บทที่ 4 โกรธตัวเองมากกว่า
ตอนที่4 โกรธตัวเองมากกว่า
หลายวันต่อมา...
ฉันเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่หลังจากออกไปทำธุระข้างนอกมา ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยกันอย่างสนิทสนมดังออกมาจากห้องนั่งเล่น และฉันไม่ได้อยากเดินไปดูหรือมีส่วนร่วมเลยสักนิด แต่จะให้ฉันพาตัวเองเลยผ่านขึ้นไปข้างบนอย่างไม่สนใจก็ดูไม่ดีอีก เพราะมันจะกลายเป็นการเก็บตัวไม่เข้ากับคนอื่นๆ
สุดท้ายก็ต้องฝืนตัวเองอย่างจำใจต้องก้าวไปยังห้องนั่งเล่นถึงได้เห็นคุณย่าคุณแม่แล้วก็เข็มอักษรที่นั่งอยู่ในห้องด้วยกัน พร้อมกับเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอย่างเข้ากันได้ดี แบบที่ฉันอยู่มานานยังไม่เคยทำให้บรรยากาศเป็นแบบนี้ได้สักครั้ง
“กลับมาแล้วเหรอ” เป็นคุณแม่ที่หันมาเห็นฉันก่อนแล้วก็ถามขึ้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่นให้เหมือนเดิม
“ค่ะ” ฉันตอบรับท่านกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาตัวที่ว่างอยู่อย่างพอเป็นพิธี
“พี่แพลองชิมขนมที่เข็มทำดูสิคะ” แล้วเข็มอักษรที่นั่งอยู่ที่พื้นอย่างเด็กมีมารยาทก็พูดขึ้นอย่างสนิทสนม พร้อมกับตักขนมชิ้นใหม่ใส่จานใบเล็กยื่นมาให้ฉันอย่างคล่องแคล่ว
“ขอบใจ” ฉันพูดขึ้นตามมารยาทและรับมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนตัดมันเข้าปากโดยที่ไม่ได้อยากกินเลยสักนิด
“เป็นยังไงบ้างคะ ขนมนี่เข็มพึ่งได้ทำให้คนอื่นทานเป็นครั้งแรกเลย” แล้วเข็มอักษรก็ถามฉันขึ้นอย่างรอคำตอบด้วยความหวัง ดวงตาเป็นประกายดูสดใสต่างกับฉันอย่างเห็นได้ชัด
แต่อดีตฉันก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่พอเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แล้วฉันก็ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงจนหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“รสชาติดีนะ” ฉันตอบกลับไปส่งๆ อย่างไม่ได้ใส่ใจรสชาติเลยสักนิด แต่ถึงแม้ว่าฉันไม่ได้อยากกินแต่ก็ยอมรับว่ารสชาติไม่ได้แย่อะไร แล้วก็ไม่ได้ถือตัวเงียบคนเดียวอย่างแตกแยกแสดงออกให้คนอื่นอึดอัดด้วย
“ว่างๆ เราก็มาเรียนทำขนมกับแม่เข็มสิแม่แพ เข็มเขาทำขนมเป็นหลายอย่างเลยนะ” แล้วคุณย่าก็พูดบอกฉันขึ้นอีกคน เหมือนกับหวังว่ากิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เราสองคนสนิทกันได้
มันคงเป็นสิ่งที่ท่านเคยพบเห็นในสังคมของท่านสมัยวัยเยาว์อย่างนั้นสินะ เมียเอกและเหล่าเมียรองที่นั่งทำกิจกรรมร่วมกัน เรียกคุณพี่อย่างนั้นคุณน้องอย่างนี้ สามัคคีกับการมีสามีคนเดียวกันเพื่อครอบครัวใหญ่ที่ปรองดองเป็นหนึ่งเดียว
“.....” เพราะแบบั้นฉันถึงทำได้เพียงส่งยิ้มบางๆ ไปให้คุณย่าอย่างไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรออกไปให้เสียมารยาทหรือบรรยากาศ แต่แน่ล่ะเมื่อไม่มีคำตอบรับก็คือการปฏิเสธดีๆ นี่เอง
จริงๆ ฉันก็พอทำงานบ้านงานเรือนได้ทำเกือบทุกอย่างทั่วๆ ไปนั่นแหละ อาหารการกินก็ทำให้คนอื่นกินได้ไม่อายใคร เพียงแต่พวกขนมหวานขนมไทยฉันไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เพราะจริงๆ ฉันเป็นคนชอบทำงานนอกบ้านมากกว่า ฉันอยากออกไปทำงานข้างนอกและฝันว่าอยากทำมานานแล้ว เพียงแต่ชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้ว
หลังจากแต่งงานไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยขอคุณจิณกับคุณย่าออกไปทำงานนะหรอกนะ แต่คุณย่าไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาดเพราะท่านบอกว่าเป็นผู้หญิงอยู่ทำงานในบ้านก็พอไม่จำเป็นต้องออกไปทำข้างนอกและให้ใครเห็นหน้ามากเกินไป และงานนอกบ้านนั้นเป็นหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวอย่างผู้ชาย
ซึ่งฉันก็เถียงท่านไม่ได้หรอกเพราะท่านเป็นคนหัวโบราณมาก เป็นผู้ดีเก่าแก่ที่ถูกปลูกฝังมาแบบนั้นและเติบโตมาแบบนี้ อย่าว่าแต่เรื่องเมียหลายคน แม้แต่เรื่องเด็กเถียงผู้ใหญ่ก็ถือเป็นเรื่องไม่ดีและไร้มารยาทแล้ว นั่นทำให้ที่ผ่นมาฉันเลยทำได้เพียงแค่นั่งๆ นอนๆ เรียนงานบ้านงานเรือนบ้างไปวันๆ หรืออิสระสุดก็อ่านหนั่งสืออยู่ในบ้านก็เท่านั้น
“พี่แพทำขนมไม่เป็นเหรอคะ” แล้วเข็มอักษรที่ได้ยินแบบนั้นก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าสงสัยแปลกใจราวกับเป็นเรื่องใหญ่โตน่าพิศวงเสียอย่างนั้น
แต่ฉันไม่แน่ใจน่ะสิว่าแปลกใจหรือรู้สึกอย่างอื่นมากกว่า
และฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ ต่อเธอด้วยตัวเอง หรือฉันแค่คิดและอคติกับเธอไปเองกันแน่ เพราะตั้งแต่วันแรกที่เจอกันและประโยคแรกที่ได้สนทนากัน ฉันกลับไม่รู้สึกบริสุทธิ์ใจกับผู้หญิงคนนี้ได้เลยสักนิด
“เรื่องเป็นน่ะเป็น แต่ไม่ถนัดเท่าเรา” แล้วก็เป็นคุณย่าที่เป็นคนตอบแทนฉันออกไป ซึ่งแบบนั้นก็ดีแล้วเหมือนกันเพราะฉันไม่ได้อยากพูดอะไรเลยสักนิด
“ถ้าพี่แพไม่รังเกียจมาทำกับเข็มได้นะคะ เราจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน” แล้วเข็มอักษรก็พูดเสนอตัวขึ้นอย่างใจกว้างด้วยรอยยิ้มราวกับเป็นเรื่องน่ายินดี
“จ้ะ...”
“แพขอตัวไปอ่านหนังสือนะคะ” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยส่งๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วก็หันไปพูดกับคุณย่าและคุณแม่เป็นการขออนุญาตก่อนจะลุกออกจากห้องนั่งเล่นไปทันที และพาตัวเองไปอ่านหนังสือในสวนแบบที่ฉันชอบไปนั่งเล่นบ่อยๆ เวลาเบื่อๆ
แต่คิดเหรอว่าสถานการณ์แบบนี้ฉันจะอ่านอะไรรู้เรื่องและรู้เรื่องได้ มันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่ฉันจะพาตัวเองออกห่างจากผู้หญิงคนนั้นให้หายอึดอัดก็เท่านั้นแหละ และจะบอกว่าฉันอคติเพราะเข็มอักษรเป็นเมียอีกคนของสามีฉันก็ได้ แต่ฉันบอกตรงๆ ว่าให้คิดยังไงทำใจแบบไหนฉันก็ยังทำใจให้ดีและยอมรับเธออย่างบริสุทธิ์ใจไม่ได้เลยจริงๆ
เพียงแต่ฉันก็ไม่ได้ร้ายกาจหรือมากแผนการขนาดที่จะไปหาเรื่องเธอหรอกนะ ฉันแค่ต้องการให้เราต่างคนต่างอยู่ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง และขอแค่เธอไม่ล้ำเส้นฉันก่อนก็พอ และในสถานการณ์ปกติฉันขออยู่ห่างๆ ทุกครั้งที่เลี่ยงได้จะดีกว่า
“ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละ” แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นก่อนท่านจะนั่งลงข้างๆ ฉันอย่างรู้ดีว่าจะหาฉันได้ที่ไหนในบ้าน
“คุณแม่” ฉันเรียกท่านออกไปด้วยความตกใจนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่าท่านจะตามฉันออกมาด้วยอีกคน เพราะเห็นก่อนหน้านี้ทุกคนยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่เลยคิดว่าจะติดลมบนไปแล้ว
“แม่เข้าใจความรู้สึกเรานะ เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกที่จะรู้สึกดีกับการให้สามีมีผู้หญิงอื่นนอกจากเราได้...”
“แต่ก็อย่างที่แพรู้ ว่าคุณย่าท่านเป็นคนโบราณท่านโตมาเห็นเหตุการณ์แบบนี้เมื่อสมัยก่อน ทั้งในครอบครัวท่านเองทั้งในครอบครัวอื่นๆ ที่รู้จัก เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติของคนชนชั้นกลางและสูงในสมัยนั้น ที่จะมีหลายเมียและลูกหลายคนนั่นก็เลยทำให้ท่านไม่คำนึงว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” แล้วคุณแม่ก็พูดขึ้นพร้อมกับบอกเล่ารายละเอียดของคุณย่าอย่างให้ฉันเข้าใจท่าน
“.....” และใช่เรื่องพวกนี้ฉันรับรู้ในมุมมองความคิดของคุณย่ามาตลอด แต่จะเรียกว่าเข้าใจในมุมมองของตัวเองเลยก็ไม่ได้ แต่ถึงอย่งนั้นฉันก็โกรธคุณย่าไม่ลงเหมือนกันเพราะสมัยก่อนผู้ชายที่มีฐานะมียศฐาบรรดาศักดิ์ต่างก็มีภรรยากันมากกว่าหนึ่งเป็นเรื่องปกติทั้งนั้น ยิ่งถ้าภรรยาหลวงให้กำเนิดบุตรหรือบุตรชายไม่ได้นั่นยิ่งถือว่าปกติกับการมีภรรยาเพิ่มมันเห็นได้ง่ายๆ จากละครพีเรียด แล้วไหนจะคนเก่าแก่เล่าๆ ต่อกันมาให้ฟังอีกมันก็ไม่แปลกที่คุณย่าจะทำแบบนี้
“แต่แพอย่าโกรธคุณย่าเลยนะ ที่ท่านทำอะไรแบบนี้ไม่ใช่ว่าท่านไม่เอ็นดูเราไม่ใช่ว่าท่านแค่หวังลูกจากเราอย่างเดียว...”
“แต่คุณย่าท่านอายุมากแล้วท่านฝากความหวังไว้กับตาจิณมาก ท่านกลัวไม่มีใครสืบสกุลและก็อยากอุ้มเหลนสักครั้งในชีวิต” แล้วคุณแม่ก็พูดต่อให้ฉันได้เข้าใจคุณย่ามากขึ้นด้วยเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ของท่านอย่างอายุขัย
“แพไม่ได้โกรธคุณย่าหรอกค่ะ แต่แพโกรธตัวเองต่างหากที่ไม่สามารถมีเหลนให้คุณย่าได้สักที” แล้วฉันก็ตอบคุณแม่ออกมาด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างหนีความจริงไม่ได้
จะว่าไม่โกรธเลยก็ใช่แต่มันก็มีความน้อยใจอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ฉันโทษท่านไม่ได้ก็อย่างที่บอกว่าฉันเองก็ผิดที่ทำหน้าที่ตัวเองไม่ได้ แม่พันธุ์ที่ท่านเลือกแต่กลับให้กำเนิดทายาทไม่ได้สักที แบบนั้นคนชราที่ไหนจะเบาใจรอไหว
ที่ฉันพูดไม่ได้เพราะพูดให้ดูดีหรอกนะ แต่ฉันคิดแบบที่พูดจริงๆ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่มีลูกสักทีทั้งที่ไปตรวจมาทุกอย่างก็ปกติทั้งฉันและคุณจิณ จนฉันไม่รู้ว่าปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่
“อย่าไปคิดมากเลยลูก ของแบบนี้เราบังคับไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเขาพร้อมจะมาอยู่กับเราเมื่อไหร่ยังไงเขาก็มา...”
“อีกอย่าง เขาว่าเด็กมีวาสนาก็มักมาเกิดยากแบบนี้แหละ” คุณแม่พูดขึ้นอย่างให้กำลังใจฉันออกมาอีกครั้ง และฉันก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน พยายามคิดอย่างที่ท่านบอก
เพียงแต่พอมีผู้หญิงอีกคนเข้ามามันก็ทำให้ฉันอดคิดมากกับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ และไม่อยากรอช้าแล้วเหมือนกัน
“ค่ะ” แต่สุดท้ายฉันก็ทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มและตอบรับคุณแม่กลับไปอย่างทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจยอมรับความจริงเหมือนทุกเรื่องที่เจออยู่ก็เท่านั้น
