บทที่ 1 หวานสวาทเจ้าสาวสิบเก้ามงกุฎ บทที่ 1.

ร่างระหงของหญิงสาววัยยี่สิบสองวิ่งเข้าไปในบ้านหลังเล็กโกโรโกโสอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นชายฉกรรจ์ในชุดสีดำ สวมแว่นกันแดดสีดำกว่าสิบคนยืนอยู่เต็มบริเวณบ้านอันคับแคบอย่างไม่เกรงกลัวอันตรายเพราะห่วงคนที่อยู่ในบ้านมากกว่าชีวิตของตนเอง

“พวกคุณเป็นใครแล้วมาทำอะไรในบ้านของฉัน..”

จุมพิตา ถามเสียงสั่นหน้าขาวซีดเมื่อเห็นท่าทางคุกคามจากอีกฝ่าย แม้ว่าคนเหล่านั้นจะยืนนิ่งเหมือนรอใครบางคนที่มีอำนาจเหนือกว่า

“ฉันมาตามของของฉันคืน...”

เสียงห้าวทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏอยู่ที่ประตูบ้าน ร่างใหญ่โตของเขาทำให้ประตูบ้านของเธอดูเล็กคับแคบไปทันที หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างตระหนกเมื่อเจอหน้าคนพูด เขานั่นเอง.. ผู้ชายหน้าตาหล่อลากดินแต่แสนจะเย็นชาคนนั้นที่เธอเจอเขาที่ตลาดขายเครื่องประดับเมื่อวันก่อน แล้วเขามาบ้านของเธอทำไม 

“คุ คุณ เอ่อ...” จุมพิตาพูดไม่ออกมือสั่นใจสั่นจริงๆ แล้วเธอสั่นไปทั้งตัวต่างหาก

“ของที่พวกเธอเอามาอยู่ไหน”

“ของ ของอะไรฉันไม่รู้เรื่อง”

“ฉันให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้ายแม่สาวน้อย สร้อยเส้นนั้นอยู่ไหน”

เสียงเข้มเย็นชาแววตาวาวโรจน์จนจุมพิตาอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นเสียให้ได้ แต่เธอก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ ได้แต่อ้ำอึ้งไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำไหนมาตอบโต้เขา

“ก็ได้หากเธอไม่ยอมคืน หรือไม่ยอมบอกว่ามันอยู่ที่ไหน ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน..”

เขาจ้องมาด้วยแววตากราดเกรี้ยวจนจุมพิตาขาสั่นแทบจะยืนไม่ไหว แล้วจุมพิตาก็แทบสิ้นสติกับคำสั่งของเขาที่ทำให้เธอแทบใจสลาย

“เอาตัวไอ้แก่นั่นมาฉันจะกระทืบมันให้จมดินต่อหน้ายายตัวจิ๋วนี่” 

“ไม่นะ อย่ายุ่งกับพ่อของฉัน”

คราวนี้จุมพิตาวิ่งฉิวเข้าไปขวางร่างสูงใหญ่นั้นไว้ ใบหน้าขาวซีดจนไร้สีเลือดทั้งที่เนื้อตัวก็เย็นเฉียบด้วยความหวาดกลัว แต่จุมพิตาจะไม่ยอมให้เขาทำร้ายพ่อของตนแน่

“ไม่อย่าทำร้ายพ่อของฉัน เขาเดินไม่ได้คุณจะทำร้ายคนแก่ไม่มีทางสู้เหรอ”

เป็นคำพูดที่ยาวที่สุดที่เธอพูดได้ในตอนนี้และหวังว่ามันจะปลุกสำนึกดีๆ ของชายหนุ่มตรงหน้าที่มองมาด้วยแววตากร้าวน่ากลัว

“ฉันไม่สนใจหรอก คนอย่าง พยัคฆ์ คิงส์ ไม่เคยเสียเหลี่ยมใคร และเธอกับพวกของเธอกล้ามากที่มาลองดีกับฉัน..”

ชายหนุ่มตะคอกกลับมา จุมพิตาก็หน้าซีดเผือดลงกว่าเดิมเมื่อคนของเขาที่ร่างกายใหญ่โตไม่แพ้ผู้เป็นนายหิ้วปีก นายจักร ผู้เป็นพ่อของเธอออกมาขาทั้งสองข้างของท่านลากอยู่กับพื้น ใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะอัมพฤกษ์นั้นแม้ไม่ได้บิดเบ้ไปกว่าเดิมแต่แววตาของท่านกำลังบอกว่าเจ็บปวด...

“พ่อ.. อย่าทำอะไรพ่อฉันนะ ปล่อยสิ พวกสารเลวรังแกคนไม่มีทางสู้ หน้ารังแกผู้หญิงรังแกคนแก่ ปล่อยพ่อฉันนะ กรี๊ดดด..”

หญิงสาววิ่งไปหาบิดาปากก็ร้องด่าทอเท่าที่จะสรรหาคำมาพูดได้ทั้งทุบทั้งเตะชายสองคนที่ลากถูบิดาของตนอย่างบ้าคลั่ง แต่ดูเหมือนเธอกำลังทุบตีหินผาอย่างไรอย่างนั้น แต่แล้วเธอก็ต้องกรีดร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อร่างเล็กๆ ของตนลอยหวือขึ้นจากพื้นด้วยแรงจากวงแขนของคนตัวโตที่เธอคิดว่าเขาเหมือนยักษ์เฝ้าประตูวัด

“พวกนายเอาตาแก่นี่ไปจัดการส่วนยายตัวจิ๋วเสียงเหมือนนกหวีดนี่ฉันจัดการเอง”

สิ้นคำสั่งกร้าวร่างของบิดาก็ถูกลากเข้าไปยังห้องโถงเล็กๆ ที่เป็นทั้งห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นของบ้าน จุมพิตากรีดร้องตามไป ทั้งดิ้นทั้งเตะทั้งทุบคนตัวโตกว่าที่ใช้วงแขนรัดเอวบางของตนจนขาเรียวลอยพ้นพื้นกว่าหนึ่งฟุตแผ่นหลังบางแนบชิดไปกับแผงอกกว้างที่ตึงแน่นแข็งกระด้างราวกำแพงหินจนเธอรู้สึกได้ แต่ตอนนี้หญิงสาวไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้นนอกจากบิดาของตน...

“ปล่อยฉันนะไอ้คนสารเลว ไอ้หน้ารังแกผู้หญิงปล่อยนะ ปล้อยย กรี๊ดดด..”

เสียงร้องโวยวายจนแสบแก้วหูอย่างที่เขาเปรียบเทียบว่าเหมือนเสียงนกหวีดดังก้องไปทั้งบ้าน แต่เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ส่งเสียงนานเมื่อมือใหญ่เอื้อมมาปิดปากของเธอไว้

“เงียบ.. หากยังส่งเสียงโวยวาย พ่อเธอตายคามือคาเท้าของลูกน้องฉันแน่ ส่วนเธอ.. หึหึ ฉันจะให้ลูกน้องฉันจัดการเธอทีละคนๆ คงเข้าใจนะว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะถูกจัดการยังไง”

เขากระซิบชิดใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเยียบเย็น จุมพิตาตัวแข็งรู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วงและหยุดดิ้นหยุดส่งเสียงทันที

บทถัดไป