บทที่ 2 พ่อพร้อมมาแล้ว
กาแฟที่เพิ่งแตะลิ้นถูกสำลักลงคอ พีร์ภูรินท์ไอโขลกจนหน้าแดงก่ำ รีบดึงกระดาษทิชชูมาปิดปาก
"คุณพร้อมครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"
เชนวิ่งหน้าตื่นถือแก้วกาแฟเข้ามาหา
"มดตะนอย!"
มัดไหมวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะ หอบหายใจเบาๆ มือบางจับไหล่มดตะนอยไว้แน่น
"น้าบอกให้รอตรงเคาน์เตอร์ไง ทำไมเดินมาตรงนี้คะ"
มดตะนอยหันไปหา เงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
"แม่มัดไหม หนูเจอแล้วค่ะ... เจอพ่อค่ะ"
นิ้วเล็กๆ ชี้ไปทางพีร์ภูรินท์ที่กำลังเช็ดคราบกาแฟออกจากขอบโต๊ะ
มัดไหมหันไปมองตาม
สายตาปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบของพีร์ภูรินท์ ตอนนี้เขากำลังจ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่เหมือนอยากจะหักคอใครสักคนให้ตายคามือ
มัดไหมลอบกลืนน้ำลาย
"ขอโทษด้วยค่ะ หลานฉันคงกวนคุณ"
เธอพยายามดึงมือมดตะนอยให้ลงจากเก้าอี้
"ไม่ไปค่ะ หนูจะอยู่กับพ่อพร้อม" มดตะนอยขืนตัวไว้ เกาะขอบโต๊ะแน่น
มัดไหมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าพีร์ภูรินท์สลับกับหลานสาว
"ไปรู้ชื่อเขาได้ยังไง"
"พ่อพร้อมบอกเองค่ะ"
เส้นเลือดในสมองมัดไหมเต้นตุบ เธอส่งยิ้มแห้งๆ ให้พีร์ภูรินท์และเชน
"ขอโทษจริงๆ ค่ะ มดตะนอยคงดูทีวีเยอะไปหน่อย"
เธอก้มลงกระซิบข้างหูหลาน พยายามกดเสียงให้เบาที่สุด
"ปล่อยมือเดี๋ยวนี้มดตะนอย คนเขามองกันทั้งร้านแล้ว"
มดตะนอยเม้มปาก ส่ายหน้าแรงๆ
"ไม่ปล่อยค่ะ น้าไหมบอกเองว่าถ้าเจอคนหล่อให้เลือกได้เลย หนูเลือกคนนี้ค่ะ หนูจะเอาคนนี้!"
เสียงนั้นดังพอที่จะทำให้ลูกค้าโต๊ะอื่นหันมามอง มัดไหมแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
พีร์ภูรินท์ทิ้งทิชชูเปื้อนกาแฟลงบนจานรองแก้ว ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง กวาดสายตามองการแต่งตัวทะมัดทะแมงของมัดไหม ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาที่เด็กตัวป่วน
"สอนหลานมาแปลกดีนะ"
มัดไหมสูดหายใจลึก ยอมรับความซวยแต่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา
"ฉันไม่ได้สอนให้เด็กเดินไปชี้หน้าเรียกคนแปลกหน้าว่าพ่อค่ะ"
พีร์ภูรินท์เลิกคิ้ว กอดอก
"งั้นเหรอ งั้นก็ช่วยพากลับไปสอนใหม่ด้วย ว่าอย่าเที่ยวเดินไปขอใครเป็นพ่อตามร้านกาแฟ"
มัดไหมกัดฟันแน่น รูปลักษณ์ภายนอกดูดีหมดจดแต่ปากคอเลาะร้ายเกินทน เธอออกแรงดึงแขนมดตะนอยอีกครั้ง
คราวนี้เด็กหญิงยอมปล่อยมือจากโต๊ะ แต่ตายังมองหน้าพีร์ภูรินท์
"พ่อพร้อมไม่ไปกินเค้กที่ร้านหนูเหรอคะ"
"ไม่ไป" เขาปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิด
"ร้านหนูเค้กอร่อยนะคะ"
"ฉันไม่ชอบของหวาน"
มัดไหมเหลือบมองแก้วอเมริกาโน่บนโต๊ะ
"กลับกันได้แล้วมดตะนอย คุณเขาทำงานอยู่ อย่ากวนค่ะ"
มัดไหมรวบตัวอุ้มมดตะนอยขึ้นแนบอก มดตะนอยดิ้นขลุกขลัก พยายามชะโงกหน้าข้ามไหล่น้าสาว
"พรุ่งนี้หนูจะมาหาใหม่นะคะพ่อพร้อม"
พีร์ภูรินท์ไม่ตอบ ก้มหน้ามองจอแท็บเล็ตต่อ ทำเหมือนสองน้าหลานไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
มัดไหมหมุนตัวเดินออกจากร้านกาแฟด้วยความเร็วแสง รู้สึกอายจนความร้อนลามไปถึงใบหู
สาบานกับตัวเองว่าจะไม่เหยียบร้านกาแฟนี้อีกเป็นครั้งที่สองในชีวิต
กระดิ่งหน้าร้านกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ปิดลง
พีร์ภูรินท์ถอนหายใจ เลื่อนนิ้วบนหน้าจอแท็บเล็ต
"จะรับกาแฟแก้วใหม่ไหมครับบอส"
"ไม่ต้อง"
สายตายังจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขบนจอ แต่สมองกลับไม่รับรู้ข้อมูลอะไรเลย เสียงเล็กๆ ที่เรียกเขาว่าพ่อพร้อมยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
บนโต๊ะไม้สีเข้ม ข้างแก้วกาแฟที่เหลือเพียงน้ำแข็ง...
ตุ๊กตากระต่ายเน่าสีตุ่นหล่นอยู่ตรงนั้น
พีร์ภูรินท์มองตุ๊กตาเปื้อนคราบน้ำลายสลับกับประตูร้านกาแฟที่ปิดสนิท
มุมปากที่ตึงเครียดมาตลอดทั้งเช้ากระตุกขึ้นเล็กน้อยโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว
...
เครื่องตีแป้งทำงานอยู่ในโซนขนมตั้งแต่เช้าตรู่
มัดไหมตอกไข่ไก่ใส่ชามผสมด้วยใบหน้าอิดโรย ใต้ตาคล้ำจนคอนซีลเลอร์แทบเอาไม่อยู่
เมื่อคืนเธอได้นอนไปไม่ถึงสามชั่วโมง
สาเหตุของความพินาศไม่ใช่การคิดสูตรขนมใหม่ แต่เป็นมหกรรมการตามหา 'เน่าเน่า'
มดตะนอยร้องไห้จ้าตอนสามทุ่มตรง หลังคลำหาตุ๊กตากระต่ายหูตกตัวโปรดไม่เจอ
มัดไหมรื้อบ้านค้นทุกซอกทุกมุม เทกระเป๋าทุกใบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ตอนห้าทุ่มครึ่ง
ว่ามดตะนอยวางมันทิ้งไว้บนโต๊ะในร้านกาแฟ Roast & Rest เมื่อบ่ายวานนี้
มัดไหมพยายามกอดปลอบ หลอกล่อสารพัด สัญญาจะพาไปซื้อกระต่ายตัวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
แต่มดตะนอยเอาแต่ส่ายหน้า น้ำตาไหลพรากจนจมูกแดงเถือก ยืนยันคำเดียว
'พ่อพร้อมเก็บเน่าเน่าไว้ให้หนูแล้ว'
มือบางกดเพิ่มความเร็วเครื่องตีแป้งจนโถสแตนเลสสั่น
'พ่อพร้อมบ้าบออะไร ป่านนี้คงเอาตุ๊กตาเปื้อนคราบน้ำลายเด็กไปโยนทิ้งถังขยะเทศบาลเรียบร้อยแล้ว'
มัดไหมถอนหายใจยาวจนปอยผมที่หลุดจากกิ๊บปลิว ก่อนเทส่วนผสมลงพิมพ์อบเค้ก
วันนี้เป็นวันเสาร์ ลูกค้าทยอยเข้ามาตั้งแต่สาย
นิวเดินเก็บแก้วเก็บจานจนแทบหมุน
มัดไหมต้องถอดผ้ากันเปื้อนออกมายืนรับออเดอร์หน้าเคาน์เตอร์เอง
มดตะนอยนั่งอยู่ตรงโต๊ะเตี้ยมุมสุดของร้าน โซนประจำที่ถูกจัดไว้ให้โดยเฉพาะ
สมุดระบายสีและสีเทียนกระจัดกระจายเกลื่อนโต๊ะ แต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจ เด็กหญิงนั่งกอดเข่าบนเก้าอี้
ชะเง้อคอมองผ่านกระจกใสออกไปนอกถนน จับจ้องรถทุกคันที่ขับผ่านเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง
บ่ายโมงตรง แดดด้านนอกจัดจ้านจนภาพพื้นถนนสั่นเป็นคลื่น
รถสปอร์ตเปิดประทุนสีดำสนิทป้ายแดงขับเข้ามาจอดเทียบฟุตปาธหน้าร้าน ดีไซน์โฉบเฉี่ยว
เสียงเครื่องยนต์ดุดันคำรามต่ำ ขัดกับกันสาดสีชมพูพาสเทลและป้ายหน้าร้านรูปรอยยิ้มอย่างสิ้นเชิง
ลูกค้าหลายโต๊ะหันไปมองเป็นตาเดียว
นิวชะงักมือค้างกลางอากาศ
ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออก
มัดไหมเงยหน้าจากหน้าจอเครื่องคิดเงิน มือที่กำลังจะทอนเงินลูกค้าชะงักค้างกลางอากาศ
