บทที่ 8 ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้

ชายหนุ่มเหยียบเบรกจนรถกระตุกหยุดกึกเมื่อแล่นมาเทียบหน้าประตูโรงเรียน

"ถ้ามีไอ้หน้าไหนมันกล้ามาจีบเธอ..."

ภามหันมาขบกรามจ้องหน้าเด็กสาว แววตาวาวโรจน์

"ก็บอกมันไป ว่าผู้ปกครองของเธอดุมาก และพร้อมจะกระทืบคนที่มายุ่งกับคนของศิริพัฒน์เสมอ"

ข้าวหอมลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แววตาของเขาไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด

เด็กสาวรีบปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูลงจากรถอย่างรวดเร็วเพื่อหนีรังสีอำมหิต ทว่าภามกลับดับเครื่องยนต์แล้วเปิดประตูตามลงมาด้วย

"พี่ภามจะลงมาทำไมคะ หนูเดินเข้าโรงเรียนเองได้!"

"ฉันก็จะเดินไปส่งถึงหน้าประตูไง จะได้เช็กด้วยว่าสภาพแวดล้อมโรงเรียนมันเป็นยังไง"

การปรากฏตัวของหนุ่มนักศึกษาวิศวะหน้าตาหล่อเหลา แววตาดุดันแถมยังขับรถยุโรปคันหรู ดึงดูดสายตาของบรรดาเด็กนักเรียนหญิงบริเวณนั้นให้เหลียวมองเป็นตาเดียว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่สนใจใครนอกจากเด็กดื้อที่เดินหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆ

ในจังหวะที่ข้าวหอมกำลังจะก้าวผ่านประตูโรงเรียน ร่างสูงของนักเรียนชายรุ่นพี่คนหนึ่งก็เดินสวนมาและหยุดทักทายเธอ

"อ้าว น้องข้าวหอมใช่ไหม ที่สอบได้ที่หนึ่งสายวิทย์-คณิตตอนสอบเข้า พี่ชื่อซันนะ เป็นประธานสี..."

ยังไม่ทันที่รุ่นพี่หน้าหล่อจะได้แนะนำตัวจนจบ ร่างหนาของภามก็ก้าวพรวดเข้ามาขวางหน้าข้าวหอมเอาไว้มิดชิด ชายหนุ่มปรายตามองเด็กมัธยมตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีความกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจนรอยยิ้มของประธานสีเจื่อนลงไปถนัดตา

"มีธุระอะไรกับคนของฉันไม่ทราบ"

น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของภาม เชือดเฉือนจนคนฟังรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง

"เอ่อ... ปะ เปล่าครับ ผมแค่จะเข้ามาทักทายน้องเขาเฉยๆ ขอตัวก่อนนะครับ"

 รุ่นพี่คนนั้นรีบก้มหัวประหลกๆ แล้วเดินจ้ำอ้าวหนีไปทันทีราวกับเห็นผี

ข้าวหอมอ้าปากค้าง หันไปแหวใส่คนตัวโตทันที

"พี่ภาม! ไปดุเขาทำไม พี่เขาแค่เข้ามาทักทายหนูตามมารยาทเองนะ ทำแบบนี้เดี๋ยวหนูก็ไม่มีเพื่อนคบพอดี!"

ภามโน้มใบหน้าลงมากระซิบใกล้ใบหูเล็ก

"ฉันไม่ได้ดุ... ฉันแค่เตือนให้พวกมันรู้ตัว ว่าหมาตัวไหนก็ห้ามมาวุ่นวายกับเธอ"

ชายหนุ่มยืดตัวขึ้น เอื้อมมือไปดึงหางม้าของเธอเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว

"เข้าไปเรียนได้แล้ว ยัยตัวยุ่ง... ตอนเย็นมารอตรงนี้ ห้ามไปไหน ฉันจะมารับเอง"

พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถ ทิ้งให้ข้าวหอมยืนนิ่งอยู่หน้าประตูโรงเรียน สองแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองกำลังโกรธที่เขาทำตัวเผด็จการ... หรือกำลังใจเต้นแรงกับคำว่าคนของฉัน ที่เขาหลุดปากพูดออกมากันแน่

หลังจากส่งข้าวหอมเข้าโรงเรียนเรียบร้อย ภามก็ขับรถออกจากหน้าโรงเรียนด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ

หลังจากส่งข้าวหอมเข้าโรงเรียนเรียบร้อย ภามก็ขับรถออกจากหน้าโรงเรียนด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ

ภาพเด็กสาวในชุดนักเรียน ม.ปลาย ที่เดินหายเข้าไปหลังประตูโรงเรียนยังติดอยู่ในหัวเขา ตัวเล็กแค่นั้นแต่ปากเก่งเป็นบ้า ดื้อก็ที่หนึ่ง เถียงก็ที่หนึ่ง แถมยังทำท่าเหมือนไม่กลัวอะไรบนโลกนี้ ทั้งที่เพิ่งย้ายมาอยู่เมืองหลวงแท้ๆ

ภามถอนหายใจยาว มือข้างหนึ่งเคาะนิ้วกับพวงมาลัยเป็นจังหวะ สัญญาณไฟแดงตรงสี่แยกทำให้รถหยุดนิ่ง เขาเหลือบมองกระจกมองหลังโดยไม่รู้ตัว ราวกับจะเห็นเด็กดื้อคนนั้นนั่งทำหน้ามุ่ยอยู่เบาะหลังเหมือนเมื่อเช้า

“หนูไปเรียนนะคะ ไม่ได้ไปหาแฟน!”

เสียงแหวของข้าวหอมลอยเข้ามาในหัว ภามขมวดคิ้วทันที เด็กอายุสิบห้า พูดเรื่องแฟนได้หน้าตาเฉย น่าปวดหัวจริงๆ

ไฟเขียวสว่างขึ้น รถเอสยูวีคันหรูจึงเคลื่อนตัวออกไปบนถนนสายหลัก มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยของเขา จากโรงเรียนมัธยมที่เต็มไปด้วยเด็กในชุดนักเรียน ภาพรอบข้างค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาคารสูง ร้านกาแฟ ร้านถ่ายเอกสาร หอพักนักศึกษา และรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับแทรกกันวุ่นวายหน้าเขตมหาวิทยาลัย

ทันทีที่รถของภามเลี้ยวเข้าประตูคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เสียงเครื่องมือจากโรงปฏิบัติการดังแว่วมาไกลๆ นักศึกษาหลายกลุ่มเดินถือแฟ้ม กระบอกใส่แบบแปลน กล่องโมเดล และแก้วกาแฟกันคนละใบสองใบ บางคนนั่งก้มหน้าก้มตาคำนวณบนโต๊ะหินอ่อน บางคนสวมเสื้อช็อปเปื้อนฝุ่นไม้ เปื้อนกาว และเปื้อนสีจนแทบดูไม่ออกว่าเดิมทีเป็นสีอะไร

นี่แหละโลกของเขา โลกที่ทุกอย่างวัดได้ คำนวณได้ และมีคำตอบชัดเจน ไม่เหมือนเด็กบ้านสวนบางคนที่มาแบบไม่มีสูตร ไม่มีแบบแปลน และไม่มีคู่มือรับมือ

ภามจอดรถใต้ตึกคณะ ดับเครื่อง แล้วคว้ากระบอกแบบแปลนกับแฟ้มรายงานเดินตรงไปยังห้องสตูดิโอประจำภาควิชา ทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไป เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้น

“อ้าว คุณชายภาม วันนี้พายุลูกไหนพัดเข้าวะ ถึงได้โผล่มาสาย”

นัท เพื่อนสนิทปีเดียวกันร้องทักพลางละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาทะเล้น และมีรอยยิ้มแบบคนที่เกิดมาเพื่อแซวชาวบ้านโดยเฉพาะ ข้างๆ กันคือ สมาร์ท หนุ่มแว่นสายวิชาการประจำกลุ่ม ผู้ซึ่งกำลังใช้คัตเตอร์กรีดแผ่นอะคริลิกอย่างตั้งใจ

“ปกติแปดโมงเช้ามึงต้องมานั่งสิงอยู่ในช็อปแล้วนี่ วันนี้ผิดสถิติไปเจ็ดนาที” 

สมาร์ทพูดโดยไม่เงยหน้า 

“แถมหน้าตายังเหมือนเพิ่งไปออกรบมา”

ภามวางแฟ้มลงบนโต๊ะทำงาน 

“รถติด”

“ข้ออ้างมาตรฐานของคนมีพิรุธ” 

นัทยื่นหน้าเข้ามาใกล้ 

“ไอ้เคนมันไลน์มาบอกว่าเห็นรถมึงไปจอดเทียบหน้าโรงเรียนมัธยม แถมยังมีเด็กมัธยมหน้าตาจิ้มลิ้มลงมาจากรถมึงด้วย... ยังไงวะ ไปส่งใคร”

ภามตวัดสายตาใส่เพื่อนทันที 

“ลูกสาวเพื่อนแม่ เพิ่งย้ายมาอยู่ที่บ้าน แม่ให้ไปส่งโรงเรียน”

“อ๋อ...” 

นิกลากเสียงยาวแบบไม่น่าไว้ใจ 

“น้องสาวจำเป็น?”

“เด็กในความดูแลของแม่กู”

“แล้วทำไมมึงต้องทำหน้าเหมือนพ่อที่เพิ่งส่งลูกเข้าอนุบาลวันแรก”

สมาร์ทดันแว่นขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“จากข้อมูลที่สังเกตได้ ภามมีระดับความหงุดหงิดสูงกว่าปกติประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ สาเหตุอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เด็กดื้อ”

ภามหันไปมองสมาร์ทช้าๆ 

“มึงสองคนว่างมากใช่ไหม”

“ไม่ว่าง” 

นัทตอบทันที ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ ลากเสียงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น 

“ว่าแต่... น้องสาวจำเป็นของมึงเนี่ย หน้าตาเป็นไงวะ ขาว หมวย สเปกเด็กวิศวะปะ น่ารักไหม”

คำถามนั้นทำเอาคนที่กำลังหยิบไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาเตรียมตีเส้นถึงกับชะงัก ปลายดินสอขยับพลาดจนเส้นกราฟิกบนกระดาษเบี้ยวไปมิลลิเมตรหนึ่ง ภาพใบหน้าจิ้มลิ้ม แก้มป่องๆ ที่ชอบเถียงฉอดๆ แวบเข้ามาในหัว

ภามแค่นหัวเราะในลำคอ ตวัดสายตาดุๆ ใส่เพื่อน 

“ดื้อ รั้น ขยันหาเรื่องปวดหัว... ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าน่ารักสักนิด”

“โห ปากแข็งว่ะ”

 นัทหรี่ตาจับผิด 

“แล้วน้องเขาอายุเท่าไหร่ เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว เผื่อพวกกูจะได้เตรียมตัวซื้อขนมไปรับขวัญน้องสาวเพื่อนถูก”

“สิบห้า... ม.สี่” 

ภามตอบเสียงห้วน หยิบยางลบมาลบรอยดินสอที่ขีดพลาดด้วยแรงที่มากกว่าปกติจนกระดาษแทบยับ

“เชี่ย! วัยขบเผาะ!” 

นัทตาโตตบโต๊ะฉาด 

“เด็ก ม.สี่ กำลังน่ารัก สดใส โลกสีชมพูเลยนี่หว่า โรงเรียนมัธยมแถวนี้ด้วยใช่ไหม งั้นตอนเย็นกูติดรถมึงไปรับน้องเขาด้วยดีกว่า เผื่อน้องมีเพื่อนน่ารักๆ แนะนำให้กูบ้าง”

ปัง!

ไม้บรรทัดเหล็กในมือภามถูกตบลงบนโต๊ะเขียนแบบเสียงดังสนิทจนสมาร์ทที่กำลังกรีดอะคริลิกอยู่ถึงกับสะดุ้ง

นัยน์ตาคมกริบสีรัตติกาลตวัดมองเพื่อนสนิท สันกรามหนาบดเข้าหากันจนเห็นเป็นสันนูนชัดเจน รังสีความกดดันแผ่ออกมาจนบรรยากาศในกลุ่มเย็นเยียบลงกะทันหัน

“ไอนัท...”                             

ภามกดเสียงต่ำลอดไรฟัน

“ถ้ามึงยังไม่หยุดเพ้อเจ้อเรื่องเด็กในบ้านกู กูจะเอาไม้บรรทัดนี่ฟาดปากมึงแทนข้าวเช้า... และถ้าตอนเย็นกูเห็นมึงเดินเฉียดรถกูแม้แต่ก้าวเดียว กูจะถีบมึงตกรถ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป