บทที่ 6 ไม่ใช่แฟน…แต่หมอ ไม่ปฏิเสธ
“บ่เด้อตา! บ่แม่น! หมอแค่…แค่หมอฝึกงานเฉย ๆ จ้า” (ไม่ใช่นะตา! ไม่ใช่! หมอแค่... แค่เป็นหมอฝึกงานเฉย ๆ จ้ะ)
ฉันรีบพูดแทรกเสียงสูง หน้าร้อนวูบเหมือนโดนเตาเผา มือไม้เก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน
“แม่นบ้อ?” (แน่เหรอ?)
คุณตายิ้มตาหยี เหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง
“แม่นจ้า แม่นแน่นอน” (ใช่จ้ะ ใช่แน่นอน)
ฉันรีบยืนยันพร้อมพยักหน้าแรง ๆ แต่ในขณะที่ฉันแทบจะเอาหัวชนพื้น ย้ำว่าไม่ใช่…
หมอเวย์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับเงียบสนิท
…ไม่ได้ปฏิเสธ
…ไม่ได้แก้ข่าว
…ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามอง ให้ตายเหอะหมอ!
คนเขาเข้าใจผิดขนาดนี้ ยังจะนิ่งเป็นรูปปั้น! ไม่คิดจะพูดอะไรเลยเหรอ!
ฉันหันขวับไปมองเขาแบบอยากจะเขย่าคอเสื้อให้พูดอะไรสักอย่าง แล้วก็ยื่นมือสะกิดแขนเขาเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเครียดใส่
“หมอ...พูดอะไรหน่อยสิ แก้ข่าวไง! ‘ปฏิเสธ’ น่ะ เคยได้ยินมั้ย?”
...แต่หมอกลับไม่พูดอะไร
หางคิ้วข้างหนึ่งกระตุกขึ้นเหมือนจะ... ขำ
โอ๊ย! ไอ้หมอบ้า!
แกล้งใช่มั้ย! กวนประสาทเหรอ แทนที่จะช่วยฉันออกจากสถานการณ์น่าอายระดับชาติ เขากลับ
“มาครับ ผมล้างแผลให้”
เสียงทุ้มพูดขึ้น ขณะเปิดกระเป๋าอุปกรณ์การแพทย์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันอึ้ง...นิ่งไปสิบวิ
อิหยังของหมอวะ!
นี่มันเรื่องบ้าอะไร...อยู่ดี ๆ ก็โดนจับคู่ แล้วคนที่ควรจะพูดว่า ‘ไม่ใช่ครับ’ กลับเงียบ!
ทำหน้าตาเฉยไม่สะทกสะท้าน!
ฉันได้แต่ยืนกำชายเสื้อแน่น หน้าร้อนจนอยากมุดแผ่นดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
หมอเวย์คุกเข่าลงช้า ๆ ข้างคุณตา มือเรียวหยิบผ้าก๊อซและอุปกรณ์ทำแผลขึ้นมาจัดเตรียมอย่างเป็นระเบียบ ขณะเดียวกันฉันก็ย่อตัวลงนั่งใกล้ ๆ ทำหน้าที่ผู้ช่วยส่งของไปให้ตามที่เขาบอก
“ครั้งหน้าขับรถระวังหน่อยนะครับคุณตา” หมอพูดเสียงนุ่ม ไม่ได้ดุแต่ก็ไม่เบาเกินจะได้ยิน
“เออ ๆ ตาถนัดแต่รถซาเล้ง รถมอเตอร์ไซค์มันบ่แม่นทางของคนเฒ่าเนอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” (เออ ๆ ต่อไปตาจะขับแต่รถซาเล้งแล้วล่ะ รถมอเตอร์ไซค์มันไม่เหมาะกับคนแก่แบบตาหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า) คุณตาหัวเราะเบา ๆ รับคำด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
ฉันนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ แล้วก็…
เผลอจ้องหน้าหมออีกจนได้
ไม่รู้ทำไม ถึงได้คุ้นสายตาคู่ตรงหน้าเหลือเกิน…ใต้กรอบแว่นที่เขาสวม เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก
ฉันเพ่งมองเข้าไปลึกขึ้น ลึกขึ้นอีกนิด ราวกับจะค้นคำตอบจากดวงตาคู่นั้น
แล้วทันใดนั้นเอง…
“จ้องทำไมครับ น้องพาย”
ฉันสะดุ้งหลุดจากภวังค์ทันทีเมื่อหมอหันมาสบตา ราวกับเขาอ่านใจออก
“ปะ…เปล่าสักหน่อย ใครจ้องหมอกันล่ะ” ฉันเบือนหน้าไปทางอื่นทันที พลางยกมือกอดอกกลบเกลื่อน “เค้าดูแผลคุณตาต่างหาก กลัวหมอทำแผลไม่สะอาด ก็เลยต้องจับตาดู…ไม่ได้จ้องหมอสักหน่อย อย่าหลงตัวเองมากนักค่ะ”
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ
มีแค่เสียงหัวเราะในลำคอ กับส่ายหน้าเล็กน้อย แบบคนที่กำลังสนุกอยู่เงียบ ๆ
หมอยังคงทำแผลต่ออย่างใจเย็น พันผ้าก๊อซอย่างคล่องมือ ก่อนจะพูดกับคุณตา
“ต้องล้างแผลทุกวันนะครับ ถ้ามีเลือดซึมหรือเจ็บให้รีบไปหาหมอทันที”
“ขอบใจหลายเด้อหมอ หล่อกะหล่อ ใจกะดีอีกต่างหาก” (ขอบคุณมากนะหมอ หล่อก็หล่อ ใจก็ดีอีกด้วย) คุณตายิ้มพอใจ
ฉันเบือนหน้าหนีอีกครั้ง…คราวนี้ไม่ใช่เขิน แต่เพราะรำคาญใจตัวเอง ที่เผลอมองเขาบ่อยเกินไป
หลังจากทำแผลให้คุณตาเสร็จได้เวลากลับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสักที เบื่อหมอเวย์เต็มที
ฉันยืนกอดอกอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหงื่อซึมแผ่นหลังนิด ๆ เพราะแดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หมอเวย์เดินตามมาหลังจากจัดของใส่กล่องปฐมพยาบาลเรียบร้อย ร่างสูงหยุดยืนตรงหน้า ยื่นมือมาหยิบกุญแจรถจากฉันหน้าตาเฉย
“เดี๋ยวขับเอง”
ฉันเลิกคิ้วใส่แบบไม่ไว้ใจ “ขับเป็นเหรอคะ?”
“ซ้อนท้ายดูก็รู้” เขาพูดพร้อมปรายตามองฉันนิด ๆ แววตาเจ้าเล่ห์ร้ายลึกซ่อนอยู่ใต้กรอบแว่น
พูดจบก็ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเล็กด้วยท่าทีสบาย ก่อนจะตบท้ายเบาะหลังเบา ๆ สองที น้ำเสียงกับท่าทางสบาย ๆ นั่นเหมือนจงใจยั่วให้หงุดหงิดเข้าเส้น
“จะยืนอีกนานมั้ย?”
โอ๊ย...หมออะไร น่าหมั่นไส้สุดชีวิต!
ฉันเบะปากใส่เขาอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะยอมขึ้นซ้อนท้ายอย่างเสียไม่ได้ มือวางไว้แค่ปลายเสื้อ ไม่แตะเนื้อต้องตัวด้วยซ้ำ
“จับไว้หน่อย”
“ไม่จำเป็น”
ฉันยังพูดไม่ทันจบ...
“ว้าย!”
เขาบิดคันเร่งกะทันหัน รถพุ่งออกตัวแบบไม่มีสัญญาณเตือน
มือฉันคว้าทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการคิด โอบรัดรอบเอวเขาแน่น จนหน้าชนกลางแผ่นหลัง
เสียงทุ้มลอดออกมาจากใต้หน้ากาก “นึกว่าแน่” เขาเอี่ยวหน้า หันมามองแวบเดียวด้วยหางตา เหมือนกำลังสนุกที่ได้แกล้ง
ฉันกัดฟันแน่น หน้าแดงทั้งจากแดด ทั้งจากหมอเวย์
“ก็แล้วหมอขับเร็วทำไม…”
เขาไม่ตอบ
แต่เหมือนจะขับช้าลงนิดหน่อย
ฉันค่อย ๆ ปล่อยกอด เปลี่ยนมาจับชายเสื้อเขาแทน หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย แบบไม่มีเหตุผล
เพราะเอาเข้าจริง...ไม่รู้จะหงุดหงิดกับอะไรดี
ระหว่างหมอเวย์ กับตัวเองที่ตกใจจน ‘กอดเขา’
