บทที่ 10 อีเพิ้งนี่ใคร?
"ไซซ์ XXL?! นี่เขาเป็นขุนพลจางเฟยกลับชาติมาเกิดหรือไงวะเนี่ย"
ฉันยืนมองตัวเองในกระจกห้องน้ำหรูหราด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา สภาพของฉันตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับ 'ถุงขยะเดินได้' เลยสักนิด
เสื้อฮู้ดดี้สีเทาเข้มยี่ห้อดัง (ที่ฉันอ่านชื่อไม่ออกแต่รู้ว่าแพงระยับ) ตัวใหญ่โคร่งจนชายเสื้อยาวลงมาคลุมถึงหน้าขา แขนเสื้อยาวเฟื้อยจนต้องพับขึ้นสามทบถึงจะเห็นปลายนิ้ว ส่วนกางเกงวอร์มขายาวสีดำที่เขาโยนมาให้นั้นยิ่งแล้วใหญ่ เอวมันหลวมโพรกจนฉันสามารถยัดแมวเข้าไปได้อีกตัวสบาย ๆ
'เชือกผูกเอวหายไปไหนวะ? กางเกงราคาแพงขนาดนี้ไม่มีเชือกผูกเหรอ? หรือดีไซเนอร์เขาตั้งใจออกแบบมาให้คนใส่ต้องคอยจับกางเกงไว้ตลอดเวลาเพื่อความเก๋?'
ฉันบ่นอุบในใจพลางใช้มือข้างหนึ่งกำขอบกางเกงไว้แน่นกันหลุด ส่วนอีกมือก็จัดทรงฮู้ดให้คลุมหัวปิดหน้าปิดตาให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้
เอาวะ! อย่างน้อยมันก็ดีกว่าใส่เสื้อเชิ้ตตัวเดียวเดินโทง ๆ ลงไปให้ รปภ. หิ้วปีกแน่ ๆ สภาพแบบนี้ถึงจะดูเหมือนคนจรจัดไปหน่อย แต่ก็น่าจะพอถูไถว่าเป็นแฟชั่นแนว Street Style ของพวกศิลปินติสท์แตกได้บ้างแหละมั้ง
ฉันสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า เปิดประตูห้องน้ำและแง้มประตูห้องทำงานท่านประธานออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
โถงทางเดินปูพรมแดงยาวเหยียดที่เคยดูหรูหราไฮโซ ตอนนี้กลับดูยาวไกลและน่ากลัวราวกับเส้นทางสู่ลานประหาร บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง แต่ฉันรู้ดีว่านี่คือความสงบก่อนพายุจะเข้า เพราะอีกไม่กี่นาที กองทัพพนักงานบริษัท Gu Technology ผู้ขยันขันแข็งจะเริ่มทยอยกันมาตอกบัตรเข้างาน
'ไป! วิ่งเลยซูเมิ่ง วิ่งให้ไวกว่านักวิ่งลมกรดทีมชาติ'
สมองสั่งการให้วิ่ง แต่ร่างกายท่อนล่างกลับประท้วงหยุดงานทันทีที่ก้าวเท้าก้าวแรก
"อูย... ซี๊ด..."
ความเจ็บร้าวระบมที่จุดกึ่งกลางกายและต้นขาด้านในแล่นปราดขึ้นมาจนฉันต้องสูดปาก ขาสั่นระริกไม่สามารถหุบเข้าหากันได้สนิทเพราะความบวมช้ำจากการ 'ใช้งานหนัก' เมื่อคืน ทำให้ท่าเดินของฉันออกมาดูพิลึกกึกกือสุด ๆ
กางขาเล็กน้อย... ย่อตัวนิด ๆ... เดินเตาะแตะ ๆ...
'ชัดเลย... ท่าเดินเพนกวินท้องเสีย'
ฉันกัดฟันฝืนสังขาร ลากขากางเกงยาวลากพื้น (พับแล้วก็ยังยาว) เดินดุ่ม ๆ ไปตามทางเดิน มือข้างหนึ่งกำกางเกง มืออีกข้างปัดป่ายไปตามผนังเพื่อพยุงตัว
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นจากมุมไกล ๆ ทำเอาฉันสะดุ้งเฮือกจนตัวลอย รีบกระโดดหลบวูบเข้าไปหลังกระถางต้นไม้ปลอมใบยักษ์ทันที หัวใจเต้นรัวเร็วเหมือนกลองศึก
ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นแม่บ้านกะเช้าที่กำลังเข็นรถทำความสะอาดออกมา ป้าแกเดินผ่านจุดที่ฉันซ่อนอยู่ไปอย่างเชื่องช้า... ฉันกลั้นหายใจจนหน้าเขียว ได้กลิ่นน้ำยาถูพื้นโชยมาเตะจมูก
'รอด... เกือบไปแล้ว'
พอทางสะดวก ฉันรีบพุ่งตัวออกจากที่ซ่อน ตรงดิ่งไปที่ลิฟต์ผู้บริหารที่อยู่สุดทางเดิน นิ้วสั่น ๆ รัวกดปุ่มเรียกลิฟต์ยิก ๆ ภาวนาให้มันมาถึงเร็ว ๆ ก่อนที่ฉันจะหัวใจวายตาย
ประตูลิฟต์สีเงินวาววับเปิดออก ฉันรีบแทรกตัวเข้าไปแล้วกดปิดทันที
"เฮ้อ..."
ฉันพิงผนังลิฟต์อย่างหมดแรง นึกว่ารอดแล้ว แต่ทว่า... สวรรค์คงเห็นว่าชีวิตฉันยังบันเทิงไม่พอ
ติ๊ง!
ลิฟต์เจ้ากรรมดันหยุดจอดที่ชั้นรองลงมา
ประตูเปิดออกกว้าง เผยให้เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์สามคนในชุดสูท Armani ตัดเย็บเนี้ยบกริบ ทรงผมเซตเป๊ะปัง ถือ iPad Pro รุ่นล่าสุด กำลังคุยกันเรื่องดัชนีหุ้นดาวโจนส์ด้วยศัพท์แสงที่ฟังแล้วปวดหัว
พวกเขาก้าวเข้ามาในลิฟต์พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่หอมฟุ้งจนฉุนกึก
ฉันรีบถอยกรูดไปยืนมุมสุดของลิฟต์ ก้มหน้าซุกฮู้ดจนคางแทบชิดอก พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเหมือนฝุ่นละอองเกาะอยู่ตามผนัง
หนึ่งในผู้บริหารหนุ่มหันมามองฉันด้วยหางตา สายตาของเขากวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า จากฮู้ดดี้ตัวโคร่งที่ดูเหมือนถุงดำ ไปจนถึงกางเกงวอร์มกองอยู่กับพื้น และรองเท้าสลิปเปอร์ที่ฉันลืมเปลี่ยน
สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามว่า 'อีเพิงนี่ใคร? หลุดมาจากกองขยะไหน?'
ฉันเห็นเขาย่นจมูกเล็กน้อย เหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง... กลิ่นสบู่ผู้ชาย กลิ่นเหงื่อจาง ๆ และกลิ่นอายแปลกปลอมแผ่ออกมาจากตัวฉัน มันช่างขัดแย้งกับความหรูหราในลิฟต์นี้อย่างสิ้นเชิง
'อย่ามองนะเว้ย ฉันไม่ใช่ขอทาน ฉันเป็น... เอ่อนั่นแหละ... เป็นผู้ประสบภัยทางเพศ'
ฉันกลั้นหายใจนิ่ง จนกระทั่งลิฟต์เดินทางมาถึงชั้นล็อบบี้
ทันทีที่ประตูเปิดออก ฉันไม่รอให้พวกผู้บริหารเดินออกไปก่อน ฉันอาศัยจังหวะเผลอ แทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างพวกเขาแล้วพุ่งตัวออกไปทันที
แต่ด้วยความรีบร้อน... มือกำขอบกางเกงไว้เกิดคลายออกนิดหนึ่ง...
พรืด...
กางเกงวอร์มเจ้ากรรมร่วงพรวดลงมาเกือบถึงสะโพก ลมเย็น ๆ ปะทะเข้าที่หน้าท้องวูบใหญ่
"เฮ้ย!"
