บทที่ 9 9
ณกรพยายามข่มอารมณ์ร้อนดังไฟที่ปะทุขึ้นมากลางอก ชายหนุ่มหลับตาลงผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างใจเย็น ทุกอย่างผิดจากที่คิดไปหมด เข้าใจว่าน้องโกรธแต่ไม่คิดว่าจะโกรธมากขนาดนี้
กระทั่งเบอร์โทรใยไหมก็ยังไม่ยอมปลดล็อก ไปหาที่ร้านก็เจอแต่สองแฝดเลยได้แต่หิ้วของกลับบ้าน
กว่าจะรู้ว่าใยไหมขลุกตัวอยู่ที่ไร่ก็ปาเข้าไปหลายวัน
“เราคุยกันก่อนดีหรือเปล่าคะ” เขาเลือกใช้เสียงอ่อนในการพยายามเจรจา
“พี่มาร์ช”
ใยไหมตีสีหน้ายุ่งเพราะไม่เข้าใจว่าจนตอนนี้แล้วณกรจะคุยอะไรอีก แล้วก็เหมือนทุกครั้งเวลาที่เขามองออกว่าเธอโกรธจัด คำพูดหวานหูอย่าง ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ จะมาโดยอัตโนมัติ
“เราคุยกันรู้เรื่องแล้วค่ะ”
“พี่อธิบายเรื่องวันนั้นได้ พี่... / อะไรที่ทำแล้วมันต้องฝืน เราก็ควรพอนะคะ“
ณกรแค่นหัวเราะได้แต่ยกมือเสยผมลวกๆ เหลือบมองไปทางด้านหลังเห็นใบหม่อนกับวีรากรนั่งอยู่ไม่ไกล
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิดใจ
“พี่ขอเวลาอีกแค่เดือนเดียว พี่จะจัดการเรื่องของเรา”
บอกตามตรงว่าเขารับมือกับใยไหมไม่ถูก น้องไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบใช้อารมณ์ ไม่เคยโวยวายเวลาที่ไม่พอใจอะไร
และเขา...ไม่เคยเห็นใยไหมโกรธมากขนาดนี้
“พี่สัญญาจะเริ่มเกริ่นๆ เรื่องของเรากับครอบครัว”
หญิงสาวยกยิ้มราวกับรู้สึกขำขันกับสิ่งที่ได้ยิน มันไม่ได้ผิดคาดไปจากที่เธอคิดเท่าไรนัก
ณกรดึงไม้ตายขึ้นมาพูดเพราะเขารู้ว่าเมื่อก่อนเธอต้องการสิ่งใด
แต่ตอนนี้เธอไม่ต้องการ
“จะบอกวันนี้ พรุ่งนี้ เดือนหน้า มันไม่มีผลอะไรแล้วค่ะ”
เธออยากระบายความเจ็บปวดทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง แต่พูดไปก็เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
“ไหมเหนื่อย ไหมหมดแรงจะรั้งหรือรอพี่”
“…”
“แล้วไหมก็เลือกที่จะปล่อยมือ” พูดถึงตรงนี้ลำคอเธอกลับตีบตันขึ้นมาดื้อๆ จนต้องเว้นระยะ “ตามที่พี่มาร์ชแนะนำไงคะ”
วูบหนึ่งเขารู้สึกโหวงหวิวภายในอก ยอมรับว่าใจหายกับการที่โดนตัดรอนซึ่งหน้า
“เวลาสี่ปีที่เสียไป ไหมไม่ขออะไรคืนจากพี่”
ใยไหมเงยหน้ามองคนตัวโต “นอกจากความรู้สึกกับหัวใจของไหมที่เคยให้ไป”
เชื่อไหมว่ากระทั่งตอนนี้เธอยังเห็นความเย่อหยิ่งอยู่ในแววตาคู่นั้น
“ไหมคืนอิสระให้ ไหมไม่ต้องการอะไรจากพี่อีกแล้ว”
“ที่พูดมา”
ณกรแค่นยิ้ม จนถึงตอนนี้เขายังไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“ไหมแน่ใจแล้วใช่ไหม?”
“พี่มาร์ชก็รู้ ไหมไม่เคยใช้อารมณ์ ทุกอย่างที่พูดออกไปเท่ากับไหมไตร่ตรองมาดีแล้ว” ความรักถ้าเกิดจากการพยายามของคนฝ่ายเดียว มันไม่น่าจะเรียกว่าความรัก แต่มันเรียกว่าดันทุรังต่างหาก
“เรากลับไปเป็นพี่น้อง หรือคนรู้จักกันก็พอ”
“พี่น้องที่ไหนเขาทำเรื่องแบบนั้นกันใยไหม!”
“ไหมเซอร์ไพรส์มากนะคะ ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำพวกนี้จากปากพี่มาร์ชเลย” เธอรู้ดี ที่เขาพยายามยื้อไม่ใช่เพราะรู้สึกตรงกันกับเธอ เพียงแต่เขายังเสียดายในอะไรหลายๆ อย่างต่างหาก “แล้วไหมไม่เคยตีคุณค่าตัวเองจากเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว”
“สรุปจะเลิกกันให้ได้ใช่ไหม?”
“ค่ะ”
ใยไหมสบนัยน์ตาเข้มอย่างแน่วแน่ แวบหนึ่งเธอเห็นแววตาของเขาวูบไหวไปชั่วขณะ แต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น
“เพราะไหมไม่ได้รู้สึกกับพี่มาร์ชเหมือนเดิมแล้ว”
“ตัดใจง่ายดี ก็ดี...” ณกรหัวเราะร่วน ยกมือเสยผมลวกๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าเผลอขมวดคิ้วจนเป็นปม และมันเป็นท่าทีเวลาที่เขาเกิดความหงุดหงิดเมื่อมีอะไรไม่ได้ดังใจ
“ต่อไปพี่จะได้ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงความรู้สึกใครอีก พี่จะใช้ชีวิตอย่างที่พี่อยากใช้”
“…”
“ถึงตอนนั้น ต่อให้ไหมบอกรักพี่อีกกี่ร้อยครั้ง ถ้าพี่ไม่กลับมา...ไหมก็อย่าโทษพี่แล้วกัน”
ใยไหมปวดแปลบอยู่ในอก จริงอยู่ที่เธอเลือกตัดใจแบบหักดิบ เธอต้องการมูฟออนจากความรักครั้งนี้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำมันสำเร็จในเพียงไม่กี่วัน
ดังนั้นถ้อยคำเสียดแทงหัวใจของณกรนั้น ยังสร้างความเจ็บปวดให้กันอยู่ดี
มีแต่ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมบริเวณนี้ ณกรมองเจ้าของใบหน้างามที่ยังนั่งนิ่ง ยอมรับว่าเขาเองก็ใจหายไม่น้อยที่สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนต้องจบลง
แต่ทำไงได้ต่อให้ใยไหมให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย โดยการบอกความจริงกับครอบครัว เขาก็ยังยืนยันคำเดิม
เขายังไม่พร้อม...
“พี่มาร์ชคะ”
เสียงหวานดังขึ้นรั้งปลายเท้าทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก ณกรจึงหันกลับไปมองคนตัวเล็กมุมปากหยักยกขึ้นสูง
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ขอให้เส้นทางเดินของพี่มีแต่เรื่องราวดีๆ” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม แต่มันกลับทำให้คนมองรู้สึกจุกอยู่ในลำคอ “ไหมก็จะใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีเหมือนกัน”
น้องไหม...
“โชคดีนะคะ”
‘ใยไหมไม่เข้าร้านมาเกือบอาทิตย์แล้วค่ะ ตอนนี้น่าจะขลุกอยู่ที่ไร่กับใบหม่อน’
‘เห็นหม่อนบอกว่าน้องอยู่ในสภาวะหมดไฟ แต่ชาว่าไม่น่าใช่ค่ะ’
‘พี่ป้องไปดูลูกหน่อยได้ไหมคะ ใยไหมไม่เหมือนสามสาว ชาไม่รู้จะเข้าหาลูกยังไง’
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาของปองภพคือลูกสาวคนรองนั่งชมนกชมไม้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะรู้ว่าใยไหมไม่ได้โฟกัสอะไรเป็นพิเศษ คล้ายคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายในเวลานี้
ในบรรดาลูกสาวทั้งหมดสี่คน ใยไหมน่าจะเป็นคนที่รับมือยากมากที่สุด นรีกานต์บอกเสมอว่าลูกคนรองมีนิสัยเหมือนเขาในบางมุม
