บทที่ 7 บทที่ 7.

“ถ้าของมันมีค่ากับคุณขนาดนั้นทำไมเอามันออกมาเดินตลาดด้วยล่ะ คนโง่ๆ เท่านั้นล่ะจะทำกันแบบนั้น”

อดไม่ได้จุมพิตาก็สวนกลับไปด้วยความโมโห ถึงเธอจะเป็นเพียงแค่เด็กส่งของให้ร้านเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงที่สุดในตลาดไม่ได้เรียบจบปริญญาตรีแต่เธอก็มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกัน

“ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครมาเถียงฉันฉอดๆ และว่าฉันโง่แบบนี้เลยนะ เธอกล้ามากแม่สาวน้อย”

“ฉันไม่ได้เถียงนะ แค่พูดตามความจริง ถึงฉันกับน้องจะหาเช้ากินค่ำ แต่เราไม่ใช่หัวขโมยและไม่ได้เป็นพวกสิบแปดมงกุฎด้วย”

“ในเมื่อเธอมั่นใจว่าน้องชายของเธอบริสุทธิ์ เธอก็ดูนั่นสิ..”

พูดจบเขาก็จับร่างเธอหันหลังกลับแต่ก็ยังคร่อมตักกว้างเช่นเดิม และเมื่อหันมาทีวีจอใหญ่ราวจอภาพยนตร์ในโรงก็ปรากฏภาพของน้องชายเธอในขณะที่วิ่งกลับมาหาเธอช่วงเวลาเดียวกับที่เขาช่วยดึงเธอไว้ไม่ให้ล้มลงไป แล้วพยัคฆ์ก็หยุดภาพไว้แล้วซูมภาพเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าจ้อยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขาและในมือของน้องชายมีอะไรบางอย่างติดไปด้วยจริงๆ ก่อนที่เขากับเธอจะแยกย้ายกันไปและเวลามันแค่เสี้ยววินาทีจริงๆ

“เห็นรึยัง ว่าฉันไม่ได้ปรักปรำเธอ ลักษณะนี้มันเป็นการทำงานเป็นทีม อีกอย่างไอ้ของที่เธอขายน่ะ มันก็ไม่ได้มีคุณภาพดีอย่างที่เธอโฆษณาด้วยซ้ำ มันก็แค่น้ำผสมกาวธรรมดา สรุปแล้วเธอก็คือสิบแปดมงกุฎ” เขาสรุปให้ในตอนท้ายเพื่อตอกย้ำสถานะสิบแปดมงกุฎของเธอ 

“พูดไม่ออกล่ะสิ..” เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไปเขาก็ย้ำมาอีก

“ฉัน ไม่รู้จริงๆ ว่าจ้อยเอาของของคุณไปไว้ไหน ฉันไม่รู้”

“ที่ฉันเอามันไปด้วยก็เพราะมันเป็นสร้อยของแม่ฉันที่ให้ไว้ก่อนท่านเสียชีวิต บังเอิญว่าตะขอมันชำรุดฉันจึงไปหาช่างที่ทำสร้อยเส้นนี้ให้แม่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ฉันพบเธอ มันเป็นของเก่าแก่ ที่มีคุณค่ากับจิตใจของฉัน พลอยชมพูเม็ดนั้นคือมรดกตกทอดของตระกูลฉัน ทีนี้รู้รึยังว่าทำไมฉันจะต้องโกรธมากเมื่อมีคนมาฉกมันไป”

“ฉันไม่รู้จริงๆ ฉันขอโทษ” เมื่อจนต่อเหตุผลจุมพิตาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน

“ใครเป็นหัวหน้าแก๊งของเธอ”

“ไม่มี.. ฉันไม่ได้เป็นลูกน้องแก๊งไหน ฉันก็แค่คนหาเช้ากินค่ำ ทำไมคุณจะต้องปรักปรำฉันด้วย”

“การกระทำของพวกเธอมันเป็นกระบวนการ เพราะหลังจากที่น้องชายกลับไปกับเธอแล้วเขาไปไหน พบใคร แล้วมีท่าทางแปลกๆ หรือเปล่าล่ะ”

“เราก็อยู่กันเหมือนปกติทุกวัน เขาไม่ได้ไปไหน”

จุมพิตาบอกตามความจริง เพราะวันนั้นเธอกับพ่อและน้องชายรับประทานอาหารแล้วก็คุยกันก่อนเข้านอนเช่นทุกวัน รุ่งขึ้นจ้อยก็ไปโรงเรียนเธอก็ไปทำงาน

“ไม่เป็นไร ถึงเธอไม่ยอมบอก ฉันก็ตามหาตัวน้องชายเธอจนพบนั้นล่ะ เด็กตัวเล็กๆ จะหนีไปได้สักกี่น้ำ”

“ไม่จริง จ้อยไม่ได้หนีไปไหนหรอก ถึงยังไงเขาจะต้องกลับบ้าน จ้อยไม่เคยไปนอนค้างที่ไหน หากเขาไม่เข้าบ้านก็ต้องเกิดอะไรขึ้นกับเขาแน่ๆ”

คราวนี้ความห่วงน้องชายจู่โจมเข้ามาในใจ ที่สำคัญจ้อยมีโรคประจำตัวไม่ค่อยจะแข็งแรงนักจ้อยตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันและมักจะถูกรังแกอยู่เสมอ แล้วตอนนี้จ้อยจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ...

“ก็ไม่รู้สินะ น้องชายเธอนี่ เขาจะเป็นจะตายก็เรื่องของเขา แต่ฉันจะต้องได้ของฉันคืน และน้องชายเธอไม่รอดมือฉันแน่”

“อย่าทำอะไรจ้อยเลยนะคะ จ้อยยังเด็กและไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าเจอเขาก็ถามเขาดีๆ และบอกว่าฉันกับพ่อเป็นห่วง” หญิงสาวรีบหันมามองเขาอย่างอ้อนวอนน้ำตาคลอหน่วย

“เธอมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันล่ะ”

“จ๋อมไม่ได้สั่งจ๋อมกำลังขอร้องต่างหาก”

หญิงสาวเผลอแทนชื่อตัวเองกับเขาไม่ได้คิดจะออดอ้อนหรือเอาใจซึ่งเธอไม่รู้ว่าทำให้คนฟังพอใจอยู่ไม่น้อย

“ก็ได้ แต่ข้อแลกเปลี่ยนมันก็ต้องเพิ่มขึ้น เพราะหากฉันเจอน้องชายเธอก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอยู่กับแก๊งมิจฉาชีพหรือใครที่มีอิทธิพล ฉันก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ถ้าฉันยื่นมือเข้าไปยุ่งก็เท่ากับว่าฉันหาเรื่องให้ตัวเอง” พยัคฆ์ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้มิดชิด...

“คุณจะให้จ๋อมทำอะไรยังไงก็ได้ค่ะ แค่คุณช่วยตามหาจ้อย แล้วจ๋อมจะช่วยหาของมาคืนคุณด้วย”

“เธอจะช่วยอะไรฉันได้ เธอก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ แม้บางอย่างมันจะไม่เล็กก็เถอะ” ไม่วายที่เขาจะพูดให้ได้อาย จุมพิตาค้อนเขาอย่างอดไม่ได้

“ฉันมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าเป็นผู้หญิงของคุณจนกว่าจะเจอของของคุณมั้ยคะ”

“จ๋อม..” เขาย้ำเหมือนให้แทนตัวเองด้วยชื่อของเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป