บทที่ 12 ซุ่มซ่าม

ร่างสูงเพรียวกว่ามาตรฐานหญิงไทยไปเกือบยี่สิบเซ็นเพราะได้เชื้อทางพ่อที่สูงร้อยแปดสิบอัพกันทั้งตระกูลแต่เธอสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบสี่ก็ถือว่าสูงทั้งที่แม่เธอสูงแค่ร้อยหกสิบแปด หญิงสาวใส่กางเกงสกินนี่สีกรมท่ายาวสี่ส่วนเสื้อกล้ามสีขาวกันสวมทับด้วยเสื้อคลุมแขนยาวตัวยาวสีกรมท่าคลุมสะโพกใส่รองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังใส่แว่นตากลมอันใหญ่ผมยาวสลวยขมวดไว้กลางศีรษะสาวเนิร์ดชัดๆริมฝีปากอวบอิ่มจิบกาแฟไปมองดูผู้คนนับพันนับหมื่นที่เดินกันขวักไขว่ในสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อมารอรับญาติหรือมาส่งญาติและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเธอตาลายก่อนยกมือขึ้นดูเวลาเที่ยวบินของคุณยายแลนด์ดิ้งมาครึ่งชั่วโมงแล้วจึงถือแก้วลาเต้ร้อนเดินไปจิบไปที่จุดรอรับญาติที่ฝั่งผู้โดยสารในประเทศเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆก่อนจะหยุดหันรีหันขวางหาถังขยะเพื่อทิ้งแก้วลาเต้ร้อนราคาแพงที่ยังมีกาแฟเหลืออยู่เกือบครึ่งแก้ววันนี้เธอกินไปสองแก้วแล้วและนี่เป็นแก้วที่สาม

“โอ้ะ ว้ายย!!..” ร่างสูงเพรียวของรัตติยากรก็หมุนคว้างมือบีบแก้วกาแฟแน่นทำให้ฝามันหลุดออกแล้วน้ำกาแฟก็ที่ยังร้อนอยู่หกออกมารดเสื้อสูทสีดำตรงหน้าส่วนตัวหญิงสาวเอียงกระเท่เร่จนแว่นตาทรงกรมยอดฮิตตกจากจมูกโด่งเชิดงอนใจหายวาบคิดว่าตัวเองจะล้มแน่จึงหลับตาปล่อยตัวลง เอ้ะ ไม่เจ็บแต่หลังเธอกระแทกกับอะไรแข็งๆแล้วทำไมไม่เจ็บจึงลืมตาขึ้นมาช้าๆมองไปข้างหน้าเห็นหนุ่มฝรั่งที่เธอทำลาเต้ร้อนรดเสื้อกำลังมองเธอและเช็ดคราบกาแฟไปด้วย แล้วจมูกเชิดงอนสูดอากาศฟุดฟิดได้กลิ่นน้ำหอมเย็นชื่นใจโชยมาจากด้านหลังของเธอจึงสูดหายใจเข้าเต็มปอด

“ซุ่มซาม จะยืนเองได้หรือยัง” เสียงห้าวห้วนดังขึ้นเมื่อแม่สาวเนิร์ดแว่นโตซุ่มซ่ามทำกาแฟหกใส่เทอรี่จนเปียกแต่เขาโชคดีที่เบี่ยงตัวหนีทันแล้วไม่รอดยังต้องมารับร่างซุ่มซ่ามนี่อีกไม่งั้นเธอล้มลงกระแทกพื้นแน่ทำให้คนเพิ่งเดินทางไกลมาเหนื่อยๆทั้งง่วงและปวดหัวหงุดหงิดแต่กลิ่นหอมอ่อนๆเหมือนดอกไม้หรือกลิ่นสาวทำให้หนุ่มฝรั่งรูปหล่อกระชับแขนแน่นขัดกับคำพูดของคลินท์ที่กำลังหงุดหงิดเพราะออกเดินทางจากลาสเวกัสตอนห้าโมงเย็นของเวลาที่อเมริกาเดินทางมายี่สิบกว่าชั่วโมงและมาถึงตอนบ่ายสองโมงนี่เอง

“เอ่อ คะ ค่ะ ขะ ขอโทษค่ะ” เสียงหวานใส่ดังขึ้นตะกุกตะกักเพราะตกใจมือเรียวยาวดุจลำเทียนดันแว่นขึ้นไปอยู่ที่เดิมทั้งที่มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยเพราะมันเป็นแว่นกันแสงเล่นคอมธรรมดาไม่ได้มีสายตาสั้น

ยาวเลยสักนิดแล้วขยับตัวออกจากวงแขนของเจ้าของเสียงห้าวห้วนด้านหลัง

“ไม่เป็นไรครับผมก็เดินไม่ระวังเอง” เทอรี่มองสาวน้อยหน้าใสที่ขอโทษขอโพยเขาอย่างขำๆกับท่าทางลนลานทำอะไรไม่ถูก

“นายไม่เป็นไรก็ไปได้แล้วเสียเวลามากแล้วนะเทอรี่” คลินท์พูดอยู่ด้านหลังทำให้รัตติยากรหันหลังกลับไปมองก็เห็นฝรั่งร่างสูงไม่ต่างจากคนที่เธอชนยืนทำหน้าขรึมแต่เธอไม่เห็นดวงตาของเขาเพราะใส่แว่นตาดำเหมือนมาเฟีย

สาวน้อยอ้าปากค้างไม่ใช่ว่าเห็นเขาหล่อยกแก๊งแต่นี่มาเฟียชัดๆดูสิมีหนุ่มฝรั่งร่างโตเกือบสิบคนใส่สูทสีดำยืนล้อมเขาไว้และเธอก็อยู่ในวงล้อมของเขาด้วย คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกมดด้วยเถอะค่ะ รัตติยากรวิงวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจ

“ครับเจ้านาย ผมขอตัวนะครับสาวน้อย เดินดีๆล่ะอย่าไปชนใครเขาอีกนะครับ” เทอรี่พูดภาษาอังกฤษช้าๆคิดว่าสาวน้อยตรงหน้าคงจะเข้าใจเพราะได้ยินเธอพูตะกุกตะกัก

“คะ ค่ะ..” สาวน้อยหน้าหวานตาโตมัดผมจุกกลางศีรษะได้แต่มองตามกลุ่มมาเฟียรูปหล่อไปตาไม่กระพริบก่อนจะได้สติหันไปมองรอบกายที่ผู้คนเดินผ่านไปมาที่ไม่สนใจแต่คนไทยไม่ได้เรื่องของชาวบ้านคือเรื่องของตัวเองและให้สนใจมาเฟียกลุ่มใหญ่ที่เดินออกไปจากสนามบิน เธอก็แต่งตัวสบายๆตามปกติและใส่แว่นตาอันใหญ่ไม่อยากให้ใครจำได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของอดีตพระเอกคนดัง

“ชนใครไม่ชนดันไปชนเฟีย เฮ้อ..” รัตติยากรถอนหายใจแล้วนึกขึ้นได้ก็เดินไปรอคุณยายแต่ผิดคาดคุณยายยืนรอหลานสาวที่มัวแต่ยืนอึ้งตะลึงกับกลุ่มมาเฟียที่เธอดันทำกาแฟหกใส่โชคดีที่ไม่ใช่ตัวหัวโจกแต่ชายหนุ่มก็ช่วยพยุงเธอไม่ให้ล้มนี่นา ช่างเถอะยังไงก็ขอบคุณไปแล้ว สาธุขออย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย

“สวัสดีค่ะคุณยาย” สาวน้อยลูกหว้ายกมือไหว้คุณยายที่ยืนรอตรงใกล้เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์รอหลานสาว

“สวัสดีลูก ทำไมมาช้าล่ะหรือว่ารถติด” ปกติถ้าหลานสาวมารับท่านไม่เคยรอแต่รอบนี้สงสัยรถติด

“เปล่าค่ะคุณยาย พอดีหว้าเดินชนเขาแล้วทำกาแฟหกรดเขาค่ะก็เลยช้า”

“แล้วเป็นอะไรหรือเปล่าลูกหว้า” คุณยายจับเนื้อต้องตัวหลานสาวหมุนให้ท่านดูเพื่อเช็คว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า

“ไม่เป็นอะไรค่ะคุณยาย แต่ผู้ชายคนนั้นน่ะเป็นโชคดีที่เขาไม่เอาเรื่องเสื้อสูทแบรนด์ดังด้วยนะคะ” คนที่อยู่กับเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาตั้งแต่เกิดก็มองผ่านโลโก้แว่บเดียวก็รู้แล้วว่ายี่ห้ออะไรราคาประมาณไหน

“ดีแล้วที่เขาไม่เอาเรื่องแต่ไปเถอะลูก เย็นกว่านี้รถจะติด” คุณเพ็ญนภาบอกหลานสาวเพราะโรงพยาบาลที่หม่อมอุ๋มเพื่อนของท่านพักรักษาตัวอยู่กลางกรุงและยังเป็นโรงพยาบาลของคุณประวิทย์ปู่หลานสาว

“ค่ะคุณยาย” สองยายหลานเดินออกไปจากสนามบินเพื่อไปโรงพยาบาล แบงค์คอก อินเตอร์เนชั่นเนล โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่คุณประวิทย์ กาญจณานุวัฒน์ เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อสามสิบปีก่อนตอนนี้ กรองกาญ กาญจณานุวัฒน์ หรือ คุณหมอน้อย เป็นผู้ดูแลบริหารสูงสุดและเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพราะลูกชายคนโตไม่ชอบเรียนหมอแต่เรียนบริหารแล้วไปเป็นดารา ส่วนคนกลางก็ช่วยบริหารอยู่พักหนึ่งทำเอาโรงพยาบาลเกือบเจ้งเพราะยักยอกเงินไปเล่นการพนันยังดีที่คนของคุณประวิทย์ติดตามใกล้ชิดจึงแก้ไขได้ทันแล้วให้ปนัยแยกไปทำธุรกิจส่วนตัวแล้วท่านก็ออกทุนให้แต่ยังได้รับผลประโยชน์เหมือนเดิม

“ยายซื้อรถให้ใหม่เอามั้ยลูกหว้า คันนี้มันเล็กยายนั่งแล้วอึดอัดน่ะลูก” คุณเพ็ณนภามองรถมินิคันเล็กกระจ้อยแต่ราคาไม่กระจ้อยของหลานสาวที่ขับมารับท่าน

“โธ่ คุณยายขา มาสนามบินต้องใช้คันนี้ค่ะหาที่จอดง่ายสุดๆค่ะ จะซื้อใหม่ให้เปลืองตังค์ทำไมคะ” รัตติยากรตอบคุณยายก่อนจะเปิดประตูให้ท่านเข้าไปนั่งแล้วเธอก็ไปขึ้นฝั่งคนขับก่อนจะขับรถออกไปสู่ถนนหลักขึ้นทางด่วนมินิคันเล็กคล่องแคล่วว่องไวเหมือนเจ้าของแซงรถคันที่ขับช้าไปเรื่อยๆก่อนจะเข้าทางด่วนที่ต่อแถวกันยาวเหยียดแต่มินิคันเล็กขับเข้าไปในช่องใช้บัตรอีซี่พาสแล้วขับฉิวออกไป

รถตู้หรูตันใหญ่ชะลอผ่านด่านทางด่วนด้านนอกกระจกมืดทืบแต่ด้านในมองออกเห็นนอกรถอย่างชัดเจนเทอรี่ก็เห็นมินิคันเล็กสีเหลืองสดใสเปิดประทุนที่ขับผ่านด่านไปและจำได้ว่าสาวน้อยที่เทกาแฟราดเขาเป็นคนขับแล้วพวงมาลัยซ้ายเสียด้วย ฉะนั้นสาวน้อยคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆเพราะขับมินินำเข้าราคาหลายล้านและเป็นรุ่นพิเศษแต่เทอรี่ไม่ได้พูดอะไรเขาคิดว่าคงไม่ได้เจอกันอีก

“มองอะไรเทอรี่” เสียงเจ้านายดังขึ้นมองเห็นคนสนิทมองออกไปนอกรถอย่างสนใจ

“มองรถคันนั้นครับมันสวยดี” เทอรี่ชี้ตามหลังมินิสีเหลืองที่แล่นออกไปเมื่อผ่านด่านทางด่วนนำหน้ารถที่เขานั่งไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป