บทที่ 18 18
วันนี้มีนัดกับอัษฎาช่วงราวๆ ห้าโมงเย็น เป็นการเจอกันหลังจากที่เพื่อนมานอนค้างที่คอนโดฯ เมื่ออาทิตย์ก่อน
ถ้าวันไหนคนรักของเพื่อนต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด อัษฎาก็มักจะแวะเวียนมาหาเธอที่คอนโดฯ หรือไม่ก็นัดกินข้าวกันตามปกติ
“matcha white chocolate หวานน้อยแก้วหนึ่งค่ะ”
หญิงสาวเลือกที่นั่งมุมสุดของร้าน แต่เป็นที่ที่คนเดินเข้ามาน่าจะมองเห็นชัด ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าค่อยๆ หายไป
เพิ่งมีโอกาสได้สำรวจละแวกที่ทำงานของเพื่อนแล้วก็ระบายยิ้ม ทำเลค่อนข้างดีแถมอยู่ใกล้ๆ กับรถไฟฟ้าแบบนี้ ค่าเช่าตึกคงแพงหูฉี่น่าดู
ระหว่างที่นั่งรอเครื่องดื่มใยไหมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเข้าเพจทางร้านตัวเองพร้อมกับเลือกรูปรายการที่ตัวเองกำลังจะทำเพื่อทำการโปรโมตอีกครั้ง
ปกติแล้วคนที่คอยดูแลเพจจะเป็นใบไผ่ แต่ตอนนี้เปิดพรีออร์เดอร์ในช่วงเวลาที่อยู่กรุงเทพฯ จึงใช้เพจทางร้านเป็นตัวโฆษณากระจายข่าวไปในตัว
ลูกค้ากรุงเทพฯ ที่เคยแวะเวียนไปเที่ยวเชียงใหม่ก็มีเยอะ มีหลายคนแนะนำให้พวกเธอเปิดสาขาสองที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็ได้แต่ปฏิเสธไป
‘เปิดรับออร์เดอร์ Japanese Strawberry Shortcake...’
นิ้วเรียวกดตัวอักษรทีละตัวพร้อมกับอ่านทวนรายละเอียดต่างๆ อีกครั้ง ก่อนที่จะกดคัดลอกข้อความ และนำไปโพสต์ลงตามกลุ่มที่อัษฎาเคยแนะนำเพิ่มเติม
มีการจัดส่งแบบ Same day delivery ในส่วนนี้ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายออกค่าส่งเอง นอกจากนั้นแล้วใยไหมยังเปิดรอบนัดรับในวันเสาร์และอาทิตย์ สถานที่นัดรับคือมหาวิทยาลัยที่ตัวเองศึกษาต่อ
“เหมือนเดิมหนึ่งแก้วพี่ไจ๋” เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นทำให้ใยไหมต้องละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ และมันเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าของเสียงเหลือบมาทางนี้พอดี
“ได้ครับคุณเขม กลับบ้านเหมือนเดิมนะ”
เขมราชหลุดยิ้มเมื่อเห็นลูกค้าหนึ่งเดียวในร้านทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาสนใจโทรศัพท์ เจ้าตัวทำราวกับเมื่อครู่มองไม่เห็นเขาอย่างนั้นแหละ
“ผมเปลี่ยนใจละ” มุมปากหยักหยัดยิ้ม “นั่งกินที่นี่น่าจะดีกว่า”
เจ้าของร่างสูงเมินต่อสายตาสงสัยบาริสตาควบตำแหน่งเจ้าของร้าน ย่ำเท้าเดินไปยังโต๊ะมุมสุดของร้านแต่เลือกนั่งโต๊ะตัวข้างๆ
จนถึงป่านนี้แล้วเขายังนึกไม่ออกว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้าเพื่อนสาวของอัษฎา
“สวัสดีคุณ” เขมราชเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน “มาหาไอ้โอมเหรอ”
ใยไหมกดล็อกโทรศัพท์ก่อนหันไปส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม ตอนแรกเธอไม่แน่ใจว่าใช่เขมราชหรือเปล่า
แต่ก็ลืมไปว่าชายหนุ่มคือเจ้านายของอัษฎา มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเจอเขาในร้านนี้
“ใช่ค่ะ” ตามที่เพื่อนบอกว่ามีพรีเซนต์กับหัวหน้า แล้วหัวหน้าที่ว่าไม่ใช่เขมราชหรอกเหรอ?
“ตอนนี้น่าจะใกล้เสร็จแล้วมั้ง เดี๋ยวก็ออกมา” คนพูดบิดตัวไปมาเพื่อคลายความปวดเมื่อย
ใยไหมค้อมศีรษะลงปากก็เอ่ยขอบคุณเจ้าของร้านที่นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ก่อนที่จะนึกบางอย่างออกจึงรีบโพล่งทันท่วงที
“คิดเงินรวมกันเลยนะคะ ของคุณเขมด้วยค่ะ”
คนที่ถูกเรียกว่า ‘คุณเขม’ นั้นถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ
“ตอบแทนเรื่องข้ามถนนน่ะค่ะ” ใยไหมให้คำตอบคนที่ทำหน้าสงสัย “ขอบคุณมากนะคะ”
เขมราชผงกศีรษะตอบรับน้ำใจของอีกฝ่าย ที่จริงวันนั้นเขายืนซื้อของอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหญิงสาว บังเอิญเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด อีกทั้งท่าทีเก้กังของเจ้าตัวมันก็ทำให้เขาขัดใจเล็กน้อย
รถจะชนเพราะเธอเอาแต่ละล้าละลัง
“น้องสาวผมเคยโดนรถเฉี่ยวมาก่อน” ตอนนั้นน้องวิ่งตามเขาตามประสาเด็กติดพี่ “เพราะงั้นผมถึงช่วยคุณ”
ใยไหมชะงักไปชั่วขณะที่ได้ยิน ...
ยอมรับว่าเป็นความประมาทของตัวเองด้วยส่วนหนึ่งที่ไม่สังเกตให้ดี ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นรู้สึกผิดไม่น้อยที่เคยเข้าใจชายหนุ่มผิดไป
“ขอโทษด้วยค่ะ” เธอรีบขยายความหมายเมื่อเขมราชมีสีหน้างุนงง “คือตอนนั้นฉันนึกว่าคุณเป็นพวกมิจฉาชีพ”
เขมราชถึงกับหัวเราะ แต่ไม่ได้ถือสาอะไรเข้าใจว่าสมัยนี้โจรเยอะราวกับยุงชุม ยิ่งไปกว่านั้นเดี๋ยวนี้พวกมิจฉาชีพอัปเกรดแต่งตัวดีแถมยังมีรถขับก็มีถมเถ
“ผมเข้าใจ คุณเป็นผู้หญิงระวังตัวไว้ก็ถูกแล้ว”
“แล้วตอนนั้น...น้องสาวคุณเป็นยังไงบ้างคะ”
กว่าใยไหมจะรู้ตัวก็เผลอถามออกไปเสียงแผ่ว
“ตอนเด็กฉันก็เคยถูกรถเฉี่ยวน่ะค่ะ ตอนนั้นยังข้ามถนนไม่เป็น มองรถแค่ฝั่งเดียวแล้วก็วิ่งออกไป”
จำได้ว่าตอนนั้นตัวเองกลิ้งหลุนๆ ไปกับถนน ทั้งกลัวทั้งตกใจทว่าไม่มีน้ำตาสักหยดคงเพราะยังช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ตอนที่มีคนมาช่วยประคองใยไหมยังจำได้ดีไม่ผิดเพี้ยนว่าขาตัวเองสั่นพั่บๆ เหมือนในการ์ตูน
“น้องผมหัวแตกครับ เย็บราวๆ สามเข็ม” ดวงตาเข้มอ่อนแสงลงเมื่อรับรู้เรื่องราวในอดีตของคนตรงหน้า ซึ่งไม่ต่างอะไรจากน้องสาวเขาสักนิด “แล้วตอนนั้นคุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“มีแค่แผลถลอกตามตัวค่ะ ชาวบ้านแถวนั้นรีบวิ่งเข้ามาช่วยแล้วก็ถามว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า คุณรู้ไหมว่าคำแรกที่ฉันพูดออกไปคืออะไร”
ใยไหมว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ไม่ได้ตั้งใจจะเล่ายาวแต่พอนึกย้อนกลับไปมันก็มีเศษเสี้ยวความขำขันของตัวเอง
“คืออะไรครับ” ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม
“ฉันถามหารองเท้าตัวเองค่ะ” แถมเธอยังกลัวว่าจะโดนบิดากับมารดาตำหนิเข้า เพราะวิ่งข้ามถนนไม่ดูตาม้าตาเรือ ทำคนอื่นเขาเดือดร้อนอีก
“ถามจริง”
เขมราชหัวเราะร่วนก่อนยกมือลูบหน้า เมื่อคนตัวเล็กผงกศีรษะลง
“ผมคิดว่าคุณจะร้องหาพ่อกับแม่เหมือนน้องสาวผมเสียอีก”
