บทที่ 4 เค้กครีมสีชมพูกับพ่อพร้อม
มดตะนอยมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ
มัดไหมเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ รอคอยให้ผู้ชายหน้าตึงคนนี้ปฏิเสธ
หรือไม่ก็ลุกเดินหนีออกจากร้านไปเลย เธอจะได้เอาเค้กกลับไปเก็บ จบเรื่องวุ่นวายพวกนี้เสียที
พีร์ภูรินท์เหลือบตามองคนเป็นน้า เขารู้ว่าเธอกำลังรอให้ปฏิเสธ และพร้อมจะไล่เขาทันทีที่เขาทำหน้าไม่สบอารมณ์
เขาเลื่อนสายตากลับมาที่คัพเค้ก คลายวงแขนที่กอดอกออก
มือหนาเอื้อมไปรับส้อมสีฟ้ามาจากมือของมดตะนอย
มัดไหมเบิกตากว้างเล็กน้อย
พีร์ภูรินท์ใช้ส้อมตัดเนื้อเค้กพร้อมครีมสีชมพูชิ้นเล็ก ตักมันขึ้นมา
มองอยู่เสี้ยววินาทีเหมือนกำลังประเมินความเสี่ยง ก่อนจะส่งเข้าปากหน้าตาเฉย
รสหวานจัดของสตรอว์เบอร์รีกับกลิ่นเนยแผ่ไปทั่วลิ้น
พีร์ภูรินท์เคี้ยวช้า ๆ สีหน้ายังคงราบเรียบ
มดตะนอยยิ้มกว้างจนตาหยี
"อร่อยไหมคะ"
พีร์ภูรินท์กลืนเค้กลงคอ วางส้อมพลาสติกลงบนจาน
"อืม"
มัดไหมยืนนิ่ง อ้าปากค้างมองผู้ชายหน้าตึงที่เพิ่งกินเค้กสีชมพูเข้าไปหน้าตาเฉย
ความคิดในหัวตีกันวุ่นจนประมวลผลไม่ทัน
'เมื่อวานบอกไม่กินของหวาน แล้วไอ้ที่กลืนลงคอไปเมื่อกี้คืออะไรวะ'
พีร์ภูรินท์หยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับปาก เขามองตรงมาที่มัดไหม
"คิดเงินด้วย"
มัดไหมกะพริบตาถี่ พยายามดึงสติกระเจิดกระเจิงกลับมา
"เอ่อ... ชิ้นนี้เก้าสิบบาทค่ะ"
พีร์ภูรินท์ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทวางแหมะลงบนโต๊ะ
"ไม่ต้องทอน"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดึงชายเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่
"พ่อพร้อมจะกลับแล้วเหรอคะ"
มดตะนอยหน้าหงอย มือเล็กๆ เอื้อมไปจับชายกางเกงเขาไว้
พีร์ภูรินท์ก้มลงมองมือนั้น ไม่ได้สะบัดออก
"ไปทำงาน"
"พรุ่งนี้พ่อพร้อมมาหาหนูอีกไหมคะ"
บริเวณนั้นเงียบลงไปชั่วขณะ มัดไหมกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ ภาวนาในใจให้เขาตอบปฏิเสธ หรือดุเด็ก
หรือทำอะไรก็ได้เพื่อลากเส้นแบ่งเขตแดนให้ชัดเจน แล้วเดินออกไปจากชีวิตพวกเธอเสียที
พีร์ภูรินท์ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
เขามองมดตะนอย ก่อนปรายตาไปทางมัดไหมที่ยืนเกร็งอยู่ข้าง ๆ
เขาค่อยๆ ดึงมือมดตะนอยออกอย่างเบามือที่สุดเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้
ร่างสูงหมุนตัวเดินออกจากร้าน
กระดิ่งหน้าประตูกรุ๊งกริ๊งตามหลังเขาไป
เขาเดินไปขึ้นรถสปอร์ต สตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วขับออกไปจากหน้าร้านอย่างรวดเร็ว
มัดไหมถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก มองธนบัตรใบละพันบนโต๊ะสลับกับคัพเค้กที่แหว่งไปเพียงเสี้ยวเดียว
'บ้าชะมัด เข้าใจยากฉิบหาย'
เธอสบถในใจ หยิบแบงก์พันขึ้นมาถือไว้
มดตะนอยปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีเหลืองที่พีร์ภูรินท์เพิ่งลุกไป
หยิบส้อมสีฟ้าขึ้นมาตักเค้กส่วนที่เหลือเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอารมณ์ดี
"แม่มัดไหม"
"อะไรตัวยุ่ง"
มัดไหมยังหงุดหงิดกับพายุลูกเมื่อครู่
มดตะนอยกลืนเค้ก แล้วยิ้มแฉ่ง
"พรุ่งนี้พ่อพร้อมต้องมาอีกแน่เลยค่ะ"
มัดไหมขมวดคิ้ว
"เอาอะไรมามั่นใจ เขาไม่มาแล้วมดตะนอย เขาแค่เอาของมาคืน ถือว่าจบธุระแล้ว"
มดตะนอยส่ายหน้าดิก ชี้มือไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ตัวเองเพิ่งลุกมา
"พ่อพร้อมลืมของไว้ค่ะ"
มัดไหมหันไปมองตามนิ้วเล็กของหลานสาว บนเบาะเก้าอี้พลาสติกสีเหลืองพาสเทล...
สมาร์ตคีย์ของรถสปอร์ตป้ายแดงที่เพิ่งขับออกไปเมื่อครู่วางนิ่งอยู่ตรงนั้น
มัดไหมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองถนนหน้าร้านที่ว่างเปล่า
'เดี๋ยวนะ...'
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
'ถ้ากุญแจรถอยู่ตรงนี้... แล้วเมื่อกี้เขาสตาร์ทรถขับออกไปได้ยังไงวะ'
นิวถือถาดเก็บแก้วน้ำเข้ามาใกล้ ชะโงกมองแล้วเบิกตากว้าง
"อ้าว ลูกค้าลืมกุญแจรถนี่คะพี่ไหม แล้วเมื่อกี้เขาขับออกไปได้ยังไง ผีหลอกหรือเปล่า"
"นั่นน่ะสิ"
ยังไม่ทันตั้งสมมติฐาน ประตูกระจกหน้าร้านก็ถูกผลักเข้ามาเต็มแรง
พีร์ภูรินท์ก้าวเข้ามาในร้าน เขาไม่ได้ขับรถสปอร์ตคันหรูมาจอดเทียบฟุตปาธเหมือนตอนแรก
แต่เป็นการเดินเท้าฝ่าแดดบ่ายโมงตรงเข้ามา
เส้นผมที่เคยเซตไว้เนี้ยบกริบมีรอยชื้นเหงื่อเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มมีรอยยับย่น
ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้ตึงเปรี๊ยะยิ่งกว่าเดิม สีหน้าของเขาตึงจัดจนนิวรีบหดคอ ถอยหลบไปหลังเคาน์เตอร์
ร่างสูงก้าวตรงไปที่โต๊ะมุมสุด คว้าสมาร์ตคีย์บนเก้าอี้เด็กขึ้นมาถือไว้แน่น
เขาปรายตามองมัดไหมที่เม้มปากกลั้นขำจนไหล่สั่น
"รถยุโรปรุ่นใหม่สตาร์ทติดถ้าระยะกุญแจอยู่ใกล้"
กรามแกร่งบดเข้าหากัน
เจ้าตัวพยายามรักษามาดอย่างสุดความสามารถ
"แต่พอขับพ้นรัศมีเซนเซอร์ไปถึงปากซอย เครื่องมันจะดับ"
พูดจบก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านไปทันทีโดยไม่มองหน้าใครอีก
มัดไหมมองตามแผ่นหลังที่เดินแกมวิ่งกลับไปทางปากซอย
แล้วหลุดหัวเราะออกมาสุดเสียง
มือบางหยิบแบงก์พันบนโต๊ะขึ้นมาพัดเบา ๆ
คนฟอร์มจัดแบบนั้นคงเสียหน้าจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
และคงไม่กล้าเหยียบเข้ามาในร้านนี้อีกแน่
แต่เธอประเมินพีร์ภูรินท์ต่ำเกินไป
