บทที่ 3 3
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครในยามเย็นถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆฝนสีเทาทะมึน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสายสลับกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ ที่ดังแว่วมาเป็นระยะ รถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูรั้วอัลลอยด์สีทองเหลืองอร่ามของคฤหาสน์ธนกิจโกศล ก่อนจะจอดเทียบที่หน้ามุขคฤหาสน์หรูหราทรงยุโรปสามชั้นที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามท่ามกลางสวนหย่อมกว้างขวาง ทว่าในสายตาของพริมา สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ดูอบอุ่นหรือน่าอยู่เลยแม้แต่น้อย มันดูเยือกเย็น อ้างว้าง และน่ากลัวราวกับปราสาทในเทพนิยายที่ไม่มีวันจบแบบมีความสุข
หญิงสาวกระชับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าที่สีซีดจางแนบกับอก มือบางสั่นเทาด้วยความหวั่นใจเมื่อประตูด้านข้างรถตู้ถูกเปิดออกโดยคนขับรถวัยกลางคน หญิงสาวก้าวเท้าลงจากรถอย่างกล้าๆ กลัวๆ สายฝนที่สาดซัดเข้ามาตามแรงลมทำให้ร่างกายของเธอหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองตึกหลังใหญ่ที่ไฟสีส้มสลัวดวงต่างๆ เริ่มเปิดทำงาน ยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตของเธอกับคนในบ้านหลังนี้อย่างสิ้นเชิง
"ตามฉันมาทางนี้สิพริม"
เสียงของป้าอบ หญิงรับใช้เก่าแก่ประจำบ้านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หล่อนไม่ได้แสดงความเป็นมิตรแต่ก็ไม่ได้ร้ายกาจ เพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเองไปตามคำสั่งของคุณหญิงรัศมีเท่านั้น
พริมาเดินตามป้าอบผ่านโถงทางเดินกว้างขวางที่ปูด้วยหินอ่อนขัดมันระยับ สองข้างทางประดับด้วยแจกันเซรามิกโบราณและภาพวาดศิลปะราคาแพงที่เธอไม่เข้าใจความหมาย ทุกย่างก้าวช่างหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นฉุดรั้งข้อเท้าเอาไว้ สายตาของคนรับใช้คนอื่นๆ ที่ยืนหลบอยู่ตามมุมห้องคอยแอบมองเธอพร้อมกับซุบซิบกระซิบกระซาบกันด้วยสายตาเหยียดหยาม พริมาทำได้เพียงก้มหน้าลงต่ำ หลบเลี่ยงการสบตาเพื่อรักษาเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่
ป้าอบนำทางเธอขึ้นมายังชั้นสาม ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของกานต์ธร ทั่วทั้งชั้นถูกตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำและขาว ดูโมเดิร์นแต่ทว่าเย็นชาไร้ชีวิตชีวา ป้าอบหยุดยืนที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่สีดำสนิทก่อนจะหันมาบอกเธอ
"คุณกานต์รออยู่ข้างในแล้ว เข้าไปเถอะพริม หน้าที่ของเธอต่อจากนี้คือดูแลคุณกานต์และห้ามสร้างความเดือดร้อนให้คุณหญิงเด็ดขาด"
พริมาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เธอพยักหน้ารับคำเบาๆ ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทาไปบิดลูกบิดประตูช้าๆ แล้วผลักเข้าไปข้างใน
ห้องทำงานกว้างขวางปรากฏแก่สายตา ไฟในห้องเปิดไว้เพียงสลัว มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะทำงานและแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ส่องกระทบใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ กานต์ธร ธนกิจโกศล ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่ปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ด ดูหล่อเหลาอย่างร้ายกาจทว่าแววตากลับดำมืดและเปี่ยมด้วยความดุดัน ทันทีที่เสียงประตูเปิดออก สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาก็พุ่งตรงมาที่พริมาทันที
เธอก้าวเข้าไปในห้องและปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างต่อเนื่องและเสียงสายฝนที่ตกกระทบกระจกหน้าต่างบานใหญ่ด้านหลังชายหนุ่ม
"ในที่สุดปลิงตัวจริงก็ยอมคลานเข้ามาในบ้านฉันจนได้นะ"
กานต์ธรเปิดฉากทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเกลียดชัง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาหญิงสาวช้าๆ แต่ละก้าวของเขาทำให้พริมารู้สึกราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายต้อนจนมุม
พริมาพยายามรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เธอรู้ดีว่าต้องเจอคำพูดทำร้ายจิตใจเช่นนี้ แต่เธอก็เลือกที่จะนิ่งเฉยเพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลาย
"พริมมาที่นี่ตามสัญญาที่คุณหญิงตกลงไว้ค่ะ"
พริมาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
"สัญญาอย่างนั้นเหรอ"
กานต์ธรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอจนพริมาต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับประตูไม้สักบานหนา ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งยันกับประตู กักขังเธอไว้ในวงแขนกว้าง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขาทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ออก
"อย่ามาสะเออะพูดคำว่าสัญญากับฉันพริม สัญญาบ้าบอของแม่ฉันที่ยอมหลงเชื่อเรื่องดวงชะตางมงายไร้สาระนั่น มันก็แค่ข้ออ้างที่เธอใช้เกาะตระกูลฉันเพื่อเอาตัวรอดมากกว่า คิดว่าฉันโง่จนดูไม่ออกงั้นเหรอว่าเธอวางแผนกับแม่เธอมานานแค่ไหนเพื่อจะใช้โอกาสนี้ปอกลอกครอบครัวฉัน"
"พริมไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้นนะคะคุณกานต์"
พริมาแย้งเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตาสั่นระริกชวนให้น่ารังแกดวงนั้นกลับยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดิบในกายของชายหนุ่ม
"ไม่ได้วางแผนงั้นเหรอ"
กานต์ธรใช้มืออีกข้างเชยคางมนของเธอขึ้นมาบังคับให้สบตา นิ้วมือหนาบีบปลายคางของเธอแน่นจนพริมารู้สึกเจ็บแปลบ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าตาคู่สวยด้วยความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจ
"แล้วเงินรักษาพยาบาลแม่เธอหลักแสนหลักล้านที่แม่ฉันต้องจ่ายให้ล่ะ มันไม่ใช่เพราะเธออยากได้เงินจนตัวสั่นหรอกเหรอ ถึงขนาดยอมขายตัวเองเข้ามาเป็นเมียแก้เคล็ดในบ้านหลังนี้ ศักดิ์ศรีของเธอคงไม่มีค่าอะไรเลยสินะ แค่เงินฟาดหัวนิดหน่อยก็ยอมคลานเข่าเข้ามาประเคนตัวให้ถึงห้องนอน"
"ถ้าเลือกได้ พริมก็ไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่หรอกค่ะคุณกานต์ พริมไม่ได้อยากแต่งงานกับคนที่ไม่มีหัวใจอย่างคุณ"
พริมาเค้นคำพูดออกมาทีละคำอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ในใจจะหวาดกลัวเขาจนแทบจะขาดใจตายอยู่ตรงนี้ก็ตาม
กานต์ธรกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาปล่อยมือจากคางของเธออย่างแรงจนหน้าของพริมาสะบัดไปตามแรงเหวี่ยง หญิงสาวกุมคางตัวเองไว้แน่น รสขมฝาดแล่นพุ่งขึ้นมาในลำคอ
"ปากดีนี่พริม จำคำพูดของเธอไว้ให้ดีก็แล้วกัน"
