บทที่ 12 ใจร้ายจริงๆ
“ขอโทษครับ คุณผู้หญิงเป็นเจ้าของรถจักรยานคันนี้ใช่ไหมครับ”
คำถามเจือสุภาพและสำนึกผิดทำให้ศิศิราลดความโมโหของตัวเองลง เธอหันไปตามเสียงที่ได้ยินก็พบว่าเป็นชายวัยประมาณสามสิบปี สวมเสื้อแบบซาฟารีสีน้ำเงินเข้ม สีหน้าร้อนรนอยู่ไม่น้อย
“ใช่ค่ะ นี่จักรยานของฉัน”
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เกียร์รถมีปัญหาพุ่งไปชนจักรยานของคุณเข้า”
ศิศิราอยากโกรธก็โกรธไม่ลง คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เธอเดินไปดูจักรยานที่ล้มอยู่ ชายคนนั้นกุลีกุจอเข้ามาช่วยยกขึ้นแล้วพบว่าล้อบิดจนไม่น่าจะใช้งานได้ เธออดปรายตามองรถเก๋งสีดำมันวาวที่จอดอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้
“รถคุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“รถมีประกันครับ” เขาพูดแล้วลูบท้ายทอยแก้เขิน “อย่ามากก็โดนหักเงินเดือนนิดหน่อย”
“ช่างเถอะ” เธอถอนหายใจเบาๆ คนมันจะซวย ยังไงก็ต้องมีเรื่องจนได้
“ค่าเสียหาย...”
“แค่ซ่อมล้อรถก็พอค่ะ” พี่น้ำเหนือไม่อยู่บ้านด้วยซิ ไม่งั้นเรื่องแค่นี้พี่ชายเธอซ่อมให้ได้ ความจริงจักรยานคันนี้น้ำเหนือก็ซื้อสภาพมือสองมาซ่อมเอง น้ำเหนือรู้ว่าเธอชอบสีเขียวอ่อนเลยทำสีให้ใหม่ เขาเป็นคนชอบทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว
“เจ้านายผมให้จ่ายค่าเสียหายและค่าทำขวัญให้คุณผู้หญิงครับ”
ศิศิราหันกลับมาอีกทีก็เห็นธนบัตรปึกหนึ่งยื่นมาตรงหน้า หญิงสาวทำตาโตตกใจเธอส่ายหน้าไปมาไม่กล้ารับเงินก้อนโตนี้
“แค่รถล้อบิด ค่าซ่อมคงไม่เกินห้าร้อย คุณไม่ต้องให้เยอะขนาดนี้หรอกค่ะ”
“เจ้านายผม...”
ศิศิราทำหน้าตึง เธอเข้าใจคนเป็นลูกจ้างดี แต่นี่มันก็มากเกินไป “เจ้านายคุณอยู่ที่ไหน ฉันอธิบายเองค่ะ”
“เอ่อ...”
“ไม่พอเหรอ”
น้ำเสียงทุ่มต่ำดังจากด้านหลังก่อนที่ร่างสูงโปร่งจะเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวหมุนตัวหันกลับไปแล้วก็ต้องตกใจในความสูงของคนที่ก้าวเข้ามา หรือเพราะเธอสูงแค่160เซนติเมตร ทำให้ยืนกับคนที่สูง190เซนติเมตร จึงทำให้ตัวเองเตี้ยลงไปทันที
ชายหนุ่มถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ลงและเมื่อมองจนมั่นใจแล้วมุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้น ทว่ารอยยิ้มของเขาทำให้ศิศิราผงะและก้าวเท้าถอยหนีอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งเท้าไปชนกับจักรยานที่นอนสิ้นสภาพอยู่
“อ๊ะ!” หญิงสาวหลุดเสียงร้องอุทานเมื่อร่างเล็กเสียหลักหงายหลัง ทว่ามือใหญ่ยื่นไปดึงร่างนุ่มนิ่มไว้ได้ทัน ฝ่ามือใหญ่โอบแผ่นหลังดันให้เธอเข้ามาให้อ้อมกอด กลิ่นหอมที่ผสานระหว่างน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นกายเกิดกลิ่นเฉพาะตัวปลุกความทรงจำที่อยากลืม ฝ่ามือเลื่อนลูบแผ่นหลังราวกับสำรวจความเปลี่ยนแปลง ศิศิราได้สติก็ดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนแข็งแกร่ง
“คุณ! ปล่อยนะ!”
“คุณแน่ใจว่าอยากให้ผมปล่อย”
น้ำเสียงหยอกล้อยิ่งทำให้คนฟังหงุดหงิด เธอเงยหน้าขึ้นมองในขณะที่ก้มมองเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาที่เหมือนราชสีห์พร้อมตะครุบเหงื่อและการเลียริมฝีปากเล็กน้อยยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าเขาจำเธอได้
เป็นไปได้ยังไง ที่นี่...ตรงนี้ และตอนนี้ ทำไมเธอมาพบเขา...ผู้ชายที่เธอมีความสัมพันธ์คืนเดียวที่นี่ได้
“ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะร้องให้คนช่วยจริงๆด้วย”
“ถ้าจะร้องก็ร้องไปสิ จะมาขู่ทำไม” เขาพูดยิ้มๆ ความหงุดหงิดที่มาตลอดหลายวันจางหายไปทันที ก็ใครจะคิดว่าเขาจะได้พบผู้หญิงคนที่กล้าทิ้งเขาได้ ผู้หญิงที่ทำลายความมั่นใจของเอเดรียน วูลฟ์ คนนี้
วงแขนกำยำคลายออกทำให้เธอถอยออกมายืนห่างจากเขาได้สำเร็จ ใบหน้าหวานแดงก่ำไม่รู้ว่าโกรธหรืออายที่ถูกเขาพูดใส่แบบนั้น ถ้าจะแกล้งเป็นจำไม่ได้ก็คงไม่ทันแล้ว เพราะดูแล้วเขาก็จำเธอได้เช่นกัน แต่ท่าทางเขาดูโกรธนิดๆ หรือว่า...คืนนั้นเขาไม่มีความสุขก็เลยหมายหัวเธอไว้ ทำไงได้เล่า คืนนั้นมันครั้งแรกของเธอนี่น่า เธอไม่มีประสบการณ์มาก่อน จะทำอะไรเป็นเล่า แต่คืนนั้นเขาก็ทำเองคนเดียวนี่
หยุด ศิศิรา! หยุดความคิดของเธอเดี๋ยวนี้
“นี่จักรยานของคุณ?”
“ใช่”
ดูเหมือนว่า...นี่เป็นการบังเอิญพบกันครั้งที่สอง พรหมลิขิตเหรอ? ไม่น่าใช่ แบบนี้น่าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรมากกว่า!
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ รถเช่าของเรามีปัญหา กำลังจะเอารถไปเปลี่ยน แต่เกียร์ค้างเลยพุ่งชนจักรยานของคุณเสียหาย”
ศิศิราเข้าใจได้เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับรถของพี่น้ำเหนือ เธอจึงไม่อยากเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นให้ต้องโต้เถียงกัน
“ค่าเสียหาย...”
“อ่อ! ฉันคืนเงินให้คุณค่ะ มันมากเกินไปซ่อมจักรยานไม่เกินห้าร้อยบาทหรอก” เธอยื่นเงินคืนให้เขา แต่เพราะเงินปึกนั้นมีแต่ธนบัตรสีเทา เธอเลยคิดจะค้นกระเป๋าตังค์หาเงินทอนให้ แต่ชายหนุ่มกลับหยิบเงินปึกนั้นใส่กระป๋าของเธอ หญิงสาวทำตาดุใส่ แต่ไม่รู้เพราะเธอหน้าหวานหรืออย่างไร ทำไปแล้วก็ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด ยิ่งทำให้ชายหนุ่มยิ้มอารมณ์มากกว่าเดิม
“ค่าเสียเวลา ค่าทำขวัญ ค่าอะไรก็ได้แล้วแต่คุณจะคิด”
เห็นเขายัดเงินให้ขนาดนี้ เธอก็ได้แต่อ่อนใจ “นี่มันตั้งหมื่นหนึ่งเลยนะคะ”
“พอดีพกเงินสดมาแค่นี้ คุณอยากได้เพิ่มก็ส่งเลขบัญชีมาผมจะโอนให้”
“คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไง”
ศิศิราไม่คิดว่าคนตัวโตจะทำตัวเกเรขนาดนี้ เขาสวมสูทสีเข้มแต่เนคไทเลื่อนลงคล้ายว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในเวลางานแล้ว
“ตามใจ อย่ามาเอาคืนก็แล้วกัน” เธอหันไปจะยกจักรยานขึ้นดูสภาพรถ แจ่คนขับเข้ามาช่วยยกแทน ดูสภาพแล้วคงปั่นไปร้านซ่อมไม่ได้ คงต้องฝากไว้ที่นี่ก่อน
ร่างเพรียวก้าวเท้าจะเดินเข้าไปในร้านอาหาร แต่ชายหนุ่มคว้าข้อมือเธอไว้ก่อนทำให้เธอหันขวับมามองเขาอย่างตกใจ
“ผมอยากคุยกับคุณ”
“ฉันไม่อยากคุยกับคุณ”
“ใจร้ายจริง เขาว่ากันว่าผู้หญิงไทยใจดีนี่น่า” เขายิ้มกริ่มแล้วโน้มหน้าลงกระซิบที่ใบหูของหญิงสาว “อย่าคิดจะทิ้งผมเหมือนวันนั้นอีก”
“!!!”
