บทที่ 6 ตอนที่ 6 คิดไปเองหรือความจริง
ตอนที่ 6 คิดไปเองหรือความจริง
กว่าจะไล่อีกฝ่ายกลับไปได้ เซียวเยวี่ยหลันก็สูญเสียพลังงานไปจนหมด นางหลับตาลงพลางนึกทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ หากจะโกรธเกลียดเซียวอี้ซินหรือไป๋ซ่งเจี๋ย นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่แล้วหากสิ่งที่นางคิดเป็นเรื่องที่เพ้อฝันไปเองเท่านั้นเล่า เช่นนั้นย่อมไม่ยุติธรรมกับคนเหล่านั้น แต่เรื่ององค์รัชทายาทที่เกิดขึ้น จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ยากจะเชื่อนัก และไหนจะร้านผ้าม่านที่ไฟไหม้เมื่อคืนอีกเล่า ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจริงตามที่นางฝัน ในโลกนี้มีเรื่องบังเอิญตั้งแต่เมื่อไรกัน หากเป็นแค่เพียงเรื่องเดียวก็แล้วไปเถิด แต่นี่หลาย ๆ เรื่องราวก็เกิดขึ้นจริงหลายเรื่องเหลือเกิน และหากวันนี้ท่านย่าสะดุดล้มแขนหักจริงเหมือนในความฝัน เช่นนั้นนางก็จะเชื่ออย่างสนิทใจ...
ก่อนหน้านั้นเซียวเยวี่ยหลันหลอกถามจากเซียวเซิ่งหมิ่นว่า องค์รัชทายาทถูกกล่าวหาอย่างไร นางไม่รู้เส้นสายในวังหลวงมากนัก แต่ฟังจากคำพูดพี่ใหญ่นั่นก็ตรงกับความฝันอันยาวนานยิ่งนัก เรื่องราวในครั้งนั้นมีอยู่ว่า วันที่เกิดเรื่องฮ่องเต้รับสั่งให้องค์ชายทั้งหลายเข้ามารับประทานอาหารค่ำด้วยกันที่ตำหนักเฉียนชิง รัชทายาทได้สุรารสดีมาจากเมืองเฉิงตู เมืองที่ได้ขึ้นชื่อเรื่องสุราเป็นเลิศ พระองค์จึงอยากนำมาถวายเสด็จพ่อ ระหว่างที่ฝ่าบาทยกจอกสุราขึ้นดื่ม อยู่ ๆ ก็ทรงหมดสติลงไป หลังจากนั้นเยี่ยนกุ้ยเฟยก็ร้องโวยวายขึ้น พระนางรีบให้โต้วกงกงเข้าตรวจค้นตำหนักบูรพา เพราะสุรานั้นเป็นของรัชทายาทที่นำมาถวาย โต้วกงกงไม่มีทางเลือก และด้วยไป๋ซ่งอวิ้นเองก็เป็นคนเอ่ยปากให้โต้วกงกงเข้าค้นตำหนักตนเองได้ นั่นเขาย่อมมั่นใจว่า ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่า ในตำหนักของพระองค์จะเจอถุงหอมใบหนึ่งที่แขวนเอาไว้ในมุมห้องบรรทม และถุงหอมใบนั้นก็มีสมุนไพรตัวหนึ่ง ที่อยู่ในสุราจริง ๆ
เซียวเซิ่งหมิ่นเล่าว่า องค์รัชทายาทบอกว่าตนเองไม่รู้ว่าถุงหอมนั้นมีสิ่งใดอยู่ข้างใน และไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดนำเข้ามาแขวนเอาไว้ และสุราของเขาย่อมไม่พิษ หากมีพิษเขาควรจะตายก่อนมิใช่หรือ เพราะไหก่อนหน้านั้นเขาก็ดื่มไปแล้ว ความจริงวางยาฮ่องเต้มีโทษฐานกบฏ ต้องถูกประหารชีวิตตามกฎ เยี่ยนกุ้ยเฟยเองก็ร้องขอให้ลงโทษรัชทายาท ทว่าผู้ใดบ้างจะไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงรักองค์ชายที่เกิดจากอดีตฮองเฮาพระองค์นี้ ก่อนที่ไป๋ซ่งอวิ้นจะถูกลงโทษ ฮ่องเต้ก็ทรงฟื้นขึ้นมาเสียก่อน โทษกบฏจึงไม่ถูกประกาศต่อใต้หล้า แต่พระองค์ก็ต้องตัดใจส่งบุตรชายออกจากเมืองหลวงไปด้วยตนเอง ครั้นฟังมาถึงตรงนี้ เซียวเยวี่ยหลันก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ไป๋ซ่งอวิ้นรู้หรือไม่ว่า ถุงหอมนั่นเป็นนางที่เอาเข้าไปแขวนเอาไว้ หรือหากเขารู้มีเหตุผลใดที่เขาไม่เอ่ยชื่อนาง หรือจะทรงเห็นแก่หน้าบิดาของนาง หรือจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ยามเยาว์ของทั้งคู่กัน และที่นางไม่รู้คือสุรามีพิษได้อย่างไร ชาติที่แล้วมีเรื่องสุราเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
"ที่แท้แล้วถุงหอมและสุราเป็นของเซียวอี้ซินกับไป๋ซ่งเจี๋ยร่วมมือกัน หรือว่าอี้ซินเองก็เป็นหมากกันแน่ แต่เท่าที่ข้าตรวจสอบดูในถุงหอมหาได้มีสมุนไพรพิษ แต่ทำไมพี่ใหญ่ถึงบอกว่ามีกันล่ะ" นางหลับตาลงช้า ๆ ใบหน้าจมอยู่ในความทุกข์ นางกลับมาช้าเกินไป หากนางกลับมาเร็วกว่านี้ ถุงหอมใบนั้นย่อมไม่มีทางเข้าไปอยู่ในตำหนักบูรพาอย่างแน่นอน
"แต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็นต้นเหตุทำให้พระองค์ต้องถูกเนรเทศ ความผิดนี้อย่างไรก็หนีไม่พ้น หากข้ายังมีลมหายใจอยู่ ข้าจะต้องหาทางช่วยท่านกลับมาให้ได้"
"พี่สามจะช่วยผู้ใดหรือขอรับ" ร่างอรชรพลันสะดุ้งขึ้น เซียวเซิ่งซูรีบกระแอมไอ ยกมือขึ้นตบริมฝีปากตนเอง
"นี่แน่ะ ๆ เป็นข้าที่ส่งเสียงรบกวน ทำให้พี่สามตกใจแล้ว" เซียวเยวี่ยหลันรีบลงจากตั่งคนงาม*ไปดึงมือน้องชายตนเอง
"ใบหน้าเจ้าหนามากหรืออย่างไร ตีลงไปได้ไม่เจ็บแล้วหรือ ข้ามิได้ขวัญอ่อนถึงเพียงนั้น ก็แค่กำลังคิดเรื่ององค์รัชทายาท"
"เฮ้อ...นั่นน่ะสิอย่างไรพวกเราสกุลเซียวก็เติบโตมาพร้อมพระองค์ วันที่พระองค์ถูกตัดสินโทษ เป็นท่านพ่อที่คัดค้าน ทว่าก็ทำได้เพียงแค่รักษาชีวิตพระองค์เอาไว้ได้ ส่วนชื่อเสียง...ต่อให้ไม่ถูกประกาศว่ากบฏ แต่นั่นจะต่างอันใด ชื่อเสียงพระองค์ดับสิ้นแล้ว"
"ชื่อเสียงหรือจะสำคัญเท่าชีวิต หากยังมีลมหายใจอยู่ย่อมสร้างขึ้นมาได้อีก" ชาติที่แล้วนางไม่รู้ว่าที่สุดแล้ว เรื่องราวเป็นอย่างไร ไป๋ซ่งอวิ้นได้กลับมาสู่เมืองหลวงหรือไม่ นางรู้แค่เพียงว่าท่านพ่อนางสืบเรื่องตำหนักบูรพาอย่างลับ ๆ เพราะอย่างนั้นจึงถูกอสรพิษสองตัวนั้นสังหาร แต่เหตุใดท่านพ่อจึงต้องเอาตนเองเข้าไปเสี่ยงตรวจสอบเรื่องนี้กัน นางเม้มปากขบคิดอย่างไม่เข้าใจ หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อเชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์ของท่าน ก็ต้องเพราะมีคำสั่งจากเบื้องบน
"จริงสิข้าเกือบลืม ท่านย่าให้ข้ามาเรียกพี่สามซ่งอ๋องเสด็จมาเยี่ยมทรงรออยู่ที่ห้องรับรองด้านหน้า พี่สามจะออกไปหรือไม่ หากร่างกายไม่หายดีข้าจะปฏิเสธให้เอง"
"หากเจ้าไปตอบปฏิเสธ วันนี้ท่านย่าได้ลงโทษเจ้าแน่" นางยกมือขึ้นโยกศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดู เมื่อก่อนนางรังเกียจเสี่ยวซูเพราะเขาเป็นลูกอนุ แต่น้องชายผู้นี้กลับรักนางยิ่งนัก อนุหลินตกเลือดตายจากไป ท่านแม่จึงเลี้ยงน้องห้าเหมือนลูกในไส้
"เอาเถอะ...ในเมื่อพระองค์เสด็จมาแล้ว อย่างไรข้าก็ต้องไปเสียหน่อย หาไม่แล้วประเดี๋ยวจะหาว่า คุณหนูสามสกุลเซียวไร้มารยาทจริงหรือไม่ เจ้าเองก็ตามไปกับข้าเถอะ"
สองพี่น้องเดินตามกันออกมาที่เรือนด้านหน้า ตามหลักแล้วบุรุษที่อายุเกินแปดปีมักจะไม่ค่อยเข้าไปยังเรือนด้านหลังที่เป็นที่พักของสตรี ทว่าตั้งแต่ที่เซียวเยวี่ยหลันฟื้นขึ้นมา ก็แจ้งความประสงค์กับบิดามารดา นางต้องการให้พี่ใหญ่และน้องห้าเข้ามาพูดคุยกับนางบ่อย ๆ ถึงแม้ว่าท่านย่าจะไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อเซียวอู่ไม่ว่าอะไร เรื่องนี้ก็เป็นอันจบลง นางเดินเข้าไปแสดงความเคารพองค์ชายรองและท่านย่าที่เรือนรับรอง ฮูหยินผู้เฒ่าดีใจจนออกนอกหน้า นางย่อมหวังอยากให้สกุลเซียวได้เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์อยู่แล้วจึงเปิดโอกาสให้เซียวเยวี่ยหลันพาซ่งอ๋องออกมานั่งเล่นที่ศาลาร่มรื่นในสวน
"หลันเอ๋อร์ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าเพิ่งได้รับเทียบปฏิเสธของท่านราชครู เจ้าจะไม่ไปร่วมงานชมดอกไม้ของท่านแม่หรือ เจ้าก็รู้ว่างานนี้มีจุดประสงค์ที่เจ้า" เซียวเยวี่ยหลันมองใบหน้าที่ร้อนใจของซ่งอ๋อง เขาดูกังวลเป็นอย่างมาก หากนางไม่รู้ธาตุแท้ก็คงจะดีใจที่เขาใส่ใจนางกว่าผู้ใด
"สวรรค์คงลิขิตให้หม่อมฉันไร้วาสนากับพระองค์"
"เหลวไหล!!!...สวรรค์หรือจะมาลิขิตชะตาชีวิตข้าได้ ข้าเลือกเจ้า...พระชายาของข้าจะต้องเป็นเจ้าเท่านั้น ผู้อื่นหาได้คู่ควรไม่" นางก็อยากจะเชื่อเหลือเกินว่าเขารักนางด้วยใจจริง แต่หากบิดานางมิใช่ราชครูที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยเล่า หรือหากบิดานางจะมีอำนาจน้อยกว่านี้เล่า ความรักของเขาจะมาถึงนางหรือ ย่อมไม่!!!...
"เช่นนั้นหม่อมฉันก็ต้องเข้าไปจริงหรือเพคะ"
"ไปเถอะ...เพียงแค่เจ้าไปนั่งดื่มชาสนทนากับเสด็จแม่เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงความสามารถอันใด ดอกไม้ในมือข้าย่อมต้องเป็นของเจ้า" ในวันงานเลี้ยง เหล่าสตรีจะแสดงความสามารถของตนเองขึ้นมา หากแสดงได้ดีก็จะได้รับดอกไม้จากเหล่าองค์ชาย ดอกไม้จะมีทั้งหมดสามดอก ผู้ที่ได้รับทั้งสามดอกก็จะเป็นผู้ถูกเลือก พระชายาเอกหนึ่งนาง พระชายารองสองนาง ช่างน่าขันนักสตรีแคว้นต้าหยวนมีค่าเพียงเท่านี้เองหรือ
"เช่นนั้นหม่อมฉันกับน้องสี่จะต้องไปร่วมงานเลี้ยงของพระสนมแน่นอนเพคะ" ไป๋ซ่งเจี๋ยยิ้มกว้างออกไป เขายื่นมือออกไปหมายจะกุมมือเล็ก ทว่านางเบี่ยงหลบออกไป ไม่ยินยอมให้จับ
"พี่สามท่านเหนื่อยแล้วหรือ กลับไปพักก่อนดีหรือไม่เสี่ยวซูจะไปส่งท่านเอง" เซียวเซิ่งซูเห็นกิริยาของท่านอ๋องก็ไม่พอใจนัก พี่สาวเขายังไม่ได้เป็นพระชายาของพระองค์เสียหน่อย จะมาจับมือกันง่าย ๆ ได้อย่างไร
ไป๋ซ่งเจี๋ยก็เห็นแล้วว่า เซียวเซิ่งซูมีท่าทีไล่แขก เขาย่อมไม่พอใจแน่ แต่ก็สะกดโทสะเอาไว้ รอให้เขาได้รับการสนับสนุนก่อนเถอะ
"หลันเอ๋อร์ไปพักเถอะ ข้าก็จะกลับแล้ว ข้านำโสมหิมะพันปีมาฝากเจ้า อย่าลืมให้หมอปรุงยาให้เจ้าดื่มนะ" นางพยักหน้ารับคำ เขาจึงยอมจากไปอย่างไม่เต็มใจนักไป๋ซ่งเจี๋ยถูกใจเซียวเยวี่ยหลันเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะหน้าตา หรือกิริยาล้วนเหมาะสมกับเขาทุกอย่าง และเหนือจากสิ่งเหล่านี้ สกุลเซียวของนางก็ยังมีอำนาจในราชสำนักอยู่มาก สิ่งนี้ต่างหากเล่าที่เขาต้องการยิ่งกว่าความสวยงามของนาง
