บทที่ 9 ผู้ชายในคืนนั้น
หมอเวย์ พาริส ภูศิระเวชน์
อยู่ในชุดธรรมดาแสนเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบสะอาดที่เข้ารูปกับตัวแบบเป๊ะทุกมุม
กระดุมเม็ดบนปลดลงเผยลำคอ ไหปลาร้า และช่วงไหล่ที่ตั้งตรงราวกับถูกปั้นมา เนื้อผ้าแนบไปกับสัดส่วน ไหล่กว้าง คอแน่น หน้าอกขยายรับกับสาบเสื้อที่ปล่อยลงอย่างพอดี
ผมดำสนิทด้านข้าง undercut เรียบเฉียบ ข้างบนเสยเปิดหน้าผาก ลมบ่ายพัดผ่านเบา ๆ ทำให้มันพลิ้วแบบพระเอกโฆษณา
แต่เขาไม่ใช่พระเอกโฆษณา...เขาเป็นหมอที่ดูเหมือนหลุดมาจากโลกอีกใบ
ผิวขาวเนียนเหมือนไม่เคยสัมผัสแดด ออกไปทางขาวอมชมพูนิด ๆ แบบคนที่ดูแลตัวเองดีจนน่าอิจฉา
ใบหน้าคมจัด คิ้วเข้มเรียงเป็นเส้น เส้นสายจมูกโด่งแต่ปลายโค้งนิด ๆ พอดีแบบที่มองแล้วต้องกลืนน้ำลาย
กรอบแว่นเงินทรงเหลี่ยมวางบนสันจมูก มันไม่บดบังความหล่อของเขาแม้แต่นิด ตรงกันข้าม มันทำให้เขาดูเป็นผู้ชายที่ฉลาด มีอำนาจ และอันตราย
เป็นแว่นที่ใส่แล้ว...ไม่ได้ทำให้ดูสุภาพ แต่ทำให้ดูเหมือนจะ ‘อ่านใจคนได้’ ทุกประโยคที่พูด
ดวงตาเรียวยาวมองนิ่ง ๆ แต่แฝงอะไรไว้ในทุกจังหวะที่กะพริบ ขนตาหนาเรียงเส้นชัดเจน ริมฝีปากบางสีชมพูจาง
บนหูมีต่างหูเงินเม็ดเล็กส่องแสงเงา ข้างลำคอมี ‘รอยสักรูปมงกุฎสีดำ’ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สร้อยเงินเส้นบางพาดกลางอก กับจี้ดีไซน์เฉพาะแบบที่ดูออกว่าแพง ไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา...แต่มันคือ ‘เอกลักษณ์’
เขาใส่เชิ้ตคู่กับกางเกงผ้าพับปลายและรองเท้าหนังสะอาดจัด
รวม ๆ แล้ว...
ดูเรียบ แต่โคตรคม เหมือนมีรังสีอะไรบางอย่างรอบตัวที่ทำให้ไม่สามารถละสายตาได้เลย
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก หน้าร้อนจัดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต รู้สึกเหมือนเลือดวิ่งขึ้นหน้าพร้อมกันในทีเดียว
ร้อนวูบวาบขึ้นหน้าทุกองศา
ไม่อยากเชื่อสายตา ว่าแล้วทำไมตอนอยู่ในห้องตรวจ สายตาคู่นั้นถึงคุ้นแปลก ๆ
เพราะเขา...
คือ ‘ผู้ชายในคืนนั้น’ คนที่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกาย
ฉันยืนนิ่ง จ้องเขาแน่นิ่งแบบตาไม่กะพริบ เหมือนภาพทั้งหมดมันพุ่งกลับมาในหัว ทั้งสัมผัส ทั้งเสียง ทั้งสายตา
และเขา...
ก็ยังคงยืนมองฉันแบบนั้น ไม่หลบ ไม่เลี่ยง
นิ่ง
ลึก...ลึกจนรู้ได้เลยว่าเขา ‘จำได้หมด’ ทุกอย่าง
“อ้อ ลืมแนะนำเลย…ไอ้เวย์เพื่อนสนิทพี่เอง” เสียงพี่แพทปลุกให้หลุดจากภวังค์
ฉันยืนนิ่งค้างยิ่งกว่าเดิม
เพื่อนสนิทพี่แพท...
หมอเวย์...คือเพื่อนพี่แพท
ไม่ใช่แค่หูอื้อ สมองดับไปครึ่งซีก เหมือนโดนฟ้าผ่าแล้วโดนรถไถตามซ้ำอีกที
ฉันมองหน้าพี่แพทแบบเบลอ ๆ ก่อนจะพูดต่อโดยไม่รู้เลยว่ากำลังประกาศวันสิ้นโลกให้น้องสาวได้รับรู้
“แล้วมันก็จะมาพักกับเราที่นี่จนกว่าจะกลับกรุงเทพ”
ติ๊ง! เสียงสติแตกดังขึ้นในหัว ขาเหมือนถูกตอกติดพื้น ในหัวมีเสียงไซเรนดังระงม
‘พักที่บ้าน... อยู่ด้วยกัน... อยู่ทุกวัน... จนกว่าจะกลับ...’
ขอบคุณค่ะ จองวัดไว้เลยก็แล้วกัน พายไม่รอดแน่นอน!
ฉันไม่ขยับ ไม่หายใจ ไม่กะพริบตา ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์ แต่ที่ต่างคือ ฉันไม่ได้กำลังเมตตาใคร ฉันกำลังจะเป็นลม
หูยังอื้อ ใจยังเต้นรัว และที่สำคัญ...ตาฉันยังจ้องอยู่ที่ ‘เขา’หมอเวย์ ยืนอยู่ตรงนั้น และจ้องกลับมา ริมฝีปากขยับขึ้นเล็กน้อยตรงมุม
...รอยยิ้มที่แค่กระตุกที่มุมปาก ไม่เต็มใบหน้า แต่กลับรุนแรงพอจะเตะหัวใจฉันให้สะดุดล้ม…รอยยิ้มที่ดู ‘เจ้าเล่ห์ฉิบหาย’
เหมือนเขากำลังจะบอกว่า...
‘ใช่…ฉันจำได้หมด และฉันก็ไม่ได้คิดจะลืมด้วย’
และยังมีอะไรบางอย่าง...ในแววตานั่น
ไม่ใช่แค่จำได้ แต่เหมือน ‘รอเล่นเกม’ ประสาทกับฉันชัด ๆ
แม้ภายนอกจะนิ่ง...แต่ข้างในมันร้อนฉ่า แม่เลยหันมามองอย่างสงสัย แม่ใหญ่พิมพ์เดินเข้ามาใกล้ สะกิดแขนเบา ๆ “พาย เป็นหยังลูก?”(พายเป็นอะไรลูก)
ฉันหันไปมองช้า ๆ ก่อนจะส่ายหน้าอ่อนแรง
“บ่เป็นหยัง...พายโอเค...” (ไม่เป็นอะไร...พายโอเค)
...โอเคเหรอ?
บ้าบอ!
ไม่โอเคเลยสักนิด!
ไม่โอเคโว้ย!
‘นี่มันบ้านฉันนะ…แล้วทำไมอยู่ดี ๆ ฉันต้องเป็นฝ่ายหนี?’
‘เขาจะเดินผ่านห้องฉันมั้ย?’
‘เขาจะ…นอนข้างห้องฉันรึเปล่า?’
ในใจกรี๊ดเสียงแหลมราวกับโดนจับเทลงบ่อปลาไหลไฟฟ้า สวรรค์ทำไมใจร้ายกับพาย ทำไมต้องให้หมอเวย์มาพักที่บ้านพาย
แทบร้องไห้ แต่ร่างกายมันทำได้แค่ยืนยิ้มแห้ง ๆ แล้วกลืนน้ำลายเหนียวลงคอไปอย่างฝืนใจ
มันเรื่องอะไรกันเนี่ย...
หลังจากข่าวช็อกโลกหมอเวย์จะอยู่บ้านจนกว่าจะฝึกงานจบและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขายังตราตรึงอยู่ในหัวไม่เลิก ฉันก็ยังยืนนิ่งเหมือนโดนแช่แข็งไปอีกพักใหญ่
แต่จังหวะ ‘นรกจัดให้’ มันยังไม่จบแค่นั้น...
แม่ใหญ่พิมพ์เดินวนออกมาหน้าบ้าน ถือกระเป๋าผ้าใบใหญ่ไปวางท้ายรถกระบะ ตามมาด้วยพี่แพทที่เดินตามมาติด ๆ ส่วนพ่อ...ก็อุ้มไก่ไอ้โต้งหนีบปีกขึ้นท้ายรถอีกคัน
ฉันยืนงง ยืนเหวอ ยืนทำตาปริบ ๆ
แม่หันกลับมา แล้วก็พูดขึ้นเสียงดังฟังชัด ก่อนจะขึ้นรถไปกับพี่แพท
“พาย จัดห้องให้หมอเวย์แนเด้อ ห้องตรงข้ามห้องเจ้านั่นแหล่ว~” (พายจัดห้องให้หมอเวย์หน่อยนะ ห้องตรงข้ามห้องพายนั่นแหละ)
โอ๊ย สวรรค์บ่มีจริงแน่ ๆ มื้อนี้ อีพายอยากกัดลิ้นตัวตาย!
ฉันกลืนน้ำลายดัง กึ่บ! ตาเหลือบมองหมอเวย์ที่ยังยืนอยู่ข้าง ๆ แบบไม่มีท่าทีจะเกรงใจใคร ส่วนแม่กับพี่แพทก็ยิ้มหน้าบานก่อนขับรถออกไปอย่างมีความสุข ทิ้งฉันไว้กับ...
‘ผู้ชายในคืนนั้น’ ที่กำลังจะนอนบ้านฉันในคืนนี้
ฉันยืนมองฝุ่นจากล้อรถจางไปในอากาศ แล้วค่อย ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ เอาน่า...ลืมมันไปพาย แค่ไม่พูดถึง...ทุกอย่างก็จบ
สะบัดหน้าสองสามที ก่อนจะทำหน้ามึนเดินขึ้นบ้านไปจัดห้องรับแขกที่แม่ตั้งใจให้เป็นห้องพัก ‘หมอเวย์’
พอเปิดประตูห้อง ฉันก็เริ่มจัดที่นอน กางผ้าปู เตรียมหมอนให้ตามสเต็ปแบบรีบทำรีบเสร็จ
แต่แล้ว... เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็เดินตามเข้ามาในห้อง
ฉันเงยหน้าหันขวับแทบหลุด
“แล้วหมอจะตามเค้ามาทำไม! ไปรอข้างนอกเลย เค้าจัดห้องให้เฉย ๆ ไม่ได้ชวนเข้าห้อง!”
น้ำเสียงฉันขึ้นจมูกนิด ๆ ตาขวาง คิ้วขมวด และมือข้างหนึ่งเท้าเอวแบบคนพยายามไม่สั่น
หมอเวย์มองฉันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะพูดเสียงต่ำ
“ก็นึกว่าอยากให้ตามมา...เห็นจ้องตาไม่กะพริบขนาดนั้น”
‘พายจะตาย... ตายคาเสื่อ ตายคาห้อง ตายคาสายตาอิหมอนี่แน่ ๆ!’
อิพ่ออิแม่อิพี่จ๋า...กลับมาเดี๋ยวนี้เลย ลูกจะตายแล้ว ทำไมทุกคนต้องทิ้งพายให้อยู่กับไอ้หมอเวย์คนนี้ด้วย!!
