บทที่ 10 ตอนที่ 9 เป็นศัตรูกับกุ้ยเฟยอย่างเปิดเผย (ตอนต้น)
ตอนที่ 9 เป็นศัตรูกับกุ้ยเฟยอย่างเปิดเผย (ตอนต้น)
"เยวี่ยหลันเจ้าไหวหรือไม่" ฟู่เจินเจินรีบมานั่งข้าง ๆ เซียวเยวี่ยหลัน นางแอบกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ ทว่าคนที่ถูกกุมมือกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ผิดกับคนที่เป็นฝ่ายยื่นมือออกไปกุม คุณหนูฟู่ดูประหม่ายิ่งกว่านางเสียอีก ก็อย่างว่าเมืองใต้กับวังหลวงแตกต่างกัน ที่นี่เหมือนถ้ำเสือถ้ำจระเข้ ที่เผลอเข้ามาอาจเหลือเพียงกระดูก
"ข้าไม่เป็นอันใด อีกเดี๋ยวเจ้าไม่ต้องพูดอันใดมาก บอกไปว่าเห็นแค่น้องสี่เพียงผู้เดียว ส่วนบุรุษผู้นั้นไม่ทันได้เห็นหน้า ได้ยินแต่เสียงคุณหนูเหล่านั้นเรียกท่านอ๋องก็พอแล้ว" ถึงแม้จะสงสัยแต่ฟู่เจินเจินมิใช่คนโง่ สหายพูดเช่นนี้ นางย่อมฟังออก เรื่องใดก็ตามรู้น้อยหน่อยย่อมดีกว่า
เป็นอย่างที่เซียวเยวี่ยหลันคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดเยี่ยนกุ้ยเฟยไล่สตรีที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากวังหลวง เหลือไว้แค่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น พระนางเรียกไปสอบถามทีละคน จนกระทั่งถึงคุณหนูสกุลฟู่
"ไปเถอะ...ไม่ต้องกังวล" เซียวเยวี่ยหลันตบหลังมือสหาย หลังจากคุณหนูฟู่เดินเข้าไปข้างในแล้ว นางก็เงยหน้าขึ้น สบตาเข้ากับฉินกูกูที่ยืนจ้องมองพอดีจึงผงกศีรษะและส่งยิ้มออกไป ฉินกูกูพยักหน้าลงและเดินหายเข้าไปในห้อง ทว่าสายตาที่จ้องจับผิดนั้นกลับชัดเจนเกินไป หญิงสาวเหยียดริมฝีปากขึ้น นายเป็นอย่างไรบ่าวก็มิต่างเลย
"คุณหนูเจ้าคะ"เจียอีเองก็เห็นสายตาของฉินกูกูเช่นกันแววตานั้นเต็มไปด้วยความสงสัยและมีอะไรบางอย่างคนที่สร้างเรื่องขึ้นมาอย่างนาง นั่นย่อมหวาดกลัวเป็นธรรมดา แต่หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น เจียอีจะขอรับโทษแต่เพียงผู้เดียว ให้ตายก็จะไม่เอ่ยชื่อคุณหนูออกมาสักครึ่งคำ
"ไม่ต้องกลัว" เซียวเยวี่ยหลันปลอบใจออกไปเสียงเบา นางยกชาขึ้นจิบไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีก ในใจนางมีแต่ความสงบมาก ก็แค่ช่วยให้คู่รักสมหวัง จะต้องรู้สึกผิดด้วยหรือ
เพียงไม่นานฟู่เจินเจินก็เดินออกมา ใบหน้าซีดเผือด การสอบสวนของเยี่ยนกุ้ยเฟยต้องไม่ใช่แค่คำถามทั่วไปกระมัง แปดในสิบย่อมต้องข่มขู่ หึ...ก็เป็นเช่นนี้มาตลอด เกรงว่าหากวันนี้ไม่ใช่คุณหนูจวนใหญ่ คงถูกปิดปากไปหมดแล้วกระมังแต่หลังกลับจากวังหลวงเกรงว่าเหล่าคุณหนูคงจะไม่กล้าก้าวขาออกจากจวนอีกนาน
เซียวเยวี่ยหลันตบหลังมือฟู่เจินเจิน พลางเอ่ยคำปลอบใจ สักพักฉินกูกูก็เดินกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้นางปล่อยให้เหล่าคุณหนูออกจากวังได้ทั้งยังกำชับอีกว่า เรื่องที่เห็นเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ท่านอ๋องเองก็เห็นคนชุดดำเช่นกัน จึงได้รีบวิ่งเข้าไปดูโดยที่ไม่ได้สนใจความปลอดภัยของตนเอง พระองค์เป็นห่วงเหล่าคุณหนูผู้อ่อนแอ ส่วนคุณหนูสี่สกุลเซียวก็เพียงแค่หกล้มเท่านั้น เรื่องทุกอย่างเป็นอันจบลงตรงนี้ ฟังมาถึงตรงนี้เซียวเยวี่ยหลันก็ยกริมฝีปากขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม กลายเป็นว่าซ่งอ๋องเป็นวีรบุรุษที่มาช่วยหญิงงามไปเสียได้ กลับดำกลายเป็นขาวในชั่วพริบตา
"คุณหนูสามสกุลเซียวอยู่ก่อนเจ้าค่ะ กุ้ยเฟยมีประสงค์จะแลกเปลี่ยนวาจากับคุณหนูสักเล็กน้อย" ฟู่เจินเจินหันไปมองหน้าสหายอย่างตกใจ นางเอ่ยปากขออยู่เป็นเพื่อน ทว่าเซียวเยวี่ยหลันปฏิเสธออกไป เท่านี้ฟู่เจินเจินก็ตกใจมากพอแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ นางเป็นผู้เปิดโปงย่อมต้องรับผิดชอบ
"ถวายพระพรพระสนมเพคะ" ร่างอรชรย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย แลดูอ่อนแอและบอบบาง ท่าทางจะล้มมิล้มทำให้หญิงสาวดูน่าเวทนาขึ้นไปมากโข
"คุณหนูสามนั่งลงเถอะ ข้ามีเรื่องจะสอบถามเล็กน้อย คงไม่รบกวนเวลาเจ้ากระมัง"
"พระสนมตรัสอะไรเช่นนี้เพคะ เยวี่ยหลันได้พูดคุยกับพระสนมถือเป็นเกียรติแก่หม่อมฉันแล้ว" เยี่ยนกุ้ยเฟยมองเด็กสาวที่ตอบเสียงหวาน ไม่มีความตื่นกลัวเมื่อต้องเข้ามาพบผู้ที่สูงศักดิ์กว่า มีแต่ความอ่อนน้อมเท่านั้น ผิดกับเด็กสาวคนอื่น ๆ เยี่ยนกุ้ยเฟยแอบสังเกตใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยบนมุมปาก ดวงตาหลุบมองต่ำ ดูสงบเสงี่ยมแต่มิได้ต่ำต้อย ก็รู้สึกน่าสนใจเป็นอย่างมาก สตรีผู้นี่น่ะหรือที่บุตรชายนางหมายตาเอาไว้ ดูท่าจะไม่ใช่อย่างที่เห็นกระมัง
"ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเดินหลงทางไปที่ภูเขาจำลองหรือ"
"เพคะ...หม่อมฉันอยากไปทำธุระ ทว่าหาสุขาไม่เจอจึงได้เดินหลงทางไปที่นั่น"
"ห้องสุขากับภูเขาจำลองอยู่กันคนละฝั่ง เจ้าเดินหลงไปไกลเสียจริงนะ" เยี่ยนกุ้ยเฟยเหยียดยิ้มขึ้น โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ เด็กสาวผู้นี้ดูปกติ ทว่าความปกติเกินไปนั่นต่างหากที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่นางไม่เข้าใจในเมื่อเซียวเยวี่ยหลันกับบุตรชายนางมีใจต่อกัน เช่นนั้นก็ย่อมต้องหาทางกำจัดศัตรูหัวใจ ไม่มีทางดึงซ่งอ๋องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเซียวอี้ซินแน่ แต่จากที่เห็นดูอย่างไรเรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเซียวเยวี่ยหลัน
