บทที่ 5 ให้เฮียไปส่ง

บทที่5

ให้เฮียไปส่ง

สามสัปดาห์ต่อมา

ฟ้าใสยังคงทำงานตามปกติของเธอแม้จะยังคงรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เธอก็คิดว่ามันคุ้มค่าแล้วเพราะตอนนี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้วทุกอย่างยังคงเงียบ บิดาของเธอก็ไม่ได้พูดถึงการนัดดูตัวอะไรอีกซ้ำยังไม่ได้ให้เธอไปทานข้าวกับนักธุรกิจคนไหนอีกด้วย

เธอเองก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มไปพูดอะไรกับครอบครัวของเขาหรือเปล่าถึงทำให้ทุกอย่างเงียบหายไปเลยแบบนี้แต่ก็ดีแล้วเธอจะได้ใช้ชีวิตแบบสบายใจได้สักที

ก็ยังดีที่เขายังรู้จักรักษาสัญญา ร่างบางยิ้มกริ่มก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นมา

ติ้ง! คราวนี้เธอไม่รอช้าที่จะหยิบขึ้นมาดูเพราะมันเป็นข้อความจากบิดาที่ตามเธอไปทานข้าวที่บ้านใหญ่และยังห้ามไม่ให้เธอปฏิเสธด้วย

ฟ้าใสรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดียังไงก็ไม่รู้เพราะสามสัปดาห์ที่ผ่านมาบิดาของเธอเงียบหายไปเลยทำไมจู่ๆถึงได้ตามเธอไปทานข้าวที่บ้านใหญ่กันนะ

“เป็นอะไรคะลูกสาว” เอกกี้เดินมานั่งลงข้างๆ เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าเด็กสาวในสังกัดดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“เจ้ พ่อตามหนูไปทานข้าวที่บ้าน”

“อ้าว ก็ไปสิคะ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”

“เจ้ก็รู้ว่าหนูไม่อยากไปที่นั่น” ฟ้าใสพ่นลมหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ

“เจ้เข้าใจหนูนะ แต่ยังไงคุณมารุตท่านก็เป็นพ่อถึงเราจะอยากตัดขาดยังไงก็ทำไม่ได้หรอก แวะไปสักนิดสักหน่อยก็ยังดี เชื่อเจ้นะ” เอกกี้ลูบไหล่บอบบางของหญิงสาวด้วยความปลอบโยน เขารับรู้เรื่องภายในครอบครัวของเธอมาพอสมควรเพราะต้องทำงานร่วมกันความไว้เนื้อเชื่อใจก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักแสดงและผู้จัดการส่วนตัว

“ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นเจ้แวะไปส่งหนูที่บ้านหน่อยนะคะ”

“ได้ค่ะคนสวยของเจ้”

หลังจากนั้นร่างบางก็เข้าไปเปลี่ยนชุดเนื่องจากถ่ายทำโฆษณาเสร็จเรียบร้อยแล้วซึ่งเอกกี้ก็ตามประกบดูแลไม่ห่างจนกระทั่งทุกอย่างเรียบร้อยหนึ่งสาวสวยกับผู้จัดการหุ่นมาดแมนแต่บุคลิกนุ่มนิ่มราวกับผู้หญิงก็เดินกรีดกรายขึ้นรถส่วนตัวไปพร้อมกัน

ใช้เวลาพอสมควรเอกกี้ก็มาส่งนักแสดงในสังกัดถึงบ้านเรียบร้อยแต่วันนี้เขาไม่ได้เข้าไปส่งถึงภายในบ้านหรอกนะเพราะเจ้าของบ้านไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไหร่ประเดี๋ยวจะพานอารมณ์เสียแล้วมาลงที่ลูกสาวอีก

“ขอบคุณเจ้มากนะคะที่มาส่ง พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”

“ค่ะ ถ้าดึกมากหนูก็นอนที่นี่ก็ได้นะลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้เจ้มารับ”

“ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกันค่ะ หนูไปแล้วนะ” ฟ้าใสก้าวขาลงจากรถก่อนจะโบกมือลาผู้จัดการส่วนตัว เธอส่งยิ้มจนกระทั่งรถของพี่เอกกี้แล่นออกไปเธอถึงเปิดประตูรั้วเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่ที่ตอนนี้มีรถยนต์ไม่คุ้นตาจอดอยู่

อีกทั้งบริเวณทางเข้าบ้านยังมีชายชุดดำยืนประจำอยู่เกือบสิบคนได้

มีเรื่องอะไรหรือเปล่าทำไมคนพวกนี้ถึงมาอยู่ที่บ้านบิดาของเธอ หญิงสาวได้แค่ครุ่นคิดในใจก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปในบ้าน

ตึก ตึก ตึก!

“อ้าว หนูฟ้ามาแล้วเหรอจ๊ะ มานั่งสิ ทุกคนกำลังรอเราอยู่น่ะ”

ฟ้าใสขมวดคิ้วมองกนกวรรณแม่เลี้ยงของเธอด้วยความสงสัยเพราะไม่รู้ว่าวันนี้อีกฝ่ายกินอะไรผิดสำแดงถึงได้พูดจาดีๆกับเธอได้

“สวัสดีค่ะ คุณวรรณ” หญิงสาวจำต้องยกมือไหว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะถึงเธอจะไม่ชอบอีกฝ่ายมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่ใช่คนไม่มีมารยาทขนาดนั้น

“คุณอะไรกันจ๊ะ ป้าบอกให้เรียกแม่ไง”

“มาแล้วก็เข้ามานั่งเถอะ ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานมันไม่ดี” เสียงทุ้มของบิดาทำให้ฟ้าใสผละสายตาจากกนกวรรณและเดินเข้าไปหาบิดาที่เหมือนว่าตอนนี้ที่โต๊ะอาหารของบ้านเธอจะมีแขกคนสำคัญมาร่วมทานข้าวด้วย

“สวัสดีค่ะพ่อ”

เธอยกมือไหว้บิดาก่อนจะหันไปยกมือไหว้แขกผู้ใหญ่อีกสองท่านด้วยท่าทีเรียบร้อยจนสองสามีภรรยาที่นั่งมองอยู่พยักหน้ารับไหว้และส่งยิ้มให้ด้วยความใจดี

“หนูฟ้าใสตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะจ๊ะ ป้าดูละครหนูทุกเรื่องเลยนะ” นิภาบอกหญิงสาวรุ่นลูกด้วยน้ำเสียงใจดีทำให้ฟ้าใสยกมือไหว้ด้วยความขอบคุณอีกครั้ง

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับสองสามีภรรยาที่เธอไม่คุ้นหน้าเลยแต่พอมองดูดีๆทั้งสองคนกลับดูคล้ายกับคนที่เธอไม่อยากเจอหน้าเขาอีกแล้วในชีวิตนี้

“คุณณวัฒน์กับคุณนิภาทั้งสองคนเป็นเพื่อนพ่อและก็เป็นผู้มีพระคุณกับครอบครัวเราด้วย”

ฟ้าใสพยักหน้ารับเพราะเธอก็เห็นว่านักธุรกิจที่พ่อของเธอแนะนำให้รู้จักก็เป็นผู้มีพระคุณทั้งนั้นไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วบิดาของเธอเป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้จริงๆหรือเปล่า

เสียงฝีเท้าหนักของใครบางคนเดินเข้ามาทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะหันหน้าไปมองเป็นตาเดียวโดยที่ฟ้าใสกำลังก้มมองโทรศัพท์ตัวเองเพราะพี่เอกกี้ได้ส่งตารางงานพรุ่งนี้มาให้เธอพอดี

“ขอโทษที่ให้ทุกคนต้องรอผม” เสียงทุ้มจากทางด้านหลังทำเอาฟ้าใสตัวแข็งทื่อเพราะเธอจำเสียงของเขาได้เป็นอย่างดี เธอวางโทรศัพท์และค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินเข้ามาใหม่ด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งอึดอัดและไม่พอใจ

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ไหนเขาบอกว่าได้สิ่งที่ต้องการแล้วจะยกเลิกการหมั้นให้เธอแล้วเหตุใดเขาถึงมาทานข้าวกับครอบครัวของเธอได้ซ้ำยังมีพ่อกับแม่เขามาด้วย

เธอคงไม่ต้องแปลกใจอีกต่อไปว่าทำไมผู้ใหญ่สองท่านตรงหน้าถึงมีความคล้ายคลึงกับคนเจ้าเล่ห์เพราะทั้งสองคนเป็นพ่อแม่แท้ๆของชายหนุ่มยังไงล่ะ

“นี่ไนท์ลูกชายคนโตของผม คนที่ไปทานข้าวกับหนูฟ้าใส” ณวัฒน์แนะนำด้วยรอยยิ้มโดยที่ไนท์ก็นั่งลงข้างๆพ่อของตัวเอง

สีหน้าและท่าทางของเขายังคงปกติไม่ได้มองมาที่เธอด้วยซ้ำทำให้ฟ้าใสค่อยหายใจสะดวกขึ้นมาหน่อยเพราะบางทีเธออาจจะคิดมากเกินไปก็ได้ ทุกคนอาจไม่ได้มาเพื่อพูดเรื่องการหมั้นหมายอาจจะแค่มาทานข้าวด้วยกันตามปกติก็เป็นได้

เมื่อทุกคนนั่งพร้อมเพรียงกันแม่บ้านก็ทำการเสิร์ฟอาหารและหลังจากนั้นก็เริ่มรับประทานอาหารกันโดยมีกนกวรรณและกิ่งกาญชวนคนอื่นพูดคุยทำหน้าที่เจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

ซึ่งท่าทีอ่อนหวานจิตใจดีของสองแม่ลูกที่กำลังเล่นละครอยู่ทำให้เธอลอบเบะปากด้วยความเบื่อหน่ายและเธอแอบเห็นว่ากิ่งกาญแอบมองชายหนุ่มที่นั่งทานข้าวเงียบๆอยู่อย่างสนใจตลอดเวลา

แววตาหวานหยาดเยิ้มขนาดนั้นคงอยากจะได้จนตัวสั่นแต่ต้องทำเป็นสาวน้อยเรียบร้อยอ่อนหวานต่อหน้าผู้ใหญ่

“หนูฟ้าไปทานข้าวกับเฮียเขามาเป็นไงบ้างล่ะ เฮียดูแลหนูดีหรือเปล่า”

ณวัฒน์หันไปถามเด็กสาวที่นั่งเงียบไม่ค่อยพูดคุยกับใครด้วยน้ำเสียงใจดีเพราะบุคลิกท่าทางของเธอมันถูกใจเขาไม่น้อยเหมาะกับลูกชายเขาอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ

“เอ่อ..ก็ดีค่ะ” เธอไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกันเพราะวันนั้นเธอแทบไม่ได้พูดคุยอะไรกับเขามากมายส่วนเรื่องทานข้าวก็ไม่ได้ทานด้วยกันอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

อีกอย่างเรื่องก็ผ่านมาหลายวันแล้วด้วย เธอไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองอีก

“อืม ดีๆถ้าเข้ากันได้ วันหลังลุงจะให้เฮียเขาชวนหนูไปทานข้าวอีกนะ”

ฟ้าใสหันหน้าไปมองชายหนุ่มที่นั่งเงียบอยู่อย่างรวดเร็วและเธอเห็นว่าเขายกยิ้มขำเธอซ้ำยังไม่ช่วยเธอแก้ไขสถานการณ์น่าอึดอัดใจเหล่านี้ด้วย

“ค่ะ” เธอทำได้แต่พยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะดูเหมือนว่าบิดาของเธอจะให้ความเกรงใจครอบครัวนี้ไม่น้อยคงเพราะอีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือธุรกิจของบิดามามากเป็นแน่

ถ้าหากบุคคลตรงหน้าเป็นบิดาของคนเจ้าเล่ห์งั้นก็ต้องมีอิทธิพลมากเหมือนกันเธอเคยได้ยินคนในวงการพูดมาว่าครอบครัวของชายหนุ่มทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้ารายใหญ่

อีกทั้งเบื้องหลังยังเป็นคนให้การสนับสนุนนักการเมืองดังๆหลายคนและยังมีพวกนักธุรกิจที่ต้องการเงินลงทุนไปต่อยอดธุรกิจก็ได้มาจากคุณณวัฒน์ทั้งนั้น

แม้เธอพึ่งจะเคยเจอหน้าครั้งแรกแต่ความมีอิทธิพลของเขาก็แผ่ซ่านออกมาจนเธอรู้สึกขนลุก ช่างน่ากลัวทั้งพ่อทั้งลูกจริงๆโชคดีที่คุณนิภาดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีซ้ำยังเรียบร้อยอ่อนหวานดูไม่เข้ากับสองพ่อลูกสักนิดเดียว

ฟ้าใสนั่งฟังผู้ใหญ่พูดคุยกันเงียบๆโชคดีที่ทุกคนไม่ได้พูดถึงหรือกดดันเรื่องการหมั้นหมายอย่างที่เธอคิดเพราะดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะตามใจลูกชายตัวเองไม่น้อย

หากเขาไม่อยากหมั้นก็คงไม่มีใครบังคับเขาได้และเธอหวังว่าเขาจะรักษาสัญญาและไม่หักหลังเธอถึงแม้ว่าเขาจะดูเจ้าเล่ห์แต่เธอคิดว่าเขาคงไม่อยากจะหมั้นกับเธอเหมือนกัน

ร่างบางเข้าไปช่วยแม่บ้านเก็บล้างนิดหน่อยก็ออกมาข้างนอกเมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ยังคงพูดคุยกันอยู่ทำให้เธอเดินไปหยิบกระเป๋าและแอบย่องออกไปด้านนอกเพื่อกดเรียกรถมารับแต่ยังไม่ทันที่จะได้กดโทรศัพท์เสียงแม่ลูกมหาภัยก็ดังขึ้นเสียก่อน

“จะแอบกลับโดยไม่บอกผู้ใหญ่ไม่ดูไร้มารยาทไปหน่อยเหรอ” กนกวรรณเหน็บแนมอย่างที่ชอบทำเพราะตอนนี้เธอไม่ต้องเล่นละครอะไรแล้วเนื่องจากบริเวณนี้มีเฉพาะพวกเธอ

“ฉันบอกพ่อแล้วค่ะ” ฟ้าใสถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อต้องเจอสองแม่ลูกที่เธอไม่อยากจะพูดคุยด้วย

“นี่พี่ฟ้า”

“อะไร” ฟ้าใสถามกลับด้วยน้ำเสียงห้วนๆไม่ต่างกัน

“ถ้าพี่ไม่อยากหมั้นกับคุณไนท์บอกพ่อไปตรงๆก็ได้นะ เดี๋ยวกิ่งหมั้นแทนก็ได้” กิ่งกาญยิ้มเขินเมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มถ้าหากเธอรู้ว่าลูกชายเพื่อนบิดาดูดีขนาดนี้เธอไม่ช่วยส่งเสริมให้บิดาจับพี่สาวเธอหมั้นหมายหรอก

ถึงแม้จะรู้ว่าบิดาอยากให้พี่สาวเธอหมั้นเพราะอะไรแต่ถ้าได้ผู้ชาย   โปรไฟล์ดีขนาดนี้เธอขอเสนอตัวเองและหมั้นหมายแทนอย่างไม่ต้องคิดอะไรมากเลย

“เหอะ! คุณไนท์คงสนใจเธอหรอก ขนาดเธอส่งสายตาให้ขนาดนั้นเขายังเมินเฉย”

“พี่ฟ้า! คุณแม่ดูพี่ฟ้าสิคะ พูดจาไม่ดีกับกิ่งเลย”

“อย่าสนใจเลยลูก สันดานลูกเมียน้อยก็แบบนี้แหละที่จริงแกไม่ควรได้พูดคุยกับคนตระกูลนี้ด้วยซ้ำมันดูดีเกินไปสำหรับคนอย่างแก”

“คำก็ลูกเมียน้อยสองคำก็ลูกเมียน้อย ทำไมคุณไม่ต่อว่าคนของคุณบ้างล่ะคะ เขาคือคนที่มาหลอกลวงแม่ของฉันบอกว่าเขายังไม่มีใครจนแม่ฉันหลงเชื่อ ทีเรื่องอย่างนี้ทำไมคุณไม่พูดถึงบ้าง” ฟ้าใสโกรธจนตัวสั่นเมื่อถูกดูถูกไม่เลิก เธอเบื่อหน่ายเต็มทีแล้วกับคำพูดพวกนี้ คำพูดที่เอาแต่โทษแม่เธออยู่ฝ่ายเดียว

นี่คงคิดไม่ถึงสินะว่าเธอจะรู้เรื่องนี้เข้าเธอเคยได้ยินบิดาทะเลาะกันกับแม่เลี้ยงของเธอและบิดาเป็นคนสารภาพเองว่ารักแม่ของเธอจริงๆ ซ้ำยังเป็นฝ่ายหลอกลวงว่ายังไม่มีภรรยาอยู่แล้ว

กระทั่งแม่ของเธอรู้เรื่องทุกอย่างจึงพยายามเลิกและตัดขาดทำให้บิดาและมารดาของเธอทะเลาะกันรุนแรงจนกระทั่งบิดายอมจบทุกอย่างและเงียบหายไป

“แก!” กนกวรรณโกรธจนตัวสั่นเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องนี้

“คุณแม่ ที่พี่ฟ้าพูดเรื่องจริงเหรอคะ คุณพ่อไปหลอกแม่พี่ฟ้าก่อนเหรอ” กิ่งกาญถามอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนจะหันมองพี่สาวต่างมารดาด้วยความชิงชังเพราะต่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเธอก็รู้สึกไม่ชอบอีกฝ่ายอยู่ดี

เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ๆบริเวณนี้ทำให้ทั้งสามคนเงียบเสียงลงโดยที่ฟ้าใสยังคงคับแค้นในอกเธออยากระบายและตะโกนใส่หน้าสองแม่ลูกว่าเลิกยุ่งกับเธอสักทีต่างคนต่างอยู่มันยากนักหรือไง

“อุ้ย คุณไนท์จะกลับแล้วเหรอคะ” กิ่งกาญเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นอ่อนหวานทันทีเมื่อคนที่เธอหมายตาเอาไว้เดินออกเข้ามาใกล้ๆ

“อืม” ชายหนุ่มเดินมาหยุดตรงหน้าบ้านเขาปรายสายตามองหญิงสาวอีกคนที่ยืนกำมือเอาไว้แน่นก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังรถยนต์ของตัวเองที่ตอนนี้ลูกน้องขับมาจอดรออยู่แล้ว

“ไปสิลูก ไปส่งคุณเขาขึ้นรถ”

“ค่ะคุณแม่” กิ่งกาญรีบสาวเท้าเดินตามชายหนุ่มไปทำให้ฟ้าใสที่กำลังยืนสงบสติตัวเองอยู่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

“พ่อนึกว่าเรากลับแล้ว” มารุตเดินออกมาส่งแขก เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าลูกสาวคนโตยังคงอยู่ไม่ได้กลับอย่างที่เจ้าตัวบอกเอาไว้ก่อนหน้า

“ยังค่ะ หนูกำลังจะเรียกรถมารับ”

“ไม่ต้องเรียกหรอก เดี๋ยวลุงให้เฮียเขาไปส่ง” ณวัฒน์บอกอย่างใจดีซึ่งนิภาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสามี

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ หนูเกรงใจ”

“เกรงใจอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น มาเถอะลุงจะบอกเฮียเขาให้”

ฟ้าใสจำต้องเดินตามหลังสองสามีภรรยามาอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะบิดาของเธอได้ยืนกดดันอยู่ข้างๆอีกอย่างเธอก็หมั่นไส้สองแม่ลูกนั่นด้วย

ถ้าเห็นเธอขึ้นรถไปกับชายหนุ่มที่หมายตาไว้คงลงไปนอนดิ้นตายเป็นแน่

“ไนท์ไปส่งหนูฟ้าด้วย”

“ครับป๊า” ไนท์เองปรายสายตามองหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าอยู่และที่เขาไม่อยากปฏิเสธเพราะตอนนี้เขายังไม่อยากมีปัญหากับบิดา

กิ่งกาญที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำหมัดเอาไว้แน่นก่อนจะมองพี่สาวต่างมารดาที่เข้าไปนั่งภายในรถยนต์คันหรูของชายหนุ่ม เธอรู้สึกอิจฉาและคับแน่นในใจจนอยากกรี๊ดร้องออกมา...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป