก่อนจะกลับไปนั่งที่ตัวเองแล้วพูดออกมาด้วยท่าทีเอียงอาย
“ทานเยอะๆ นะคะจะได้ไม่เพลียระหว่างวัน” คำพูดแบบนี้พร้อมกับไข่ลวกสองฟองแบบนี้สำหรับคนที่ผ่านอะไรมาก่อนก็เข้าใจในความหมายได้ไม่ยาก
ทำตัวเหมือนเขินอายแต่กลับเปิดเผยอย่างไม่รู้จักคิดแบบนี้ฉันควรเข้าใจว่าเธอเป็นคนยังไงดีล่ะ
“ขอบใจ” คุณจิณไม่ได้ดุหรือต่อว่าอะไรเธอ ก่อนจะพูดขึ้นแค่นั้นแล้วลงมือกินโจ๊กต่อโดยไม่ลืมกินไข่ลวกที่เข็มอักษรพึ่งตอกใส่ไปในถ้วยเมื่อกี้ทั้งที่ฟองแรกยังกินไม่หมดด้วยซ้ำ
“แบบนี้ฉันคงจะได้เหลนเร็วๆ นี้สินะ” แล้วคุณย่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มพอใจเหมือนขบขันกับเรื่องของหลานๆ
“.....” ส่วนเข็มอักษรที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งมีท่าทีเอียงอายมากกว่าเดิม พร้อมใบหน้าที่แดงก่ำอย่างไร้เดียงสา
ต่างจากฉันที่ได้แต่นั่งเงียบโดยไม่รู้จะพูดอะไรออกไปเพราะเวลานี้คงไม่มีบทบาทสำหรับฉัน และฉันก็ไม่อยากมีบทบาทอะไรในตอนนี้ด้วยเหมือนกัน อยากหายไปโดยไม่ต้องมีใครตามหาได้ยิ่งดี
