บทที่ 14 14

เจ้าของร่างบางก็หอบหิ้วของจำนวนหนึ่งขึ้นห้องด้วยอาการเหนื่อยหอบ ดูเหมือนที่นี่อากาศจะร้อนอบอ้าวเหลือเกิน

นั่งตากแอร์จนชื่นใจสักพักแล้วถึงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ เธอยังไม่ได้บอกเพื่อนว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ แล้ว จากที่คุยกันทางไลน์เมื่ออาทิตย์ก่อนคล้ายว่าอัษฎากำลังยุ่งอยู่กับงานช่วงโค้งสุดท้าย

อัษฎาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ชายหนุ่มเรียนถึงแค่ปีสองเท่านั้นก็มีเหตุให้ต้องย้ายที่อยู่และนั่นรวมไปถึงต้องย้ายที่เรียนไปโดยปริยาย แต่เธอกับเพื่อนก็ยังติดต่อกันเรื่อยมา

Y.mai : อยู่กรุงเทพฯ แล้วนะ

Y.mai : ส่งสติกเกอร์

กำลังจะกดล็อกโทรศัพท์แต่ข้อความที่ส่งไปกลับถูกฝ่ายนั้นกดอ่านเสียก่อน เรียวปากบางยกยิ้มเมื่อมีสายเรียกเข้าขึ้นทันที

“อะไรยังไง มาไม่บอกก่อนล่วงหน้า” เสียงทุ้มห้าวจากปลายสายดังขึ้น

“เห็นกำลังยุ่งกับงานอยู่เลยไม่อยากกวน”

อีกฝ่ายทำเสียงจิ๊จ๊ะจนใยไหมหลุดขำ เธอเป็นคนเพื่อนน้อยคนที่สนิทชิดเชื้อด้วยจึงมีไม่กี่คน

“แล้วตอนนี้แกอยู่ไหนเนี่ย พักที่ไหน”

“คอนโดฯ ที่โอมเคยหาให้นั่นแหละ” เพราะอัษฎาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มาโดยตลอดจึงให้เพื่อนช่วยเลือกทำเลที่พักให้

“นี่ก็เพิ่งไปซื้อของที่ห้างมา เดินขาลาก”

“โหลดแอปฯ ​เอาสิ จะได้ไม่ต้องเดินไปให้เหนื่อย รถขับเร็วจะตายแถวนั้น” เพื่อนชายบ่นอุบอิบ ก่อนจะตั้งคำถามบางอย่างกับเธอ “ว่าแต่มาเรียนต่อที่นี่ แล้วแฟนแกยอมเหรอ?”

“ไม่ว่าหรอก”

คนโดนถามบอกโดยไม่คิดอะไรมาก

“เลิกกันแล้ว”

“ว้อตตต!” อัษฎาโพล่งเสียงสูง

ใยไหมได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกหาเพื่อน ซึ่งอัษฎาก็ขานรับตอบกลับไป จากนั้นถึงกลับมาในสาย

“โอ๊ยๆ งานก็เร่ง เรื่องเพื่อนก็อยากเผือก”

คุยต่ออีกไม่กี่คำเพื่อนสนิทก็ขอตัวกลับไปทำงาน โดยที่เจ้าตัวบอกว่าจะนัดวันเจอกันอีกทีแต่ขอเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อน

อัษฎาเป็นอีกหนึ่งคนที่รับรู้เรื่องราวความรักของเธอ เพียงแต่เพื่อนไม่เคยเจอหรือรู้จักณกรแต่รับรู้ทุกปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ

หากเปรียบใบหม่อนเป็นน้ำร้อนแล้วละก็ อัษฎาคงเป็นเหมือนน้ำเย็นที่คอยให้แง่คิดอีกมุมเสมอ 

นัดหมายกับเพื่อนคือเย็นวันศุกร์ที่ร้านบุฟเฟต์ชาบูเจ้าหนึ่ง ตอนแรกอัษฎาจะมาหาที่คอนโดฯ แล้วนั่งรถไปพร้อมกัน แต่ใยไหมไม่อยากให้อีกฝ่ายวนไปวนมาเปลืองค่ารถเปล่าๆ จึงบอกให้เจอกันที่หน้าร้านทีเดียว

พอถึงร้านแล้วใยไหมถึงกับตกใจกับผู้คนที่ยืนรอคิว เห็นดังนั้นจึงรีบไปขอคิวจากพนักงานซึ่งก็เหมือนว่าต้องรออีกเกือบสิบคิวอยู่ดี

ยืนรอไม่ถึงห้านาทีอัษฎาก็มาถึง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเมื่อเห็นหน้าเพื่อนในรอบหลายปีก่อนที่อีกฝ่ายจะตรงเข้ามากอดแล้วจับโยกตัวไปมา

“คิดถึงยัยนุ่มนิ่ม”

“คิดถึงเหมือนกัน โอมสบายดีใช่ไหม” ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะดูดีขึ้นคงเพราะหลังๆ ชอบเข้าฟิตเนสเป็นกิจวัตร

“ค่อยคุยๆ หิวจะตายแล้ว”

สรุปแล้วอัษฎาจองคิวทางออนไลน์มาล่วงหน้าซึ่งมันคือคิวต่อไปดังนั้นจึงไม่ต้องยืนรอ จังหวัดที่เธออยู่มีร้านชาบูเยอะเหมือนกันแต่คนก็ไม่เยอะถึงขนาดนี้

อัษฎารับหน้าที่จดของที่จะกินแล้วส่งให้พนักงาน ส่วนเธอเป็นคนลุกไปตักน้ำก่อนเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ซึ่งดูเหมือนเพื่อนเตรียมสอบปากคำเต็มที่

“เลิกกันตั้งแต่เมื่อไร”

ระหว่างที่รอพนักงานนำของมาเสิร์ฟคนตัวโตก็เริ่มทำการสอบสวนทันที

“เขาเทเหรอ? หรือแกจับได้แบบคาหนังคาเขา”

“ไหมบอกเลิกเขาเอง”

ใยไหมหลุบตาลงแล้วระบายยิ้ม เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเจอแบบจังๆ คาหนังคาเขาอย่างที่เพื่อนว่า มันจะออกมาในรูปแบบไหน

“ปัญหามันทับถมจนคิดว่าเริ่มหนักเกินไป ไหมไม่อยากแบกรับอะไรอีกแล้ว”

คนรับฟังก็พลอยหน้าเครียดไปด้วย ในฐานะที่เป็นเพื่อนคนแรกๆ ในมหาวิทยาลัยกับใยไหม บอกได้เลยว่าเขาไม่เคยเห็นมันสนใจใคร มีผู้ชายทยอยเข้ามาทำความรู้จักแต่ก็ได้รับเพียงคำปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มของเจ้าตัว

กระทั่งวันหนึ่งใยไหมเอาเรื่องหัวใจเข้ามาปรึกษากับเขาว่าตัวเองมีความรัก แต่แฟนเพื่อนนั้นยังไม่อยากเปิดเผยตัว ยอมรับว่าตอนได้ยินครั้งแรกนั้นเขาพลั้งปากตำหนิใยไหมออกไปตามตรง

‘คิดอะไรอยู่วะไหม การที่เขาไม่อยากเปิดเผย มันเท่ากับว่าแกกับเขาต้องคบกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ ถูกไหม?’

‘…’

‘แล้วแกก็ยอมเป็นเงา? สืบดูให้ดีเถอะ ไม่ใช่ว่าเขามีเมีย มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วเหรอ ถึงได้ไม่อยากให้ใครรับรู้’

แต่เขาเป็นเพื่อนไง ถือว่าเป็นคนนอกไม่มีอำนาจไปตัดสินหรือชี้นิ้วสั่งใครได้ ของอย่างนี้ต้องให้เจ้าตัวมันจัดการเอง

ในเมื่อเลือกตัดสินใจก้าวขาลงไปทั้งที่รู้ว่าสักวันหัวใจอาจเจ็บปวดก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา

อัษฎาไม่เคยเข้าใจความรักของเพื่อน และคิดว่าสถานะที่ผู้ชายคนนั้นมอบให้ใยไหม ซึ่งทำให้เพื่อนสาวจมอยู่กับมันตลอดระยะเวลาสี่ปีนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่คนรักเขาทำกัน

“เพิ่งเลิกกันใช่ไหม แกถึงได้ตัดสินใจมาเรียนที่นี่” ชายหนุ่มลอบถอนหายใจเมื่อใยไหมพยักหน้ารับ

“แผลยังสด แต่เดี๋ยวมันก็สมาน แกโอเคนะ”

“อือ มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่หนักเท่าวันแรกๆ” ใยไหมพยักหน้าแล้วระบายยิ้ม น่าแปลกที่ตอนนี้หัวใจเธอไม่ได้เจ็บแปลบเหมือนเมื่อตอนแรกๆ 

“แต่จริงๆ เรื่องเรียนก็แพลนไว้นานแล้ว ถึงได้ปรึกษาโอมเรื่องเช่าคอนโดฯ ไง”

“เออลืม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป