บทที่ 9 พี่ชายสุดโหด
นัทถึงกับผงะ รีบยกมือสองข้างขึ้นระดับอกเป็นเชิงยอมแพ้
“เฮ้ยๆ โหดจังวะ กูแค่แซวเล่นนิดเดียวเอง ถามแค่นี้ทำเป็นหงุดหงิด ทำหยั่งกะหวงลูกสาว”
“กู-ไม่-ได้-หวง!”
ภามกระแทกเสียงตอบทีละคำ
“แต่เด็กนั่นคือความรับผิดชอบของกู กูไม่อยากให้พวกมึงไปวุ่นวายสร้างความรำคาญ เข้าใจไหม”
“ครับๆ ไม่วุ่นวายแล้วครับ คุณพ่อผู้ปกครองจำใจ”
นัทบ่นอุบอิบแล้วรีบถอยเก้าอี้กลับไปนั่งที่เดิม
“โปรเจกต์สะพานถ้าพัง พวกมึงติดเอฟทั้งกลุ่ม”
ภามเปลี่ยนเรื่องเสียงแข็ง ดึงความสนใจกลับมาที่งานตรงหน้า
เขาเปิดแฟ้มรายงาน กางแบบแปลนโมเดลสะพานลงบนโต๊ะ ทว่าแม้จะพยายามจดจ่อกับการคำนวณแรงรับน้ำหนักมากแค่ไหน สมาธิที่เคยเฉียบคมราวกับเครื่องจักรของเขากลับรวนไปหมด
ตลอดช่วงสาย ภามเผลอเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออยู่หลายครั้งโดยไม่รู้ตัว
‘ป่านนี้จะไปมีเรื่องกับใครหรือเปล่าวะ...’
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขาจำแววตาท้าทายของข้าวหอมตอนที่รุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาทักได้ดี โรงเรียนสหศึกษาแบบนั้นยิ่งมีพวกผู้ชายวัยคึกคะนองเยอะอยู่ด้วย ขนาดไอ้นิกแค่ได้ยินว่าอยู่ ม.สี่ ยังหูผึ่ง แล้วพวกเด็กผู้ชายที่โรงเรียนนั่นล่ะ จะไม่จ้องยัยเด็กแสบเป็นตาเดียวเลยหรือไง
ไม่นานนัก อาจารย์ประจำวิชาออกแบบโครงสร้างก็เดินเข้ามาในสตูดิโอ
“กลุ่มภาม เอามาดูหน่อย”
เสียงอาจารย์เรียกทำให้ทั้งสามคนรีบยกโมเดลไปวางบนโต๊ะตรวจ อาจารย์วัยกลางคนหยิบแว่นขึ้นมาสวม ก้มดูโครงสร้างสะพานอย่างละเอียด
“งานเรียบร้อยดี แต่ตรงกลางยังน่าเป็นห่วงนะ”
ภามพยักหน้าทันที
“ผมเห็นเหมือนกันครับอาจารย์ ตั้งใจจะเพิ่มไดอะกอนัลเมมเบอร์ อีกหนึ่งจุด แล้วลดน้ำหนักส่วนปลายครับ”
อาจารย์เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ดีที่มองออกเอง แบบนี้แปลว่าคิด ไม่ใช่แค่ทำตามแบบ... แต่ระวังนะ งานวิศวะไม่ได้แพ้เพราะจุดใหญ่เสมอไป บางทีแพ้เพราะจุดเล็กๆ ที่เราคิดว่าไม่สำคัญ”
ภามนิ่งไปนิดหนึ่ง... จุดเล็กๆ ที่คิดว่าไม่สำคัญ
ไม่รู้ทำไมประโยคนี้ถึงทำให้เขานึกถึงเด็กตัวเล็กที่เพิ่งไปส่งโรงเรียนเมื่อเช้า ตอนแรกเขาก็คิดว่าเธอเป็นแค่ภาระเล็กๆ ในบ้าน เป็นความวุ่นวายเล็กๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่แค่ไม่กี่วัน เด็กคนนั้นกลับทำให้เขาต้องเสียเวลาขับรถไปส่ง และทำให้เขาเผลอขู่เด็กผู้ชายที่เดินเข้ามาทักเธอหน้าประตูโรงเรียนโดยไม่รู้ตัว
ช่วงพักเที่ยง ทั้งสามคนลงมากินข้าวที่โรงอาหารคณะวิศวะ ภามถือจานข้าวกะเพราหมูสับมานั่งที่โต๊ะ พอเห็นหมูทอดในถาดร้านข้างๆ เขากลับนึกถึงข้าวหน้าหมูทอดที่สั่งให้ข้าวหอมเมื่อวาน ตอนแรกเขาก็แค่สั่งไปงั้นๆ แต่พอเห็นเด็กที่นั่งทำตัวลีบยอมกินของอร่อยแล้วแอบยิ้ม เขาก็รู้สึกว่าอย่างน้อยยัยเด็กดื้อคนนั้นก็ยังจัดการได้ไม่ยากนัก แค่ให้กินของที่ชอบ
ก่อนที่ภามจะได้ตักข้าวเข้าปาก โทรศัพท์มือถือก็สั่นขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือมารดา เขากดรับสายทันที
“ครับแม่”
“ตาภาม เย็นนี้เคลียร์งานเสร็จกี่โมงลูก อย่าลืมไปรับหนูหอมที่โรงเรียนนะ”
ภามชะงักไปนิด
“เดี๋ยวผมไปรับเองครับ”
“แม่โทรมากำชับเลยนะ ว่าลูกต้องไปให้ตรงเวลา ห้ามเรตเด็ดขาด”
น้ำเสียงของนภาเจือแววตำหนิเล็กน้อย
“หนูหอมไลน์มาบอกแม่ว่า เมื่อเช้าลูกไปตั้งกฎขู่สั่งให้น้องรออยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียนห้ามเดินไปไหน... น้องเพิ่งไปเรียนวันแรกก็ไม่กล้าขัดคำสั่งลูก กลัวขยับไปไหนแล้วจะโดนเราดุ ลูกนี่จริงๆ เลย ไปตั้งกฎอะไรเข้มงวดกับน้องนักหนา”
ภามหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพตอนที่เขากระตุกหางม้าแล้วออกคำสั่งเฉียบขาดหน้าโรงเรียนแวบเข้ามาในหัว... ยัยเด็กขี้ฟ้อง!
“ผมไม่ได้ขู่ครับ แค่สั่งให้รอตรงนั้นมันจะได้หากันเจอง่ายๆ” ชายหนุ่มแก้ตัวเสียงแผ่ว
“ผมรู้แล้วครับแม่ เดี๋ยวบ่ายสามครึ่งผมไปสแตนด์บายรอเลย ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาหรอกน่า”
“ดีจ้ะ งั้นแม่ฝากด้วยนะ”
พอวางสาย นัทที่นั่งแอบฟังอยู่ตรงข้ามก็ยิ้มกริ่มจนภามอยากเอาถาดข้าวครอบหัว
“โอ้โห... มีตั้งกฎขู่ให้น้องรอที่เดิมห้ามไปไหนด้วยว่ะ ทำไมครับ กลัวเดินหลงหรือกลัวใครมาคาบไปกิน”
“หุบปากไปเลยไอนิก”
สมาร์ทก้มลงจดอะไรบางอย่างลงสมุด ภามขมวดคิ้ว
“มึงจดอะไรอีก”
“บันทึกการเปลี่ยนแปลงของภาม วันที่หนึ่ง หลังมีเด็กในบ้าน”
ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือ บ่ายโมงสิบห้านาที เหลือเวลาอีกสองชั่วโมงสิบห้านาที เขาต้องแก้โมเดลให้เสร็จ ตรวจรายงานกับสมาร์ท และส่งแบบให้อาจารย์เซ็นก่อนบ่ายสาม
ภามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งแจ้งเตือนไว้ตอนบ่ายสามตรง หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมข้อความสั้นๆ ว่า 'ไปรับข้าวหอม' เขามองข้อความนั้นอยู่สองวินาที ก่อนจะกดล็อกหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเสื้อช็อป
“ก็แค่หน้าที่ผู้ปกครองจำเป็น... สั่งไว้แล้วก็ต้องไปรับให้ตรงเวลา”
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
มหาวิทยาลัยที่เคยเป็นพื้นที่สงบของเขา วันนี้กลับไม่สงบเท่าเดิม ไม่ใช่เพราะโปรเจกต์สะพาน ไม่ใช่เพราะอาจารย์ หรือเพื่อนปากมากสองคนตรงหน้า แต่เพราะเด็กบ้านสวนคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาในชีวิต เด็กคนนั้นเหมือนแรงกระแทกที่ไม่มีในแบบคำนวณ ไม่ใหญ่พอจะทำให้โครงสร้างพัง แต่ก็มากพอจะทำให้ทุกอย่างในชีวิตที่เคยเข้าที่เข้าทางของภามเริ่มสั่นไหวทีละนิด
และถ้าบ่ายสามครึ่งนี้ ยัยเด็กขี้ฟ้องนั่นไม่ยืนรออยู่ตรงจุดที่เขาสั่งไว้ล่ะก็... เขาจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลยคอยดู!
