บทที่ 5 บทที่ 5.
นายจักรพยักหน้าปากที่เบี้ยวน้อยๆ เหมือนจะยกยิ้มให้ลูกสาวและแววตาดูมีแววสดใสขึ้น เธอหยิบชามข้าวต้มที่ยังอุ่นอยู่อยู่มาป้อนบิดาไปเรื่อยๆ จนข้าวต้มหมดชาม จุมพิตาหยิบกระดาษมาซับมุมปากและจัดให้ท่านนั่งบนรถวีลแชร์ที่คนใจร้ายอุตส่าห์จัดเตรียมไว้ให้
“เดี๋ยวพ่อนั่งรับลมตรงนี้ก่อนนะจ๊ะ” จุมพิตาเข็นบิดามานั่งที่ระเบียงกว้างเพื่อให้ท่านได้ผ่อนคลายบ้าง
“ตอนนี้พวกเราคงต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าเขาจะได้ของคืน แต่จ๋อมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและไม่รู้ว่าเป็นจ้อยรึเปล่าที่เอาไป ป่านนี้ไม่รู้ว่าน้องเป็นยังไงบ้าง”
“อื้อๆ อาๆ” นายจักรทำเสียงรับรู้ในลำคอ จุมพิตายิ้มหวานแล้วปลอบท่านเบาๆ
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะตราบใดที่เราอยู่เป็นตัวประกันที่นี่ น้องจะต้องปลอดภัย ไม่ต้องคิดมากนะคะ จ๋อมยอมทำทุกอย่างเพื่อพวกเราทุกคน อย่างน้อยๆ ตอนนี้จ๋อมก็รู้ว่าพ่อปลอดภัยดี อีตานั่นคงไม่ทำอะไรพ่อหากจ๋อม เอ่อ.. ยอมเป็นผู้หญิงของเขา..”
ปลายน้ำเสียงฟังดูหม่นหมองแต่เธอก็ไม่เคยมีอะไรปิดบังบิดา น้ำตาของนายจักรไหลออกมาอีกครั้งจนจุมพิตารีบเข้ามากอดท่านไว้
“พ่อจ๋าไม่เอาอย่าร้องไห้ ช่างมันเถอะ ถือว่าเป็นฝันร้าย ผู้ชายอย่างเขาคงไม่เก็บจ๋อมไว้นานหรอก เขาออกร่ำรวยมหาศาล จะมาเสียเวลากับเราทำไม ตอนนี้ขอแค่เขาได้ของคืนเราก็จะได้กลับบ้านแล้ว พ่ออย่าร้องไห้นะจ๊ะ จ๋อมไม่อยากเห็นน้ำตาของพ่อ”
หญิงสาวเช็ดน้ำตาให้บิดาอีกครั้งจนเมื่อมีพยาบาลสาววัยกลางคนเดินเข้ามาในห้อง จุมพิตาหน้าตื่นคิดว่าพ่อของตนอาจจะมีอะไรผิดปกติ
“เอ่อ.. คุณพยาบาล คือ มาทำไมคะ พ่อของจ๋อมเป็นอะไรหรือคะ”
“ดิฉันชื่อ อนงค์ ค่ะ คุณยักษ์ให้ดิฉันมาดูแลพ่อของคุณค่ะ ท่านจะต้องทำกายภาพบำบัดทุกวันและกินยาให้ตรงเวลา นี่ก็ได้เวลาทำกายภาพบำบัดแล้วและคุณยักษ์ให้คุณไปพบที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“แต่ว่า..”
“คนที่จะพาคุณไปห้องทำงานคุณยักษ์อยู่หน้าห้องแล้วค่ะ”
อนงค์บอกยิ้มๆ แล้วหันไปคุยกับบิดาของเธอเบาๆ ทำให้จุมพิตาเดินคอตกไปที่หน้าห้องด้วยรู้ดีว่าขัดคำสั่งเขาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรซ้ำยังจะเข้าตัวด้วย หญิงสาวถอนใจแล้วเดินออกไปนอกห้องก็พบว่ามีคนมารออยู่จริงๆ และไม่ต้องพูดมากแค่เดินตามไปเท่านั้นนั่นคือสิ่งที่ต้องทำ จุมพิตาเดินตามร่างสาวใช้คนเดิมไปพร้อมทั้งคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน
เธอเจอพยัคฆ์ที่ตลาดขายเครื่องประดับอันขึ้นชื่อของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ชายแดนไทย ลาว ตอนนั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร วันนั้นเธอไปตามหาน้องชายเพราะเห็นว่าเย็นมากแล้วแต่ จ้อย น้องชายวัยสิบสองปีของเธอยังไม่กลับบ้าน แต่ด้วยเห็นว่าเป็นวันหยุดนักท่องเที่ยวเยอะเธอจึงเอากาวมหัศจรรย์ติดแน่นเหนียวหนึบไปขายด้วยเป็นการฆ่าเวลาเพราะกว่าตลาดจะปิดก็สี่ทุ่ม ตอนที่เธอกำลังโฆษณาขายกาวให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่นั้นบังเอิญสะดุดกับร่างสูงของเขาจนตัวเองเกือบล้ม หากว่าเขาไม่คว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่น้องชายของเธอวิ่งมาหาพอดี
ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดมากและไม่ได้คิดว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องมาอยู่ที่นี่ เธอจำได้ดีว่าเขาหน้าบึ้งใส่เธอทั้งยังทำท่าโมโหเป็นอย่างมาก คนที่ติดตามเขามาอีกสองคนก็ทำท่าเหมือนจะเข้ามาบีบคอเธอเสียให้ได้ ที่ซุ่มซ่ามชนเขา แต่ด้วยความที่เธอแต่งตัวมอซอหน้าตามอมแมมผมเผ้าค่อนข้างยุ่งเพราะเพิ่งไปส่งของให้ร้านเครื่องประดับที่ทำงานอยู่ ลักษณะท่าทางของเธอในวันนั้นอาจจะทำให้เขาคิดว่าเธอเป็นเด็กเร่ขายของ หรือแก๊งมิจฉาชีพก็เป็นได้ ก่อนที่เขาจะพูดภาษาอะไรที่เธอไม่เข้าใจแล้วรีบเดินลิ่วๆ จากไปด้วยความรีบเร่ง แต่ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มสะดุดตาของเขาก็ติดตาอยู่ไม่น้อย แต่จุมพิตาก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะย้อนกลับมาในชีวิตอีกครั้งในลักษณะเช่นนี้...
แล้วน้องชายของเธอเอาอะไรของเขามา และทำไมเขาจะต้องกล่าวหาว่าเธอเป็นพวกสิบแปดมงกุฎด้วย จุมพิตาคิดไปเรื่อยเปื่อยจนมาหยุดหน้าประตูห้องไม้สักแกะสลักงดงาม หญิงสาวก้มหน้างุดไม่กล้าเงยหน้ามองคนที่เดินนำทางตนมาเพราะความอับอายกับสภาพตัวเอง ไม่ต้องอธิบายอะไรคนที่เห็นก็คงคิดไปถึงไหนต่อไหนว่าเธอกับพยัคฆ์ถึงขั้นไหนแล้ว...
จุมพิตาถอนใจอีกครั้งก่อนจะเอื้อมมือเปิดประตูเข้าไปหลังจากที่คนของเขาเคาะประตูเบาๆ เพื่อให้คนข้างในรับรู้
