บทที่ 2 1. ‘จูบ’ กับหมอ

อากาศตอนเช้าที่ขอนแก่นดีชะมัด...

ฉันยังนอนกอดหมอนข้างในผ้าห่มลายโดราเอมอนตัวการ์ตูนสุดโปรด

หมอนข้างมันเริ่มยวบไปตามกาลเวลา แต่กลิ่นยังหอมสะอาดเหมือนเดิม ไม่มีหรอกกลิ่นน้ำลายบูด เพราะแม่ซักให้ตลอด ขอบคุณนะคะคุณแม่สุดที่รักของพาย

“หาว~”

เสียงหาวของดังลั่นห้องแบบไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์ใคร ไม่สนอะไรทั้งนั้น ตามมาด้วยท่ายืดเส้นยืดสายแบบคนเพิ่งหลุดจากรังหมีฤดูหนาว

ผมฟูเป็นไม้กวาดแนบหน้าตาแทบไม่เปิด

แต่ไม่เป็นไรหรอกไม่มีใครเห็น

เพราะที่นี่ ‘ห้องนอนพาย’

พื้นที่ส่วนตัวที่จะทำอะไรก็ได้...

‘อะไรก็ได้’ ที่ว่าก็คือการ ‘ตด’

ก็แหม...

อย่ามาหัวเราะพายนะ

ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยตด?

ต่อให้เป็นนางงามก็ยังต้องมีมุมนี้บ้างล่ะน่า คิก คิก

หลังจากนอนหอพักแคบ ๆ ในกรุงเทพฯ มาหลายเดือน การได้ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์แบบนี้คือสวรรค์ของพาย

ฉันลุกขึ้น เดินไปเปิดหน้าต่าง แสงแดดเช้าสาดเข้ามา มันไม่แสบตา แต่ก็ต้องหรี่ตานิด ๆ

กลิ่นดินหลังฝนหลงฤดูเมื่อคืนลอยมาแตะจมูก

เสียงไก่ขัน เสียงแม่ตะโกนดุพ่อ ดุไอ้ด่าง เสียงอะไรหลายอย่างที่คุ้นเคย…ทั้งหมดรวมกันเป็นสิ่งที่คิดถึงแบบไม่รู้ตัว มีความสุขแบบอธิบายไม่ถูก

ฉันพิงหน้าต่าง กอดแขนตัวเองหลวม ๆ แสงแดดแตะผิวหน่อย ๆ ลมโชยมาก็รู้สึกดี

ริมฝีปากดันเผลอยกยิ้ม…ก่อนจะแตะมันเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว

เพราะเมื่อคืนฝันบ้า ๆ ฝันว่าตัวเอง ‘จูบ’ กับหมอ

หมอที่ตรวจเมื่อวันก่อน ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า เห็นแต่ตา...แต่ก็ดันเก็บไปฝันจนได้

ดวงตาเรียว คิ้วเข้ม เสียงทุ้ม ๆ พูดน้อยแต่จำแม่นโดยเฉพาะประโยคนั้น ที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมไปไหน

‘มดลูกน่าจะอักเสบ...ไปโดนของแข็งที่ไหนกระแทกมารึเปล่า’

ในฝัน เขาถอดแมสก์ออก แล้วโน้มหน้าเข้ามา…แล้วเราก็...

เพียะ!

“โอ๊ย” ฉันฟาดหน้าตัวเองแบบไม่แรงมาก

“ไม่ได้ชอบหมอสักหน่อย แค่ฝัน แค่ฝันเฉยเฉ๊ย!”

แล้วไอ้หัวใจไม่รักดีจะเต้นแรง...ทำไมวะ

ฉันเบะปากใส่กระจกเงาสีทองข้างโต๊ะเครื่องแป้ง หัวฟู ๆ สะท้อนอยู่ในนั้นเหมือนคนสติหลุด

“แล้วจะไปฝันถึงหมอคนนั้นทำไมเนี่ย!”

พูดเองด่าเองพลางสะบัดหัว ไล่ภาพในฝันให้หลุดแต่ไม่หลุด

น่าหงุดหงิดแต่เช้า หงุดหงิดตัวเองนี่แหละที่ดันทะลึ่งฝันอะไรบ้า ๆ แบบนั้น

ฉันรีบคว้าเสื้อยืดสีขาว กับเอื้อมยีนขาสั้น แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำเมื่อนึกขึ้นได้ว่าต้องไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

ก่อนที่แม่ใหญ่พิมพ์คนสวยจะกลายร่างเป็นนางผีเสื้อสมุทรเพราะแม่น่ะ ถึงจะใจดี แต่ถ้าใครไม่ได้ดั้งใจ แม่จะเข้าสู่โหมดโหด

น่ากลัวแค่ไหนไม่รู้…ขนาด ‘อดีตกำนันเพลิง’ ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร ยังต้องสยบให้แม่ใหญ่พิมพ์!...

ฉันขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งออกจากบ้าน โดยมีแม่ใหญ่พิมพ์คนสวยซ้อนท้าย แม่จัดเต็มทั้งเสื้อคลุมแขนยาว ผ้ากันแดด ผ้าปิดจมูก ดูทรงแล้วเหมือนจะไปลุยฝุ่นหน้าแล้ง...ทั้งที่จริง ๆ อากาศเช้านี้ดีสุดขีด

“จับแน่น ๆ เด้อแม่ เดี๋ยวเค้าจะพาซิ่ง!” (จับแน่น ๆ นะแม่ เดี๋ยวหนูจะพาแว้น!)

ฉันหันไปยิ้มกวน พร้อมกระตุกคันเร่งเบา ๆ ยังไม่ทันได้เร่งจริงจัง แม่ก็ฟาดคำดุใส่ทันที

“ซิ่งพ่อเจ้าสิ! ขี่เบา ๆ แนเด้อ อย่าฟ้าว ๆ เดี๋ยวได้ไปนอนโรงพยาบาลแทนไปอบรม!”(อย่าขี่เร็วสิลูก! เดี๋ยวจะได้ไปนอนโรงพยาบาลแทนไปอบรมหรอก!)

“จ้า~” ฉันลากเสียงยาวแบบยอมจำนน แต่พอพ้นประตูบ้านเท่านั้นแหละ...คันเร่งในมือมันก็ขยับเองโดยไม่รอสมองสั่ง

แม่จับเอวฉันแน่นราวกับกำลังโหนสลิง “พาย! บอกให้ขี่เบา ๆ คือบ่ฟังกันเลยเนอะ!”(พาย! แม่บอกให้ขี่เบา ๆ ทำไมถึงไม่ฟังแม่เลย หา!)

“ขี่เบาแล้วแม่ ขี่เหมือนคนมีแฟนเลย ค่อย ๆ ไป กลัวแฟนนั่งซ้อนจะหล่นลงข้างทาง~”

ฉันหันมายิ้มหวานปนแกล้ง ก่อนจะโดนดีดหลังเป๊าะเต็มแรง

“หย่างปากดีแท้! อย่าให้รู้นะว่ามีแฟนแล้วบ่บอกแม่”(ปากดีจริง ๆ เลย! อย่าให้รู้นะว่ามีแฟนแล้วไม่บอกแม่!)

“โหย…บ่มีดอกแม่ ขี่ฮ้ายกะด้อไผสิมามัก” (โอ๊ยไม่มีหรอกแม่ ขี้เหร่แบบนี้ใครจะมาชอบ)

แม่หัวเราะในลำคอแบบไม่เชื่อเต็มร้อย แต่ก็ไม่ซักอะไรต่อลมตอนเช้าตีแก้มเบา ๆ จนเย็นวาบ ทำให้รู้สึกสดชื่น และมีความสุขทุกครั้ง ที่ได้พาแม่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนด้วยกันแบบนี้

เป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ไม่เคยรู้สึกเบื่อ บ้านคือที่ที่ได้เป็นตัวเองแบบเต็มร้อยจริง ๆ ความสุขที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ปลายทางของเราคือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่คุ้นเคย แม่มีอบรมอะไรสักอย่างเกี่ยวกับวันสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ท่านเคยบอกไว้แล้วแหละ...

แต่ฉันมันพวกสมองปลาทอง จำไม่ได้หรอก รู้แค่ว่าวันนี้ต้องทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้หัวหน้า อ.ส.ม. อย่างแม่ใหญ่พิมพ์...

ล้อมอเตอร์ไซค์จอดสนิทตรงลานหน้า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหว้า

ป้ายผ้าไวนิลขนาดใหญ่ติดอยู่ด้านหน้าเขียนว่า

‘สงกรานต์ปลอดภัย งดใช้แป้ง งดเล่นน้ำแรง ๆ และงดใช้น้ำสกปรก’

‘ด้วยรักและห่วงใยจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหว้า’

ฟอนต์โค้ง ๆ มีรูปคนยิ้มถือขันน้ำประกอบอย่างน่ารัก

ฉันหรี่ตามองมันนิดหน่อยแล้วพึมพำกับตัวเอง

“แป้งก็ไม่ได้ น้ำก็ต้องสะอาด… แล้วจะเหลืออะไรให้เล่นมั่งเนี่ย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป