บทที่ 10 บทที่9
ทว่ารณดิษกลับต้องผิดหวัง เมื่อห้องเพนท์เฮ้าส์สุดหรูเวลานี้กลับว่างเปล่าไร้เงาเมียเก็บอย่างที่ควรจะเป็น
นวลหายไปไหน?
ใจดวงโตเริ่มตระหนก เกรงว่าเธอจะหนีไปโดยไม่บอกกล่าว
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเรียบหรูรีบกระโจนไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะไล่เปิดตู้บิ้วอินที่ยังมีเสื้อผ้าของทั้งเธอทั้งเขาอัดเต็มแน่น หน้าอ่างล้างหน้ายังมีแปรงฟันคู่วางอยู่ ของที่เคยมีก็ยังมีอยู่ดังเดิม
เมื่อเห็นดังนั้นความรู้สึกวูบโหวงก็หายไป ทดแทนด้วยความรู้สึกโล่งอกที่พาให้ชะงัก
นั่นสินะ ผู้หญิงแบบนวลเพ็ญมีหรือจะยอมหนีออกจาก ‘ความสุขสบาย’ ง่ายๆ
ริมฝีปากถูกบิดยิ้มเยาะ ไม่รู้ว่าหยันตนเองหรือยันเมียเก็บกันแน่
“นั่นคุณเกลี้ยงกำลังทำอะไรอยู่คะ” เสียงหวานของคนที่ตามหาดังอยู่ด้านหลัง เธอกำลังเอียงคอมองเขาด้วยกิริยาน่ารัก ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มด้วยสีสันเข้มกว่าปกติและดูเป็นทางการ
คนขี้สงสัยเกิดคำถามกลับตนเอง พร้อมพลั้งปากเอ่ยถามโดยไม่ตั้งใจ
“นวลไปไหนมา?”
“คะ?”
“…”
“เอ่อ พอดีนวลขี้เกียจทำกับข้าว เลยไปหาอะไรกินข้างนอกมาค่ะ” เธอแก้ตัวเสียงสั่น ด้วยพึ่งแอบไปสัมภาษณ์เรื่องงานมา เป็นครั้งแรกที่นวลเพ็ญเผลอ ‘โกหก’
ก็แน่ล่ะ ปกติคุณเกลี้ยงเคยสนใจที่ไหนว่าเธอจะไปไหนมาไหน เว้นแต่เธอจะเล่าให้เขาฟังเอง อาจเพราะรูทีนของเธอมันวนเวียนไม่กี่ที่รณดิษจึงไม่ได้สงสัยอะไร
ในขณะที่นวลเพ็ญพยายามฝืนยิ้ม อารมณ์ติดค้างจากภาพที่เขาเดินควงแขนผู้หญิงคนอื่นยังคงติดในความรู้สึกไม่จาง
มันทำให้เธอไม่อยากติดต่อเขาไปก่อน
“ว่าแต่ทำไมคุณเกลี้ยงกลับมาเวลานี้คะ”
“ทำไม ฉันกลับมาห้องฉันไม่ได้หรือไง?”
พาลเฉย..
“ก็ได้ค่ะ นวลก็ไม่ได้ว่าอะไรนิค่ะ หรือคุณเกลี้ยงรำคาญที่นวลถามเยอะ” ปลายเสียงติดอ่อนล้าจนเขาสัมผัสได้ แววตาเศร้าจางๆ ในดวงตากลมโตมันทำให้เขาสะท้อนใจตามไปด้วย
“คุณเกลี้ยงกินอะไรมาหรือยังคะ? จะให้นวลไปทำให้ไหม?”
“อืม” เขารับคำ ก่อนจะมองแผ่นหลังบางที่เดินนวยนาดไปยังห้องครัวที่อยู่ไม่ไกล อาจเพราะลึกๆ รู้ว่าเธอกำลังเสียใจอยู่ ร่างสูงใหญ่จึงเผลอเดินตาม พร้อมกับสวมกอดจากด้านหลังโดยไม่รู้ตัว เขาสัมผัสได้ถึงแผ่นหลังแข็งทื่อ แต่แล้วไงล่ะ
ผู้หญิงคนนี้คือของเขา เขาเป็นคนเก็บเธอมาจากข้างถนน ดังนั้นเขาจะทำอะไรย่อมได้!
เมื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของพลุกพล่าน จึงเผลออ้อนในทันที
“คุณอยากกินไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่เยอะๆ” พูดพร้อมกับใช้สันจมูกฝังลงไหล่บาง
กลิ่นหอมแบบที่เขาชอบเบาบางชวนให้สบายใจ
นวลเพ็ญพยักหน้าหงึกหงักรับคำอย่างว่าง่าย
สรรพนามเปลี่ยนไปพาคนตัวเล็กใจอ่อนยวบ
ก็แบบนี้ไง จะไม่ให้เธอหวั่นไหวได้เหรอ?
“ได้ค่ะ เดี๋ยวนวลทำให้ คุณเกลี้ยงไปนั่งรอก่อนเถอะค่ะ ในครัวมันร้อน”
“ขอกอดเมียหน่อยไม่ได้หรือไง? ไม่เจอกันตั้งหลายวัน”
“...”
“แถมเมียไม่ยอมโทรหาด้วย” ตัดพ้อหวังสาวเจ้าจะรีบเอาใจ ทว่าก็เป็นครั้งแรกอีกที่เจ้าหล่อนใช้ความนิ่งเป็นเครื่องมือ
ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ พาให้รณดิษไม่สบายใจอยู่บ้าง
“นวล”
“คะ?”
“ทำไม..เอ่อ” อยากถามเธอว่ากำลังงอนเขาอยู่ไหม? แต่อีโก้ในตัวก็ดันสูงกว่า ชายหนุ่มจึงเลือกจะคลายอ้อมกอดในทันที
“ช่างเถอะ คุณไปรอด้านนอกนะ”
“ค่ะ” เธอยังรับคำเสียงอ่อน
รณดิษขยับตัวไปนั่งตรงบาร์กลางห้อง หัวคิ้วขมวดยุ่ง อาจเพราะอยู่ในสายการเมืองมานานจึงติดอ่านสีหน้าคน มีบางอย่างในตัวนวลเพ็ญที่เปลี่ยนไป ทว่าพอเจ้าหล่อนส่งยิ้มหวานพร้อมกับถือจานเข้ามาชายหนุ่มก็ลืมความรู้สึกแปลกๆ เสียสนิท
“กินตอนร้อนๆ นะคะ” เธอพูดขณะวางจานบนโต๊ะ
รณดิษรับคำในลำคอ ดวงตาคมเฉียงขึ้นหลุบลงราวกับช่วงหลายวันมานี้ไม่ได้เกิดสงครามเย็นระหว่างกัน นวลเพ็ญเองก็ไม่ได้ซักอะไรเพิ่ม เธอเพียงแต่ยื่นน้ำเย็นมาให้
“แล้วนวลกินอะไรมาล่ะ” ถามขึ้นก่อนอย่างระมัดระวัง
ไม่ได้ตั้งใจง้อ ก็แค่ไม่ชอบบรรยากาศชวนอึดอัด..
“นวลทานก๋วยเตี๋ยวจากด้านนอกมาแล้วค่ะ” เธอพูดแล้วเงียบ พาให้คนอายุมากกว่าต่อบทสนทนาไม่ออก
ภายในห้องอาหารเล็กๆ ที่เคยอบอุ่นบัดนี้กลับกลายเป็นเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเขาไม่ชอบเลยจึงพยายามหาหัวข้อสนทนาใหม่
“แล้วคุณยายเป็นยังไงบ้าง?” น้ำเสียงอ่อนโยนกึ่งปลอบประโลมส่งผลให้หญิงสาวน้ำตารื้น
“คุณหมอบอกให้เตรียมใจค่ะ”
“นวลอย่าคิดมากนะ คุณเป็นกำลังใจให้”
“ขอบคุณนะคะคุณเกลี้ยง” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุภาพแกมมีระยะห่าง พาให้ชายหนุ่มถึงกับขมวดคิ้วยุ่ง
เหมือนเจ้าหล่อนจะใช้วิธีเดียวกับเขา?
รณดิษเริ่มรู้สึกไม่พอใจชอบกล แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้พูดอะไร สายเรียกเข้าจากรักแรกก็ดังขึ้นเสียก่อน เขาเหลือบมองเมียเก็บด้วยเผลอเกรงใจเล็กน้อย ทว่าสีหน้าเจ้าหล่อนกลับดูว่างเปล่าจนเสี่ยเลี้ยงต้องเม้มปากแน่น
เออ..ดี
ตอนแรกตั้งใจว่าคืนนี้จะเอาใจเธอหน่อย แต่เมื่อเจ้าหล่อนไม่สนใจเขาก่อน ทำไมเขาต้องแคร์ด้วยล่ะ?
ดังนั้นเมื่อรับสายชายหนุ่มจึงตั้งใจกรอกเสียงอ่อนหวานเต็มที่
“ว่าไงครับเกด”
