บทที่ 11 บทที่ 11.
เมื่อร่างสูงเดินผ่านหน้าไป จุมพิตาก็ถอนหายใจออกมาดังๆ อย่างโล่งอกแล้วรีบเดินกลับห้องของตัวเองทันทีทั้งยังล็อกอย่างแน่นหนาอีกด้วย
“มาทำไม” คำถามแรกของพยัคฆ์ทำให้คนที่ยิ้มหวานหยดมาให้หุบฉับทันที ใบหน้าสวยงอง้ำแง่งอนด้วยคิดว่าจะทำให้ชายหนุ่มต้องงอนง้อตนได้
“แหม.. ยักษ์ขาน่ะ ทำไมพูดกับซูซี่แบบนี้ล่ะคะ เราเข้ากันได้ดีจะตาย ซูซี่มาหาก็เพราะคิดถึงนะคะ”
“ว่าธุระของคุณมาดีกว่า” พยัคฆ์ไม่นำพาแล้วเดินไปนั่งเอนกายสบายๆ ที่โซฟาตัวใหญ่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเฉยเมย
“ยักษ์น่ะ ซูซี่อุตส่าห์มาหานะคะ มาตั้งไกลแทนที่จะถามบ้างว่าซูซี่เหนื่อยไหม พักที่ไหน”
“ทำไมผมต้องถามด้วยล่ะ” เจอคำถามนี้เข้าไปสุมณฑายิ่งเคืองหนัก คิดไปถึงสาวหน้าจืดอีกคนขึ้นมาอย่างพาลๆ
“คงเป็นเพราะนังคนหน้าจืดนั่นสินะที่ทำให้คุณมีท่าทีห่างเหินกับซูซี่แบบนี้ คุณไม่มีทางสนใจแม่นั่นจริงจังหรอกใช่ไหมคะ”
“ผมเคยบอกคุณไปแล้วนะเกี่ยวกับสถานะของเรา หากคุณไม่พูดธุระของคุณแต่เลือกที่จะมางี่เง่ากับผมเราก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกัน ผมไม่ใช่สามีหรือคนรักของคุณ ที่คุณจะมาหึงหวงทำตัวไร้สติเหมือนมนุษย์ป้า หมดเวลาของคุณแล้ว เชิญกลับไปได้ วิลล์ส่งแขก..”
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องรับแขก วิลล์ซึ่งยืนรอรับใช้เจ้านายหนุ่มยิ้มน้อยๆ อย่างสะใจที่เห็นแม่คนหยิ่งผยองคอยดูถูกเขาเสมอยามเห็นหน้ากันเต้นเร่าๆ เหมือนเจ้าเข้า
“เชิญครับคุณซูซี่”
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ขี้ข้าก็อยู่ส่วนขี้ข้าไป๊” หญิงสาวตวาดแหวไม่รักษาภาพพจน์ใดๆ
“ก็ยังดีกว่าหมาตัวเมียที่วิ่งไล่เสือนะครับ”
“กรี๊ดดด ไอ้บ้าแกว่าฉันเป็นหมาตัวเมียเหรอ” สุมณฑากระทืบเท้าเร่าๆ ชี้หน้าวิลล์อย่างเดือดดาล
“ผมจะกล้าไปว่าอะไรคุณละครับผมก็แค่ขี้ข้า”
วิลล์ยิ้มอ่อนๆ แล้วผายมือไปยังประตู หญิงสาวหน้าแดงก่ำเจ็บแค้นอย่างที่สุด แต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการเดินออกไป
วิลล์มองหญิงสาวที่กระแทกเท้าเดินจากไปแล้วส่ายหน้าดีใจที่เจ้านายของเขาไม่หลงใหลไปกับเสน่ห์ของสุมณฑา ถึงเจ้าหล่อนจะสวยมากชนิดหาตัวจับยากและรวยมาก แต่เขาไม่เห็นคุณสมบัติดีๆ จากสุมณฑาเลยแม้แต่น้อย และวิลล์รู้ดีว่าเจ้าหล่อนมาทำไม
เมื่อเห็นว่าร่างระหงของสุมณฑาขับรถออกไปจากบริเวณรีสอร์ตแล้ว วิลล์ก็สั่งการบางอย่างกับลูกน้องของตนอีกทีก่อนจะเดินเข้าไปหาพยัคฆ์ในห้องทำงาน
“ผมให้คนตามดูเธอแล้วครับ”
“แล้วได้ข่าวมายังไงบ้าง”
“เป็นไปตามที่เราคาดครับ” พยัคฆ์หันมามองหน้าคนสนิทใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย
“เรื่องนี้เคลื่อนไหวให้เงียบที่สุด ส่วนเรื่องคู่ขายายซูซี่นั่นนายอยากจะจัดการเองหรือจะให้ฉันช่วย”
“ผมจัดการเองได้ครับ ไม่ต้องห่วง ได้ข่าวว่าน้องสาวมันสวยพอดู หึหึ”
วิลล์หัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึง เสี่ยเอก เจ้าของร้านเพชรผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นคาสโนวาคนหนึ่ง ที่สำคัญเสี่ยเอก หรือ เอกพล คือคนที่ทำให้คนรักของเขาเสียชีวิต เพราะมันพยายามจะขืนใจคนรักของเขาแต่เธอขัดขืนมันจึงทำร้ายเธอจนเสียชีวิต กฎหมายทำอะไรมันไม่ได้เพราะหลักฐานไม่แน่นหนาและพ่อของเอกพลก็เป็นคนมีอิทธิพลคดีความจึงเงียบไป ซึ่งตอนนั้นพยัคฆ์อยู่ที่อิตาลีและยุ่งอยู่กับการจัดการงานซึ่งกำลังมีปัญหา วิลล์จึงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้านายของตนและเขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะต้องสะสางเอง ซึ่งความแค้นเมื่อห้าปีก่อนมันยังฝังใจเขาอยู่และรอวันที่จะทวงคืน
“ตอนนี้สองมนุษย์ป้านั่นคงจะเอาของไปปล่อยให้ไอ้เสี่ยเอกสินะ” พยัคฆ์มองเอกสารในมือแล้วยิ้มร้ายกาจ
“ยายซูซี่เลยมาดูลาดเลาว่าเรามีท่าทียังไง”
“นายเดาถูกแล้ว ยายนั่นก็นางนกต่อดีๆ นี่เอง อีกอย่างตอนนี้ครอบครัวเธอกำลังจะหมดตัวจึงต้องพึ่งพาไอ้เสี่ยเอก แต่มันคงลืมไปว่ามันกำลังเล่นอยู่กับใคร ตอนนี้กับเมื่อห้าปีก่อนมันเปลี่ยนไปแล้ว นายไปเตรียมตัวเถอะงานนี้ถอนรากถอนโคน” พยัคฆ์กล่าวเสียงเรียบทว่าหนักแน่น
เมื่อคนสนิทออกไปแล้วชายหนุ่มก็เดินกลับไปที่ห้องของตนเองแล้วต้องหัวเสียอย่างหนัก เมื่อแม่ลูกไก่ในกำมือไม่อยู่ในห้อง ซ้ำพอเขาไปหาเธออีกห้องที่อยู่ติดกันแม่คุณก็ล็อกเสียอย่างนั้น
“หึหึ.. คิดว่าประตูแค่นี้จะขวางฉันได้เหรอจุมพิตา”
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าห้องของตัวเองอีกครั้งร่างสูงเดินไปที่ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่รูปเสือลายพาดกลอน ที่ยืนอยู่บนหน้าผาดูงามสง่า เขาแตะมือลงบนปุ่มเล็กๆ สีทองซึ่งกลมกลืนไปกับกรอบรูปลวดลายสลักงดงามจนเกิดเสียงคลิกเบาๆ ผนังที่อยู่หลังภาพวาดก็เปิดออกเผยให้เห็นประตูบานหนึ่งอยู่ตรงนั้น พยัคฆ์เดินผ่านเข้าไปแล้วหยุดยืนกอดอกมองคนที่สวมเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวที่กำลังยืนบ่นคนเดียวกับเสื้อผ้ามากมายในตู้
