บทที่ 4 4
กานต์ธรเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดลิ้นชักแล้วหยิบสมุดเช็คออกมาจรดปลายปากกาเขียนตัวเลขลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฉีกกระดาษแผ่นนั้นแล้วเดินกลับมาโยนใส่หน้าพริมาอย่างไม่ใยดี กระดาษสีขาวแผ่นเล็กปลิวร่วงลงบนพื้นหินอ่อนแทบเท้าของเธอ พริมาก้มลงมองตัวเลขเจ็ดหลักบนเช็คใบนั้นด้วยความรู้สึกชาวาไปทั้งตัว
"นั่นคือค่าตัวของเธอสำหรับคืนนี้และปีนี้ทั้งหมด ฉันซื้อเธอมาเพื่อเป็นเครื่องสะเดาะเคราะห์ตามความต้องการของแม่ฉัน แต่จำใส่หัวสมองของเธอไว้ด้วยนะว่าสถานะของเธอในบ้านหลังนี้คือทาสรับใช้ของฉันเท่านั้น อย่าคิดเผยอหน้าเสนอตัวขึ้นมาเป็นเมียฉันจริงๆ เพราะต่อให้เธอจะแก้ผ้ามานอนรออยู่บนเตียง ฉันก็ไม่มีวันพิศวาสผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอเด็ดขาด"
พริมามองหน้าเขาผ่านม่านน้ำตาอันพร่าเลือน ความเจ็บปวดบีบคั้นหัวใจจนแทบแหลกสลาย เธอไม่ได้อยากได้เงินของเขาเพื่อความร่ำรวยสุขสบายเลยสักนิด เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เธอต้องยอมรับมาแลกกับศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ ก็เพื่อยื้อเวลาให้แม่ของเธอได้มีโอกาสลืมตาขึ้นมามองโลกอีกครั้งเท่านั้น ทว่าเธอก็รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอธิบายให้คนใจร้ายอย่างกานต์ธรฟัง เพราะในสายตาของเขา เธอไม่มีวันเป็นคนดีไปได้เลย
"พริมทราบดีค่ะคุณกานต์ พริมไม่เคยคิดจะปีนเกลียวหรือหวังสูงขนาดนั้น พริมรู้ตัวดีว่าพริมอยู่ในฐานะอะไร และพริมจะทำหน้าที่รับใช้คุณตามที่คุณต้องการ"
พริมาเอ่ยเสียงเรียบพลันก้มลงเก็บเช็คใบนั้นขึ้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา
"ดี ถ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว คืนนี้เธอนอนที่โซฟาตรงมุมห้องทำงานของฉันนี่แหละ ห้ามย้ายไปนอนที่เตียงเด็ดขาด และอย่าสะเออะส่งเสียงรบกวนเวลาฉันทำงานเด็ดขาด"
กานต์ธรเอ่ยสั่งน้ำเสียงเฉียบขาดก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม ทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้อีกต่อไป
พริมาเดินก้มหน้าไปยังโซฟาหนังสีดำตัวยาวที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องอันมืดสลัว เธอกระชับเสื้อผ้าเก่าๆ ของตัวเองแล้วทรุดตัวลงนอนตะแคงข้าง คู้ตัวเข้าหากันเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศและความโดดเดี่ยวที่เกาะกุมในหัวใจ น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้เริ่มไหลรินออกมาไม่ขาดสายชะล้างความเจ็บช้ำลงสู่เบาะหนังอันเย็นชืด
เสียงนิ้วมือของกานต์ธรที่เคาะลงบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมผสานกับเสียงสายฝนกระหน่ำด้านนอกคฤหาสน์ ขับเน้นให้ค่ำคืนแรกในกรงขังทองคำของพริมาเต็มไปด้วยความปวดร้าว ทรมาน และไร้ซึ่งหนทางสว่างไสวใดๆ
แสงเงินแสงทองของเช้าวันใหม่เริ่มจับขอบฟ้า ทว่าสำหรับพริมาแล้ว วันใหม่ไม่ได้นำพาความหวังหรือความอบอุ่นใดๆ มาให้เลย หญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางความสลัวรางภายในห้องทำงานกว้างขวางของกานต์ธร ร่างกายของเธอบอบช้ำและปวดระบมไปหมดทุกสัดส่วนจากการนอนขดตัวบนโซฟาหนังตัวแคบตลอดทั้งคืน ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้ผิวพรรณของเธอซีดเผือดและสั่นสะท้าน เธอพยายามพยุงร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงให้ลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ก่อนจะรีบจัดแต่งเสื้อผ้าตัวเก่าและพับผ้าห่มผืนบางเก็บเข้าที่เพื่อเตรียมตัวเผชิญหน้ากับมรสุมชีวิตระลอกใหม่
ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ร่างสูงของกานต์ธรไม่อยู่ที่นั่นแล้ว มีเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับสนิทและเอกสารบางส่วนที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างเรียบร้อย พริมาถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกโล่งอกชั่วขณะหนึ่ง อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องตื่นมาพบกับสายตาเกลียดชังของเขาตั้งแต่ลืมตาตื่น หญิงสาวเดินไปที่ห้องน้ำขนาดเล็กตรงมุมห้องเพื่อล้างหน้าล้างตาเรียกสติสะกดความอ่อนแอทั้งหมดเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
เมื่อพริมาเดินลงมายังโถงล่างของคฤหาสน์อันเงียบสงบในยามเช้า เสียงกระซิบกระซาบและสายตาหลายคู่ของเหล่าคนรับใช้ก็หันมาจับจ้องที่เธอเป็นตาเดียว ราวกับว่าเธอเป็นสิ่งแปลกปลอมที่น่ารังเกียจในบ้านหลังนี้ ป้าอบเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเรียบๆ ยื่นอ่างพลาสติกใบใหญ่ที่บรรจุผ้าเนื้อหนาหลายชิ้นอยู่เต็มอ่างให้เธอถือไว้
"คุณหญิงท่านสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่า ทันทีที่เธอตื่นนอนให้ไปซักผ้าพวกนี้ด้วยมือทั้งหมด ห้ามใช้เครื่องซักผ้าเด็ดขาด เพราะเป็นผ้าเนื้อพิเศษที่ต้องใช้ความประณีตสูง และหลังจากซักผ้าเสร็จแล้ว เธอต้องไปช่วยงานในครัวเตรียมอาหารเช้าสำหรับคุณชายและคุณหญิงด้วย"
ป้าอบเอ่ยสั่งงานยาวเหยียดโดยไม่มีแววตาแห่งความเห็นอกเห็นใจ
พริมาก้มลงมองผ้ากองโตในอ่างพลาสติกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก มือของเธอยังคงแตกจากการทำงานหนักมาตลอดหลายปี ทว่าเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธหรือปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว หญิงสาวน้อมรับคำสั่งนั้นด้วยการพยักหน้าเบาๆ
"พริมจะรีบจัดการให้เรียบร้อยค่ะป้าอบ"
พริมาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะประคองอ่างผ้าหนักอึ้งนั้นเดินตรงไปยังลานซักล้างด้านหลังคฤหาสน์
สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาปะทะร่างกายอันซูบผอมจนพริมาต้องหดคอหนี หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกตัวเตี้ยที่ตั้งอยู่ข้างก๊อกน้ำริมกำแพง ปลายนิ้วเรียวบางสัมผัสกับน้ำเย็นจัดที่ไหลออกมาจากก๊อกจนรู้สึกชาไปหมดทุกนิ้ว เธอเริ่มละลายผงซักฟอกและขยี้ผ้าเนื้อหนาเหล่านั้นอย่างตั้งใจ หยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ หยดลงผสมกับฟองสบู่สีขาวละมุนละไมโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บใจและความสมเพชในชะตากรรมของตัวเองแล่นริ้วเข้ามาในอกจนขอบตาร้อนผ่าว
ทำไมชีวิตของเธอต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ด้วย ศักดิ์ศรีที่เธอพยายามกอดเก็บเอาไว้บัดนี้ถูกคุณหญิงรัศมีใช้เงินตราซื้อไปบดขยี้จนไม่มีชิ้นดี เธอต้องมานั่งซักผ้าให้คนอื่นราวกับทาสรับใช้เพื่อแลกกับลมหายใจของแม่ ทว่าเมื่อคิดถึงใบหน้าของพิมพาที่นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล พริมาก็จำต้องก้มหน้าขยี้ผ้าในมือต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก ความกตัญญูเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำจุนลมหายใจของเธอให้ดำเนินต่อไปในแต่ละวัน
