บทที่ 5 ลูกค้า VIP (ที่ไม่ได้มาซื้อขนม)
วันรุ่งขึ้น บ่ายสามโมงตรง
ประตูกระจกหน้าร้านถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง
พีร์ภูรินท์ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดสูทเต็มยศ
"เชนอยากกินทาร์ตผลไม้"
ร่างสูงยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ใบหน้าเรียบตึง
เหมือนเรื่องรถดับหน้าปากซอยเมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้
มัดไหมมองหน้าชายหนุ่ม สลับกับมองทาร์ตผลไม้ในตู้กระจก
"เมื่อวานคุณเชนเพิ่งกินเค้กส้ม วันก่อนก็บราวนี่ ไม่บ่นเรื่องน้ำตาลในเลือดบ้างหรือคะ"
"บริษัทฉันมีสวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปี"
ดวงตาคมเลื่อนไปมองป้ายราคาเค้กแต่ละชิ้นอย่างผ่านๆ
"เอาทาร์ตผลไม้สองชิ้น แล้วก็อเมริกาโน่เย็นไม่หวานหนึ่งแก้ว"
มัดไหมลอบถอนหายใจ กดหน้าจอเครื่องคิดเงิน
เธอรู้ดีว่าข้ออ้างเรื่องเชนเป็นแค่เรื่องแต่ง
เลขาหนุ่มคงต้องรับเคราะห์กินขนมหวานจนหน้าเป็นเค้กไปแล้ว
แต่ในเมื่อพีร์ภูรินท์จ่ายเต็มราคา แถมไม่เคยรับเงินทอน เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องไล่ลูกค้าเงินหนาคนนี้ออกจากร้าน
พีร์ภูรินท์รับแก้วกาแฟ เดินตรงไปมุมสุดของร้าน
เก้าอี้พลาสติกสีเหลืองพาสเทลตัวเดิมกลายเป็นที่ประจำของเขาไปเสียแล้ว
มดตะนอยที่นั่งวาดรูปอยู่บนโต๊ะเงยหน้าขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นใครก็ฉีกยิ้มกว้าง วางสีเทียนในมือลงทันที
"พ่อพร้อมมาแล้ว"
มือเล็กๆ รีบกวาดสมุดวาดเขียนและกล่องสีเทียนไปรวมกันไว้มุมโต๊ะ เพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้พีร์ภูรินท์วางแก้วกาแฟและจานเค้ก
พีร์ภูรินท์พับขานั่งลงบนเก้าอี้เด็กอย่างเคยชิน ท่าทางเก้งก้างในวันแรกดูเป็นธรรมชาติขึ้นเล็กน้อย
เขาไม่ได้ตอบรับคำเรียกนั้น แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธเหมือนเมื่อก่อน เพียงแค่ดูดกาแฟดำในแก้ว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้มดตะนอยพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยเปื่อย
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกวัน
จนพนักงานในร้านเริ่มชินตา
นิวเลิกตกใจกับรถสปอร์ตที่มาจอดเทียบหน้าร้าน ส่วนมัดไหมก็เลิกตั้งคำถามว่าเชนจะป่วยเป็นเบาหวานเมื่อไหร่
วันพุธช่วงบ่าย บรรยากาศในร้านค่อนข้างเงียบ มัดไหมยืนเช็ดตู้เค้กอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะมุมร้านมากนัก
"วันนี้ข้าวปั้นแย่งยางลบหนูค่ะ"
มือเล็กหยิบสีเทียนสีแดงขึ้นมาระบายรูปแอปเปิลอย่างตั้งใจ
พีร์ภูรินท์ละสายตาจากแท็บเล็ต หันมามองเด็กหญิง
"แล้วหนูทำยังไง"
"หนูบอกให้ข้าวปั้นคืน แต่ข้าวปั้นวิ่งหนี หนูเลยวิ่งตามแต่ตามไม่ทันค่ะ ข้าวปั้นวิ่งเร็วมาก"
ปากเล็กเบะออกอย่างน่าสงสาร
"วันหลังถ้าโดนแย่งของ ไม่ต้องวิ่งตามให้เหนื่อย"
ชายหนุ่มวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ
"เดินไปยึดกล่องดินสอของเขามาไว้ที่ตัวเอง แล้วบอกว่าถ้าอยากได้คืน ต้องเอายางลบมาแลก นี่คือการเจรจาต่อรองพื้นฐาน"
มัดไหมที่กำลังเช็ดกระจกตู้เค้กถึงกับชะงักผ้าขี้ริ้ว
เธอปล่อยไว้ไม่ได้
ถ้าขืนให้พีร์ภูรินท์สอนตรรกะแบบนี้ต่อไป มดตะนอยคงโตไปเปิดบริษัทเงินกู้ดอกเบี้ยโหดแน่ ๆ
ร่างบางเดินเข้าไปหาทั้งสองคนพร้อมกับจานใส่คุกกี้ข้าวโอ๊ตสองชิ้น
"คุกกี้อบใหม่ค่ะ แม่มัดไหมให้มดตะนอยชิ้นหนึ่ง ส่วนอีกชิ้นแถมให้คุณพร้อม ถือว่าขอบคุณที่มาอุดหนุนทุกวัน"
มัดไหมวางจานลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปมองพีร์ภูรินท์
"และกรุณาอย่าสอนให้หลานฉันใช้วิธียึดทรัพย์สินคนอื่นค่ะ เด็กทะเลาะกัน แค่บอกครูก็พอแล้ว"
พีร์ภูรินท์เงยหน้ามอง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"การสอนให้รู้จักปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด โลกนี้ไม่มีครูคอยไกล่เกลี่ยให้ตลอดไปหรอกนะ"
มัดไหมสูดหายใจลึก เถียงกับคนบ้าตรรกะไปก็ป่วยการ เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปทำขนมต่อ
มดตะนอยวางสีเทียน เอื้อมมือไปหยิบคุกกี้ในจาน
แต่พีร์ภูรินท์ดึงจานหลบมือเล็ก ๆ นั้นอย่างรวดเร็ว
มัดไหมหันขวับกลับมาขมวดคิ้วใส่ทันที
"คุณจะแย่งขนมเด็กทำไมคะ"
พีร์ภูรินท์ไม่ตอบ หยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาหักครึ่ง
"มดตะนอยไม่กินลูกเกด"
สายตายังจับจ้องที่ชิ้นคุกกี้ นิ้วยาวค่อยๆ แงะลูกเกดสีดำสองสามเม็ดในเนื้อคุกกี้ออกอย่างใจเย็น วางกองไว้บนกระดาษทิชชู แล้วเลื่อนคุกกี้ส่วนที่ไม่มีลูกเกดกลับไปตรงหน้ามดตะนอย
มดตะนอยฉีกยิ้มกว้าง หยิบคุกกี้เข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอารมณ์ดีโดยไม่ต้องคอยระแวงรสชาติเปรี้ยว
มัดไหมยืนนิ่ง มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง
ขนาดเธอเป็นน้าแท้ ๆ ที่เลี้ยงมาตลอดหลายเดือน บางครั้งยังเผลอลืมว่ามดตะนอยเกลียดลูกเกดจนร้องไห้ถ้าเผลอเคี้ยวโดน
แต่พีร์ภูรินท์ที่วัน ๆ เอาแต่นั่งกอดอกฟังเด็กพูดเจื้อยแจ้ว กลับจำเรื่องเล็ก ๆ นี้ได้แม่นยำกว่าเธอ
มัดไหมมองหน้าชายหนุ่ม
เขาไม่ได้สนใจสายตาของเธอ กำลังหยิบคุกกี้ชิ้นที่เหลือเข้าปากตัวเอง กินคุกกี้รสลูกเกดที่อุตส่าห์เขี่ยออกให้มดตะนอยหน้าตาเฉย
"คุณไม่ชอบของหวานไม่ใช่หรือคะ" มัดไหมหลุดปาก
พีร์ภูรินท์กลืนคุกกี้ หยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดปลายนิ้ว
"ฉันไม่ชอบกินทิ้งกินขว้าง" เขาตอบหน้าตาย "มันเสียดายของ"
มัดไหมลอบยิ้มมุมปาก ก่อนเดินกลับไปหน้าเตาอบด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
พีร์ภูรินท์อาจจะปากร้ายและชอบทำหน้าตึง แต่การกระทำของเขากลับสวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง
