บทที่ 2 2
“อย่าบอกนะว่าอีพี่หมื่นของแก ยังไม่พาแกไปรู้จักกับที่บ้านเขาเลยสักครั้ง”
มุกดาถึงกับยกมือก่ายหน้าผากหลังจากรับบทเป็นที่ปรึกษาเรื่องราวความรักของเพื่อน
“เขาบอกว่าพ่อกับแม่อยากมีหลานเร็วๆ ถ้าพาไปเจอที่บ้านคงกำหนดหาฤกษ์แต่งงานภายในหนึ่งปี ฉันกับคุณหมื่นคุยเรื่องนี้กันแล้ว เราตกลงกันว่ายังไม่อยากแต่งงานอะ อย่างน้อยๆ ก็ให้ผ่านสองสามปีนี้ไปก่อน”
ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้แสนรักไม่เคยพูดกับชานนท์ แต่ทุกครั้งที่เอ่ยถึงเขาก็มักจะตัดบทไปดื้อๆ
“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ” จากประสบการณ์ที่มุกดาเคยคบกับผู้ชายระยำมาก่อน บอกตามตรงว่าคนตอแหลมันเยอะ
“แกแน่ใจแล้วใช่ปะว่าเขาพูดจริง ไม่ใช่ว่าซ่อนโลกอีกใบไว้”
แสนรักนิ่งไปพักหนึ่งกับประโยคแทงใจดำ ฟังดูอาจเป็นคำพูดรุนแรงแต่เพราะคนตรงหน้าคือมุกดา ถ้าเป็นคนอื่นเธอคงไม่ปล่อยให้พ่นคำพูดแบบนี้ใส่หน้ากันหรอก
“ไม่แน่ใจหรอก” หญิงสาวยิ้มเยาะ “บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าหรือจริงๆ ฉันคือโลกที่เขาซ่อนไว้วะ”
พอเห็นสีหน้าเศร้าหมองของเพื่อนแล้วมุกดาก็ได้แต่ถอนหายใจ อุตส่าห์ดีใจกับมันที่เจอความรักดี ผู้ชายที่ปกป้องดูแลมันได้ คบกันมาตั้งหลายปีไม่รู้ทำไมเริ่มออกลายเอาตอนนี้
“แกกับพี่หมื่นคบกันมากี่ปีแล้วนะ”
“สามปีสองเดือน” แสนรักกับชานนท์เจอกันครั้งแรกที่งานแต่งของเพื่อน เขาเป็นคนเข้ามาทำความรู้จักกับเธอก่อน แลกเบอร์โทรคุยกันถูกคอก็เริ่มนัดเจอกันมากขึ้น เป็นความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ที่คุยและเข้าใจกันง่าย
ชานนท์ขอเธอเป็นแฟนตั้งแต่สามเดือนแรกแล้วก็ชวนเธอย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังที่ปัจจุบันอาศัย เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเหมือนคู่รักทั่วไป
เรื่องงานของเธอก็ได้ชายหนุ่มออกเงินให้เรียนรู้เพิ่มเติม ลูกค้ากลุ่มแรกๆ ก็มาจากคำแนะนำของเขาทั้งนั้น
แสนรักมีแต่ตัวไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไร สิ่งที่พอจะมีค่าที่สุดคงเป็นความรู้ที่ตั้งใจเล่าเรียนมา ส่วนชานนท์บ้านมีฐานะไม่ขัดสนอะไร เรียกว่าเป็นพวกเสือนอนกินทั้งชาติเลยก็ว่าได้
“สามปีมันก็นานนะ นานพอที่เขาควรจะพาแกไปไหว้พ่อแม่ได้แล้วอะ”
“มันมีเหตุผลไง” แสนรักรู้ดีว่ากำลังออกหน้ารับแทนคนรักอีกครั้ง “ก็ฉันรักเขาอะแก”
“เอออออ”
มุกดาลากเสียงยาวพร้อมกับโคลงศีรษะบวกกับกลอกตาเป็นวงกลมในคราวเดียวกัน คว้าแก้วชานมไข่มุกตรงหน้าขึ้นมาดูด
“ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องกินอาหารหมานี่หว่า”
“แหม นี่ก็เคยกินปะ” คบกันมาก็หลายปี แสนรักมีชานนท์เป็นคนรัก ในขณะที่มุกดามีแฟนมาก่อนหน้า ตอนนั้นเธอก็รับบทเป็นที่พึ่งทางใจเพื่อนเหมือนกัน
“เป็นเพื่อนก็ต้องแบ่งกันสิวะ” คราวนี้มุกดาหัวเราะชอบใจ “แล้วนี่นังจิจะเสด็จมาถึงตอนไหน”
“ตายยาก” แสนรักบุ้ยปากไปทางบันไดเลื่อน “มานู่นแล้ว”
จิรัชญาหน้าตาดูเคร่งเครียดเหมือนมองหาโต๊ะพวกเธอไม่เจอ เพราะงั้นมุกดาเลยเป็นคนโบกมือเรียก แต่พอเจ้าตัวหันมาเจอสีหน้าที่ว่าเครียดๆ ดูเหมือนทวีคูณไปอีกห้าเท่า
“เป็นไรกะเทย เมื่อเช้าไม่ได้ขี้เหรอ”
“อีมุกเงียบก่อน” คนที่เพิ่งมายกมือห้าม สูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วหันไปทางแสนรักที่นั่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร “แกรีบโทรหาพี่หมื่นของแกเร็วๆ เลยนังแป้ง”
“ทำไมอะ เกิดอะไรขึ้น” แสนรักเกิดอาการใจแป้ว หน้าถอดสี ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือน
“อย่าเพิ่งถาม โทรเลย ด่วน!”
คนที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ ทั้งชื่อทั้งรูปเด่นหรากระแทกตา ชานนท์จำได้ดีว่ารูปนั้นเขาไม่ได้เป็นคนถ่าย แต่เป็นแสนรักที่ขอโทรศัพท์เขาไปถ่ายรูปแล้วตั้งเองเสร็จสรรพ
“โทรอะไรนักหนา” ขนาดปล่อยให้สายตัดไปเอง ก็ยังจะขยันโทรมาอีก โทรมาแต่ละครั้งก็มีแต่คำถามเดิมๆ จนขี้เกียจจะตอบ
“รับสายก็จบเรื่อง” อธินคว้าเครื่องมือสื่อสารที่ยังแผดเสียงร้องส่งให้ไอ้ตัวดี แต่มันแสดงสีหน้าเหนื่อยหน่ายแถมยังถอนหายใจ
“ขี้เกียจคุย” ดูคำตอบมัน
“ตอนอยากได้เขา ห่างเป็นร้อยกิโลมึงยังขับไปหาได้ พอตอนนี้แค่รับสายยังขี้เกียจ” ไม่อยากจะด่าเพราะที่ผ่านมาด่ามันไม่ต่ำกว่าสิบรอบ แต่คนมันสันดานเป็นแบบนี้จะแก้ไขหรือไม่ก็อยู่ที่เจ้าตัว
แต่มองๆ ดูแล้วมันไม่คิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยซ้ำ
“ว่าไงแป้ง” ในท้ายที่สุดชานนท์ก็ยอมกดรับสาย ไม่กี่วินาทีต่อมาคำถามลูปเดิมก็ดังขึ้นเหมือนเคย “มาทำธุระ”
อธินส่ายศีรษะพลางส่งสายตาสั่งคนที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบอย่างเลปกรให้เงียบปาก ทำหน้าพูดแบบไม่ออกเสียงอ่านได้ว่า ‘น้องแป้ง’ ซึ่งคนให้คำตอบก็พยักหน้ารับ
“จะอยากรู้ไปทำไม นี่โทรเช็ก?” น้ำเสียงของชานนท์ห้วนจัด อย่าว่าแต่พวกเขาหรือแสนรักเลย แม้แต่หมาก็คงไม่อยากฟังเท่าไร
“อยู่กับไอ้ซุงเนี่ย มึงคุยให้หน่อย”
เลปกรหัวเราะในลำคอหลังจากที่ไอ้ตัวดีควานหาพวกมายืนยัน ส่วนอธินนั้นตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายก็ไม่ออก แต่ถ้าต้องเลือกก็คงต้องช่วยเพื่อนขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน
“หวัดดีครับน้องแป้ง พี่ซุงเอง” ถึงขนาดที่ว่าโดนไอ้หมื่นคนระยำพูดจาหมาๆ ใส่แบบนั้น แต่น้องแป้งก็ยังเป็นน้องแป้งคนเดิมที่มีมารยาทต่อพวกเขา “อ่าครับ พอดีมีนัดไปดูงานแถวปากเกร็ด”
แสนรักถามแค่ว่าอยู่กับชานนท์จริงๆ ใช่ไหม แล้วอยู่ที่ไหนไปทำอะไร มันก็เป็นคำถามปกติของคนเป็นแฟนกัน คนที่ไม่ปกติคือเพื่อนเขา
คุยเสร็จก็ยื่นโทรศัพท์กลับไปให้มัน
“จะเข้าไปวันไหนเดี๋ยวโทรบอก ช่วงนี้ผมยุ่งๆ แป้งก็รู้”
สีหน้าชานนท์บึ้งตึงเหมือนไปกินรังแตนรังใหญ่ นาทีนี้เสียงตัดพ้อหรือเสียงออดอ้อนทางปลายสายก็ใช้ไม่ได้ผล
