บทที่ 9 บทที่8
เมื่อทำใจได้แล้วหญิงสาวก็ใช้เวลาไม่นานในการจัดการความเสียใจ เธอยังทำทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพิ่มเติมคือว่างเมื่อไรเธอก็คอยนั่งหางาน
ในหัวเริ่มคำนวณเงินเก็บ ถือว่าโชคดีตลอดระยะเวลาสี่ปีที่เป็นเด็กเสี่ยนอกจากรายจ่ายที่หมดไปกับน้องสาวต่างพ่อ และรายจ่ายเพื่อดูแลตนเองให้สมกับฐานะเมียเก็บของท่านรัฐมนตรี เรื่องอื่นๆ ล้วนแต่เป็นคุณเกลี้ยงที่จ่าย รวมถึงพวกเสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องเพชรที่เขาชอบซื้อให้
ดังนั้นในบัญชีของเธอเวลานี้จึงมีเงินถึงแปดหลัก ซึ่งดูเหมือนเยอะแต่ที่จริงแล้วถ้าไม่ประหยัดก็คงหมดลงอย่างง่ายดาย นวลเพ็ญเริ่มวางแผนชีวิตหลายอย่าง แม้หัวใจจะปวดหน่วงมากก็ตาม
เป็นเวลาหลายวันที่รณดิษไม่ได้กลับห้อง และไม่ได้แม้แต่โทรหาหรือส่งข้อความหากัน ท่านรัฐมนตรีหนุ่มเองก็คิดไม่ถึงว่าเด็กเลี้ยงจะใจแข็งขนาดนั้น
เธอกำลังงอนเขาอยู่เหรอ?
ช่างกล้า
เธอมีสิทธิ์อะไรมา ‘ไม่พอใจ’ เขา
รณดิษคิดอย่างหงุดหงิดใจ ดวงตาคมดำสนิทยังเขม่นมองโทรศัพท์ในมือไม่วางตา จนแขกผู้ไม่ได้รับเชิญที่กำลังถือถุงผ้าใส่อาหารจากร้านเหลาชื่อดังถึงกับต้องทัก
“เกลี้ยงกำลังรอสายสำคัญเหรอคะ?”
“เปล่า” เขารีบปฏิเสธติดจะรำคาญเล็กน้อย
ใครจะรอสายผู้หญิงคนนั้นกันล่ะ..
“แล้วนี่ เกดมาได้ไง”เปลี่ยนเรื่อง พร้อมกับส่งยิ้มสุภาพไปให้ แกมแปลกใจเล็กน้อยว่าเลขาหน้าห้องถึงปล่อยเจ้าหล่อนเข้ามาห้องทำงานง่ายๆ
การะเกดได้ทีจึงถือวิสาสะเดินไปยังโต๊ะรับแขก ก่อนจะวางอาหารหรูจากร้านเหลาชื่อดังบนนั้น
“เกดแค่จะมาชวนเกลี้ยงทานข้าวกลางวันค่ะ”
“…”
“หรือเกลี้ยงมีนัดที่อื่น?” คนหน้าสวยเริ่มลังเล เมื่อเห็นเขาเงียบไป
น่าแปลก หลังจากที่เรากลับมาเจอกันใหม่ เธอเริ่มอ่านสีหน้าเขาไม่ออก
จริงอยู่รณดิษยังเอียงอ่อนผ่อนตามเธอ แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกเหมือนมีอะไรมา ‘กั้น’ ก็ยังคงเข้มข้นรุนแรง
หญิงสาวพยายามกดความรู้สึกไม่สบายใจลงไป คิดเพียงแต่ว่าส่วนหนึ่งคงมาจากบาดแผลที่เธอเคยทรยศเขา และเมื่อเขาตอบรับว่าจะกินข้าวด้วย การะเกดจึงหลุดยิ้ม ก่อนที่จะปัดความคิดแย่ๆ ออกจากหัว
เธอกุลกุจอไปที่ห้องติดกัน พลางหยิบจานช้อนส้อมที่จำเป็นออกมา แต่ก็ต้องชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นเขายังคงนั่งนิ่งแตกต่างจากรณดิษในอดีตที่จะกุลีกุจอช่วยเหลือทันที
พฤติกรรมที่เหมือนบางช่วงจะเอาใจ แต่บางช่วงกลับเย็นชากลับเป็นตัวกระตุ้นสัญชาตญาณ ‘อยากเอาชนะ’ โดยไม่รู้ตัว เธอไม่เชื่อหรอกว่าคนที่รักกันมาเกือบตลอดทั้งชีวิตจะไม่เหลือเยื่อใยอะไรดีๆ หลงเหลือไว้เลย
ทว่าการะเกดกลับลืมไปว่าตอนที่ตนทรยศคนรัก..ตัวเธอเองก็ไร้เยื่อใยไม่ต่างกัน
“เกลี้ยงคะ มาทานข้าวกันค่ะ” คนหน้าสวยเอ่ยเอาใจเมื่ออาหารถูกจัดเรียงไว้จนเรียบร้อย
รณดิษยิ้มรับสุภาพ ก่อนจะหย่อนก้นลงบนโซฟาตัวตรงข้าม ดวงตาคมกวาดมองบรรดาอาหารที่เธอนำมาแล้วชะงักไป
“เกดจำได้ว่าเกลี้ยงชอบอาหารเสฉวน” เธอพูดอย่างเอาใจ พลางแกะตะเกียบส่งมาให้เขา
“อืม ใช่อดีตเราเคยชอบ แต่ปัจจุบันเราไม่ชอบแล้ว” เขาขัดเสียงเรียบ พาให้แขกผู้ไม่รับเชิญหน้าเสียไปครู่
“ทำไมล่ะคะ เกดไม่เข้าใจ..สมัยเรียนเราก็ไปกินกันแถวร้านข้างมหา’ ลัยบ่อยๆ เกลี้ยงจำไม่ได้แล้วเหรอคะ?”
“…”
“หรือเกลี้ยงไม่ชอบอาหารเสฉวนเพราะเกด” ตัดพ้อต่อว่าพร้อมกับช้อนตาอย่างน่าสงสาร หวังเพียงให้อดีตคนรักเห็นใจ ลึกๆ ยังภูมิใจว่าตนยังมีอิทธิพลกับเขาอยู่ ทว่าคำพูดกลั้วหัวเราะของรณดิษกลับดับฝันเธอก่อน
“เปล่า เกดอาจจะไม่รู้ว่า เราเป็นโรคกระเพาะ คุณหมอไม่ให้กินรสจัด” ที่สำคัญในอดีตที่ตามเธอไปกินร้านอาหารจีนดังๆ ก็เพราะเธอชอบ แล้วเขาไม่อยากขัดบวกกับนิสัยการกินอะไรก็ได้
“เอ่อ...เกดขอโทษค่ะ เกดไม่รู้”
“อืม ไม่เป็นไร เกดครับ เราพึ่งคิดได้ว่าบ่ายมีธุระ ยังไงเดี๋ยวเราขอตัวก่อนนะ” ตัดบทดื้อๆ ด้วยเห็นอาหารเต็มโต๊ะแล้วคิดถึงเมียเก็บที่ห้อง เวลานี้เจ้าหล่อนคงกำลังแง่งอนหวังให้เขาไปง้ออยู่เป็นแน่ จากไม่คิดจะง้อก็เปลี่ยนใจจะไปง้อซะอย่างงั้น
ไม่สิ..ไม่ใช่ง้อ เขาแค่อยากไปหาข้าวกิน!!
