บทที่ 7 กลับบ้าน

               ชายหนุ่มสวมแว่นกันแดดสีดำยืนอ้าปากหาวพิงประตูรถกระบะอายุกว่าสิบปีสีน้ำเงินเข้ม  สายตาทอดมองไปยังรถทัวร์จากกรุงเทพฯ เข้ามาจอดที่สถานีขนส่ง เขาเฝ้ามองคนที่ทยอยลงจากรถ จนกระทั่งหญิงสาวรูปร่างเพรียวบางสวมเสื้อยืดและกางเกงยีนทะมัดทะแมงลงมาจากรถ  เขาถอดแว่นตากันแดดแล้วเหน็บกับคอเสื้อก่อนสาวเท้าเดินไปรับน้องสาว

           “พี่น้ำเหนือ” ศิศิรารับกระเป๋าเดินทางจากพนักงานเดินรถ เธอกวาดตามองพี่ชายแล้วมองเลยไปยังด้านหลังแต่ไม่มีคนอื่น  น้ำเหนือยื่นมือไปรับกระเป๋าเดินทางของน้องสาว

           “มองหาอะไร”

           “พี่แองเจิ้ลล่ะคะ”

         “เฝ้าร้าน”

           “หา!”

           “หาอะไร” พี่ชายเลิกคิ้วแล้วเหวี่ยงกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถแล้วเปิดประตูให้น้องสาว

           “พี่ให้ลูกค้าเฝ้าร้านแทนได้ไง” ศิศิราขึงตาดุใส่พี่ชาย แต่เขากลับหัวเราะออกมา

           “ก็ลูกค้าอยากเฝ้าร้านให้เองนี่ แล้วก็เป็นคนให้พี่มารับคะนิ้งด้วย”

           คะนิ้งคือชื่อเล่นศิศิรา เธอมีพี่ชายชื่อน้ำเหนือซึ่งปีนี้อายุยี่สิบห้าพอดี  ทั้งสองสนิทกันมากแต่ไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันมากนัก คุณตาคุณยายมีที่ดินมรดกริมแม่น้ำโขง ตอนนั้นพ่อกับแม่เธอทำงานอยู่กรุงเทพฯ บ้านตายายไม่มีลูกหลานคนไหนอีก  ในช่วงชีวิตวัยรุ่นน้ำเหนือค่อนข้างเกเรและเพื่อดัดนิสัยจึงส่งมาอยู่กับตายาย แรกทีเดียวก็มีต่อต้านบ้างแต่พออยู่ไปอยู่มาก็ไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตต่างจังหวัด จนกระทั่งพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่  เขาเดินทางมารับน้องสาวแต่ช่วงนั้นคะนิ้งเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เธอไม่อยากย้ายและที่นี่ก็ได้ทุนเรียน  น้องสาวก็ใช้ความพยายามในการสอบเข้า เขายังจำได้ถึงน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจที่รู้ว่าสอบติดสำเร็จ

           ‘อยู่คนเดียวไหวเหรอ’

         ‘พี่น้ำเหนือก็อยู่คนเดียวเหมือนกันนี่’

         คุณตาคุณยายตายจากไปหลายปีด้วยโรคชรา น้ำเหนือได้รับมรดกจากทั้งสองซึ่งแม่ไม่ขัดข้อง ลูกชายใช้พื้นที่ที่เคยเป็นที่เพาะปลูกทำเกษตรง่ายๆ กลายเป็นเกสต์เฮ้าส์ขนาดเล็ก สร้างรายได้พอสมควรเลยทีเดียว

           แต่หลังเรียนจบไม่นาน ตอนแรกน้ำเหนือยังคิดว่าคะนิ้งจะไม่กลับมาอยู่ต่างจังหวัดด้วยซ้ำ คนเมืองใช้ชีวิตอยู่เมืองนานๆเข้า ย้ายมาอยู่บ้านนอกต้องปรับตัวไม่น้อย บางคนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตในเมืองเหมือนเดิม แต่วันหนึ่ง น้องสาวเดินทางมาเยี่ยมและเปรยว่าอยากกลับมาอยู่ที่นี่ เขาย่อมดีใจและต้อนรับอยู่

           ‘ที่นี่ก็เป็นของคะนิ้งครึ่งหนึ่งคุณตาคุณยายแบ่งไว้ให้แล้ว’

         ‘คะนิ้งไม่ได้ทำอะไร จะมาเอาผลประโยชน์ไม่ได้ เอาเปรียบพี่น้ำเหนือเกินไป’

         ‘มาช่วยกันทำไหมล่ะ งานของคะนิ้งเป็นฟรีแลนซ์ มาทำต่างจังหวัดได้ไหม’

         ‘เต็มใจให้มาหรือเปล่า’

         ‘ก็ต้องเต็มใจอยู่แล้ว’

         ศิศิราคิดเสมอว่าตัวเองโชคดี เธอมีพี่ชายที่เอ็นดูและห่วงใยจากใจจริง เธอเคยเห็นหลายครอบครัวที่พี่น้องไม่สนิทกัน ห่างเหินจนเหมือนคนอื่นคนไกล แต่นั้นไม่ใช่เธอกับพี่น้ำเหนือ

           “เป็นเจ้าบ้านยังไงใช้ลูกค้าแบบนี้ รีบกลับบ้านเลย”

           “ครับๆ คุณผู้หญิง”  น้ำเหนือหัวเราะแล้วขับรถพาน้องสาวกลับบ้าน

           งานของศิศิราใช้สมาธิค่อนข้างมาก เขาปลูกบ้านหลังเล็กๆให้อยู่ใกล้กับเขา เพื่อให้น้องทำงานและใช้ชีวิตตามความพอใจ ส่วนเขามีกิจการที่พอเลี้ยงปากท้องไม่ถือว่าร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ลำบาก ที่ลำบากน่าจะเป็นปากคนมากกว่า เพราะงานของศิศิราที่ทำที่บ้านแต่คนอื่นไม่เข้าใจคิดว่าเกาะพี่ชายกินไปวันๆ

           “ไปกรุงเทพฯ ตั้งหลายวัน ทำไมดูหน้าตาไม่มีความสุขเลย” น้ำเหนือถามขณะที่สายตายังทอดมองไปยังถนนเบื้องหน้า

           “หน้าคะนิ้งบอกแบบนั้นเหรอคะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วย้ายสายตามองไปนอกหน้าต่างรถ ไม่รู้ทำไม เธอถึงมีแรงดึงดูดกับเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวที่ตัวเองไม่ได้ทำด้วย ตั้งแต่เรียนมัธยมก็ถูกหาว่าเป็นเด็กเลี้ยง ทั้งที่ตัวเองสอบชิงทุนได้แท้ๆ เข้ามหา’ลัย ก็เจอคำกล่าวหาว่าเป็นเด็กเสี่ย มีผู้ชายส่งเสียผูกปิ่นโต  ทำไมผู้หญิงถึงต้องใช้ชีวิตแบบพึ่งพาผู้ชายตลอดนะ ทำไมคนอื่นไม่คิดว่าผู้หญิงก็สามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้ และทำได้ดีด้วย

           แค่ฟังน้ำเสียง น้ำเหนือก็รู้ว่าน้องสาวอารมณ์ไม่ดี เขาไม่อยากกวนใจจึงไม่เซ้าซี้ถามอะไรอีกจนรถเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน หญิงสาวลงจากรถโดยมีพี่ชายหิ้วกระเป๋าเดินทางให้ เมื่อเข้าในส่วนบริเวณที่เป็นคาเฟ่เล็กๆ ก็พบหญิงสาวชาวอังกฤษที่สวมเสื้อผ้าชุดผ้าฝ้ายแบบชาวเหนือ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยมีดอกไม้เล็กๆ ประดับอยู่  หญิงสาวกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ เมื่อได้ยินเสียงประตูร้านเปิดก็เงยหน้าแล้วส่งยิ้มให้ทั้งสองคน

           “พี่แองเจิ้ลมาทำอะไรแบบนี้เนี้ย” ศิศิรารีบสาวเท้าเข้าไปแย่งผ้าเช็ดโต๊ะในมือ “พี่เป็นลูกค้าจะมาทำแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคะนิ้งทำเองค่ะ”

           “ไม่ต้องหรอกค่ะ น้องคะนิ้งเพิ่งมาถึงพักผ่อนก่อน” หญิงสาวที่ชื่อแองเจิ้ลพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัด

           “คะนิ้งหลับบนรถมาตั้งหลายชั่วโมง ให้คะนิ้งยืดเส้นยืดสายเถอะค่ะ” ศิศิราพูดแล้วหันไปทำตาดุใส่พี่ชายที่หิ้วกระเป๋าเดินตามหลังเธอเข้ามา มีอย่างที่ไหนให้ลูกค้าเฝ้าร้านแล้วยังเช็คโต๊ะอีก

           “หิวไหม มีข้าวต้มกุ้งเหลืออยู่นะ”

           น้ำเหนือแกล้งพูดหยอกน้องสาว ใครจะเอาของเหลือให้น้องสุดที่รักกินได้เล่า

           แองเจิ้ลมองสองพี่น้องหยอกกันไปมาก็อมยิ้ม เธอมาจากครอบครัวใหญ่...เอ่อ...ใหญ่มาก นับลูกพี่ลูกน้องแทบไม่ไหว แต่คนที่เธอสนิทที่สุดมีคนเดียว

           ป่านนี้ เขาคงรู้แล้วว่าเธอหายไป

           “ก็บอกให้นั่งเครื่องบินมาแล้วพี่ขับรถไปรับก็ไม่เอา”

           “จากสนามบินมาบ้านเราไกลจะตาย” ศิศิราเบ้ปาก “นั่งรถทัวร์มาลงแบบนี้ใกล้กว่าเยอะ”

           พูดจบก็หันไปบอกกับสาวชาวอังกฤษ ที่ศิศิรารู้เพราะตอนที่แองเจิ้ลเข้าพักได้ขอดูพาสสปอรต์เพื่อยืนยันตัวตน ทำให้รู้ว่าสาวสวยตรงหน้าอายุ24ปีและมาจากอังกฤษ แต่ที่น่าแปลกใจคืออีกฝ่ายพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

           'แม่ของลูกพี่ลูกน้องของฉันเป็นคนไทยค่ะ ฉันเลยได้หัดพูดภาษาไทย เธอบอกว่าที่นี่สวยมากฉันเลยอยากมาดูสักครั้ง ยังไงฉันขอจองห้องพักหนึ่งเดือนเลยนะคะ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป