บทที่ 2 ไม่อยากอยู่คนเดียว

“คะ?”   ศิศิราที่กำลังก่นด่าตัวเองอยู่จึงไม่ทันตั้งใจฟัง แต่ก็เห็นเขาพยักหน้าให้ลูกน้องกดหมายเลขลิฟต์ที่ชั้นบน

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาทำให้เธอเห็นใบหน้าหล่อเหลา ที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนไทย ผิดก็ตรงที่สำเนียงการพูดของเขาชัดเจนจนเธอนึกว่าสนทนากับคนไทย  เส้นผมของเขาสีน้ำตาลเข้มเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากหยักสวยคลี่ยิ้มน้อยๆ ด้วยความสูง190เซนติเมตรทำให้เธอที่สูง160 เตี้ยลงไปถนัดตา 

“ผมก็แค่ไม่อยากนั่งคนเดียว ถ้าคุณไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไร”

คำว่า ‘คนเดียว’ของเขานั้นเหมือนพูดถึงเธอมากกว่า สภาพเธอมันคงดูแย่มากจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาทันได้ยินที่เธอถูกคนตะโกนใส่หน้าว่าเป็นชู้หรือเปล่า  เสียงถอนหายใจเบาๆ เคล้าคลายเศร้าที่เกิดขึ้น ทำไมเธอต้องเจอเรื่องยุ่งยากพวกนี้ ทั้งที่ตัวเองหนีห่างมาตลอด ที่ผ่านมาเธอถูกคนประนามทั้งที่ไม่ได้ทำผิด   และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำอะไรให้คนอื่นคิดไปทางแบบนั้น  ทั้งที่คิดว่าอยู่เงียบๆ แล้วทุกอย่างจะดีไปเอง แต่เห็นได้ชัดว่าที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เลย ยิ่งเธอเงียบไม่ตอบโต้ก็เหมือนจะยิ่งถูกทำร้ายมากขึ้น

ช่างประไร นี่ชีวิตของเธอ เธออยากจะทำอะไรก็จะทำตามใจ

“ตกลงค่ะ”  เธอตอบก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ และรวมถึงใจเธอเองด้วย

มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้ม  เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเขาก็เผยมือให้หญิงสาวก้าวออกไปก่อน เพียงร่างเล็กก้าวผ่าน เขาได้กลิ่นหอมละมุมจางๆ จากกายของหญิงสาว ดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อยแล้วก้าวตามเจ้าของร่างเล็กออกมา  บอร์ดี้การ์ดกระจายตัวไปทันทีอย่างรู้หน้าที่  พนักงานเข้ามาต้อนรับเอ่ยสนทนาเป็นภาษาอังกฤษก่อนเดินนำไปที่นั่งมุมหนึ่งที่เป็นส่วนตัวและมองเห็นทิวทัศน์ของตึกสูงระฟ้ายามราตรี 

เขาเป็นฝ่ายเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวแปลกหน้า และไม่คิดจะเอ่ยปากถามชื่อของเธอ เมื่อเธอนั่งเรียบร้อยแล้วจึงนั่งฝั่งตรงข้าม

“คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม?”

ท่าทางเป็นธรรมชาติของเขาทำให้ศิศิราผ่อนคลายอย่างไม่รู้ตัว ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีแท้ๆ 

“ฉันเพิ่งทานมาจากงานเลี้ยงค่ะ”  เธอตอบไปตามตรง เผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ว่าชายหนุ่มจ้องมองอยู่ 

“ถ้าอย่างนั้นคุณคงดื่มมาแล้ว ต่อด้วยอะไรดี”  เขาอารมณ์ดี อาจเพราะเจรจางานของวันนี้ลุล่วงด้วยดีโดยไม่ต้องลั่นไกปืน 

“เมื่อครู่ดื่มคอกเทลกับเพื่อนไป เจอเรื่องแย่ๆ มา ฉันอยากดื่มอะไรที่แรงกว่านั้นหน่อย”

ใช่ ถ้าเมาหลับไปได้เลยจะดีมาก

“ถ้าอย่างนั้นเปิดไวน์แดงดีกว่า”  

เขาไม่อยากได้ชื่อว่าต้องเมาเหล้าผู้หญิง คนอย่างเอเดรียน วูล์ฟ ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องไร้สาระอย่างนั้น    ผู้หญิงมากมายอยากปีนเตียงเขาอยู่แล้ว และก็อีกมากที่ไม่กล้าเข้าใกล้เมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนตระกูลวูลฟ์  

ศิศิราได้ยินเขาสั่งเครื่องดื่มกับบริกร  เธอย้ายสายตามองไปด้านนอก ห้องอาหารสุดหรูวิวโรแมนติกที่นั่งติดกระจกใสมองเห็นตึกสูง เธอเรียนที่นี่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ได้ทุนเรียนจนจบระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรัฐอันดับต้นๆ ของประเทศ เธอได้งานทำก่อนเรียนจบด้วยซ้ำเพราะคำแนะนำจากอาจารย์ ก่อนตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด อำเภอเล็กๆ ที่เงียบสงบแต่เหมือนแหล่งซ่อนตัวของนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบและยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมดั่งเดิม 

แต่เพราะการงานของเธอ ศิศิราเป็นนักแปลอิสระ เธอรับงานแปลตั้งแต่เอกสารวิชาการไปยันงานวรรณกรรม ยิ่งได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ต่างๆ เธอก็ได้งานมากยิ่งขึ้น เป็นผู้ช่วยสายงานวิจัย งานเรียบเรียงบทความ แต่ยิ่งรู้จักคนมากเท่าไหร่ เธอยิ่งปิดตัวเองมากเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องราวมาไม่ได้หยุดได้หย่อน

ชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว  สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรกับการชวนใครสักคนที่ถูกตามานั่งดื่ม  และเขาก็ไม่ใช่คนใจดีขนาดยื่นมือเข้าช่วยเหลือใคร แต่...อาจจังหวะที่เธอหมุนตัวและใช้ตัวเขาหลบคนที่ตามมานั้น เขาได้กลิ่นหอมอ่อนจาง กลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกบางอย่าง ไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอมหรือโลชั่น แต่...เธอให้ความรู้สึกเหมือนแดดยามเช้า อบอุ่นไม่ร้อนแรงแผดเผา

เสียงบริกรแนะนำไวน์ก่อนรินใส่แก้วทรงทิวลิปของสองหนุ่มสาว แล้วถอยออกไป เสียงเพลงเคล้าคลอ เขายกแก้วไวน์ขึ้น เธอทำตามเขา เขายื่นแก้วมาตรงหน้า เธอทำเช่นเดียวกัน แก้วไวน์สองแก้วกระทบกันเล็กน้อยก่อนแยกจากแล้วจรดที่ริมฝีปากทว่าดวงตาของเขายังจ้องมองเธอไม่วางตา

รสฝาดผ่านปลายลิ้น ครู่ต่อมาถึงรู้สึกหวานและร้อนนิดๆ กลิ่นหอมยังอวลอยู่ในปาก ศิศิราออกงานสังคมอยู่บ้าง เธอดื่มพอเป็นพิธีแต่ไม่ได้คอแข็งนัก แต่กระนั้นก็พอรู้ว่าเป็นไวน์ชั้นดี 

“รสชาติถูกปากไหม”

“ค่ะ”  เธอยิ้ม ดูเหมือนจะเป็นยิ้มจากใจจริงหลังจากเจอเรื่องแย่ๆ เธอมองเขาที่ขยับเนกไทเลื่อนลงด้วยท่าทีผ่อนคลาย

“คุณมาทำอะไรที่กรุงเทพฯคะ”

“คุณไม่คิดว่าผมเป็นคนที่นี่เหรอ” เขายิ้มแล้วพยักหน้าให้บริกรเติมไวน์ 

“นั้นสิ ฉันต่างหากที่ไม่ใช่คนที่นี่”

“ถ้าอย่างนั้น”

“ฉันมาจากต่างจังหวัดค่ะ มาคุยเรื่องงานแล้วก็พอดีมีปาร์ตี้เลี้ยงรุ่น”  เธอไม่อยากพูดเรื่องตัวเองมากเกินไป เพราะเธอรู้ว่าตัวเองเป็นคนน่าเบื่อ ไม่อยากให้เสียบรรยากาศดีๆ นี้ไป

“ที่ชุมชนของฉันก็มีการทำไวน์จากผลไม้”

“น่าสนใจ”

“เหล้ากลั่น เหล้าต้ม สาโท คุณรู้จักไหม”  อาจเพราะดื่มไวน์เข้าไป จึงทำให้ศิศิราพูดมากกว่าปกติ 

“เคยได้ยินครับ” เขายิ้ม 

“ไปต่อที่ห้องผมไหม?”

หญิงสาวเงยหน้าจากแก้วไวน์ที่ว่างเปล่า รอยยิ้มในแววตาสีน้ำตาลชวนหลงใหล เขาดื่มไวน์อึกสุดท้ายหมดแล้วก็ยื่นมือข้ามโต๊ะมาบีบมือเธอเบาๆ

“ถ้าเขินก็ไม่ต้องตอบ แค่พยักหน้าก็พอ”

ประโยคคำถามที่ไม่เหมือนคำถาม ในน้ำเสียงเหมือนบงการเสียมากกว่า  แต่ศิศิราก็พยักหน้ารับ 

ไม่รู้ว่าการสนทนามาถึงจุดนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะไวน์ครึ่งขวดหรือเพราะคุยถูกคอ หรือเพราะเป็นคนเหงาสองมาเจอกัน 

เหงาเหรอ? ไม่รู้สิ

แค่รู้ว่าคืนนี้ไม่อยากอยู่คนเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป