บทที่ 2 บทที่ 2.
“เจ้านายครับ ผมว่าไอ้แก่นี่มันไม่รู้เรื่องหรอก เราจัดการให้มันจบๆ ไปดีมั้ยครับ ผมว่าไร้ประโยชน์ที่เราจะเสียเวลากับคนพวกนี้”
หนึ่งในชายสองคนที่หิ้วปีกบิดาของเธอไปพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาจุมพิตาตาโตด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่นายจักรหน้าซีดน้ำตาไหลพรากยิ่งทำให้หญิงสาวคับแค้นใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น
“เอาล่ะฉันจะให้โอกาสเธออีกรอบ ของของฉันอยู่ที่ไหน แล้วไอ้เด็กนั่น เด็กในแก๊งตุ้มตุ๋นของเธออยู่ที่ไหน บอกมา..”
น้ำเสียงคุกคามทั้งวงแขนก็รัดแน่นเข้าจนร่างเล็กแทบจะจมหายเข้าไปในร่างใหญ่โตของเขา จุมพิตาได้แต่ส่ายหน้าหวือน้ำตาเริ่มคลอหน่วยด้วยความหวาดกลัว
“ในเมื่อฉันให้โอกาสแล้วเธอไม่รับฉันก็จะทำตามวิธีของฉันก็แล้วกัน พวกนายดูทางนี้ไว้ให้ดีๆ ถ้ามีใครเจ๋อเข้ามายิงทิ้งได้เลย..”
พูดจบชายหนุ่มก็ตวัดร่างบางพาดบ่าแล้วเดินไปยังห้องเล็กๆ ที่ใกล้ที่สุด และมันก็เป็นห้องนอนของเธอเอง จุมพิตาจะกรีดร้องก็ร้องไม่ออกได้แต่น้ำตารินด้วยความกลัวกับชะตากรรมที่ตนกำลังจะได้รับไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเธอ..
พยัคฆ์มองใบหน้านวลใสที่เริ่มมีสีสันของคนตัวเล็กที่หลับสนิทมาหลายชั่วโมงอย่างพิจารณา ใบหน้าเรียวได้รูปไม่ว่าจะเป็นปากคอคิ้วคางช่างดูเหมาะเจาะรับกันได้ดีแม้ไม่ได้ดูสวยผุดผาดบาดตาแต่เขากลับถอนสายตาจากใบหน้าของเธอได้ยากลำบากเหลือเกิน โดยเฉพาะดวงตากลมโตยามที่จ้องมองเขาอย่างตื่นตระหนก กับริมฝีปากระเรื่อที่เขาได้เชยชิมมันก่อนที่เจ้าตัวจะหมดสติไปด้วยความหวาดกลัว และตรงนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโจรโรคจิตหรือไม่ก็โจรหื่นกามที่คอยย่ำยีหญิงสาว ทั้งที่ความจริงแล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมากว่าสามสิบสองปีของเขาไม่เคยขาดแคลนผู้หญิงจนต้องไปฉุดคร่าขืนใจ มีหญิงสาวสวยมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนับไม่ถ้วน ทั้งสวยเริดระดับนางงาม นางแบบกระทั่งดาราแนวหน้าของเมืองไทย ไม่มีใครสักคนที่ทำท่าหวาดกลัวเขาและเป็นลมหมดสติเพียงแค่เขาจูบเจ้าหล่อน
แต่ยายจิ๋วเสียงนกหวีดคนนี้กลับทำให้เขาอ่อนปวกเปียกสำนึกดีชั่วตีกันวุ่นวาย สุดท้ายเขาก็หอบหิ้วเธอมาที่รีสอร์ตหรูของตนด้วย แล้วยังพ่วงพ่อของเจ้าหล่อนมาอีกคนหลังจากที่แข็งใจแสร้งแสดงละครเพื่อให้เธอบอกความจริงด้วยการทำเหมือนจะขืนใจ แต่แม่คุณก็ทั้งดิ้นทั้งทุบตีเขาไม่ยอมง่ายๆ จนเขาต้องแกล้งแสดงอาการหื่นกระหายรุนแรง แต่พอเขาจูบเธอเท่านั้นแม่คนที่กรีดร้องจนแสบแก้วหูก็หมดสติไปทันที ครั้นจะแสดงละครต่อก็ทำไม่ได้แม้จะติดใจในรสชาติจูบแบบไม่ตั้งใจนั้นก็ตาม แต่เขาก็แกล้งทิ้งร่องรอยบนผิวเนื้อขาวละมุนเป็นจุดๆ เพื่อหลอกให้เธอตายใจว่าตกเป็นของเขาแล้ว
“ว่าไงชาติชาย..” ชายหนุ่มลุกขึ้นรีบกดรับโทรศัพท์กลัวว่าเสียงเรียกเข้าจะรบกวนนิทรารมย์ของคนตัวเล็กแล้วเดินออกไปที่ระเบียงและปิดกระจกลง
“ยายป้าข้างบ้านสองคนนั้นแสบมากครับ เอาเรื่องที่เจ้านายมาที่นี่ไปพูดทั้งตลาด”
“พูดว่าไง”
“เขาไปพูดว่า เอ่อ ว่า...” ทางปลายสายอึกอักทำให้พยัคฆ์เริ่มหงุดหงิด
“ว่าอะไรวะ มันเป็นยังไงถึงพูดยากนัก”
“ก็แกไปพูดว่าคุณจ๋อมเป็นพวกหัวขโมยเป็นสิบแปดมงกุฎไปขโมยของสำคัญพ่อค้ายามา แล้วพ่อค้ายามาจับตัวไปเป็นโสเภณี แล้วเด็กๆ ในก๊วนของเธอเป็นเด็กส่งยาบ้า เป็นอาชญากร เขาว่าเจ้านายคือหัวหน้าแก๊งค้ายาครับ”
“อ้อ.. ยายป้าทึนทึกสองคนนั่นใช่มั้ย ส่งข้อมูลของสองป้ามหาภัยนั้นมาให้ฉัน”
พยัคฆ์สั่งเสียงเรียบแล้ววางสาย ดวงตาสีเทาเข้มเกือบดำดูขุ่นมัวด้วยความโกรธเมื่อนึกถึงสองสาวทึนทึกข้างบ้าน ชายหนุ่มอ่านข้อมูลของสองพี่น้องที่ชาติชายส่งมาให้ทางโทรศัพท์เครื่องหรูที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยความไม่พอใจ ดีที่สมัยนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ไม่ยากและเขาก็สามารถรู้เรื่องราวและประวัติคร่าวๆ ของจุมพิตาได้จากสิ่งเหล่านี้เช่นกัน
วัชรากับอาภรณ์ สองพี่น้องสาวโสดวัยดึกเพื่อนบ้านของจุมพิตา วันๆ ไม่ทำอะไร คอยหาเรื่องนินทาชาวบ้านร้านตลาดไปทั่ว อาชีพหลักของสองพี่น้องคือการเล่นหวยและเล่นการพนันเล็กๆ น้อยๆ ตามงานศพบ้าง ตามบ่อนที่เปิดแบบลับๆ ในหมู่บ้านบ้างและที่สำคัญคอยแอบรับซื้อของโจรไปปล่อยต่อ แต่ภาพลักษณ์ภายนอกของสองพี่น้องนี่คือ หญิงวัยกลางคนที่ดูจิตใจดีแต่งตัวเรียบร้อยน่าเชื่อถือ
วัชราลักษณะท่าทางเหมือนจะเป็นทอมบอยพูดจาดูมีหลักการแต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่รู้ไม่จริงแต่มาใส่ไข่ใส่สีให้คนอื่นเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แล้วก็มักจะโบ้ยว่าคนอื่นพูดไม่เคยยอมรับว่าตนเป็นคนพูดหรือทำผิดและมักวิธีการพูดที่ทำให้ตัวเองดูดีต่อสายตาคนอื่นๆ อยู่เสมอ
ส่วนอาภรณ์น้องสาวชอบแต่งตัวสวยงามดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วแต่ชอบเขียนคิ้วๆ เชิดๆ เหมือนงิ้วรองพื้นหนาๆ พูดจาดูมีหลักการมีความรู้ด้วยว่าเรียนจบระดับปริญญาตรีและเคยรับราชการมาก่อนแต่ต้องออกจากราชการเพราะทุจริต
เขาจำได้ดีว่าก่อนที่เขาจะพาจุมพิตาออกมา สองพี่น้องขาเม้าท์ออกมายืนเกาะรั้วแล้วพากันซุบซิบๆ เหมือนจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรสักอย่าง ตอนนั้นเขาไม่คิดจะใส่ใจแต่ตอนนี้เขาไม่ใส่ใจไม่ได้แล้วเมื่อพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีชื่อของเขาเข้าไปพัวพัน
“บัดซบจริงๆ ยายป้ามหาภัยนั่นแสบมาก”
