บทที่ 6 ตอนที่ 3 ตระกูลวายุตรา

ตอนที่ 3

ตระกูลวายุตรา

ปัญหาส่วนตัวทางด้านสามีของตนจะเป็นยังไง เช่นเดียวกับที่ฮิโรชิไม่สนใจเขา ขวัญเมืองเองก็ไม่ได้สนใจฝ่ายนั้นเช่นกัน ความจริงหากไม่มีข่าวการเปลี่ยนถ่ายของยากูซ่า ตนเองก็ไม่เคยนึกถึงเขา ขอเพียงคิดใช้ชีวิตกับลูกๆ อยู่สุขสบายในเมืองห่างไกลแห่งนี้ ก็เพียงพอแล้ว

หากแต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป ก็เมื่อสมองมันดันคิดถึงเขาเสียแล้ว โดยเฉพาะตอนนี้คิดถึงมากๆ คิด...ว่าพอเขามาจะนึกได้หรือไม่ว่าตัวเองเคยส่ง ไม่สิ ต้องเรียกว่าเคยไล่ภรรยามาอยู่นี่

ขวัญเมืองคาดหวังให้อีกฝ่ายลืมเขาไปจริงๆ!

ตลอดระยะเวลาสี่ปี เขาไม่เคยถามไถ่ข่าวสารฝ่ายนั้น ได้ยินมาไกลๆ ว่าเขาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่เคยเอ่ยถึงภรรยาของตัวเองสักครั้ง 

ราวกับตัวเองไม่มีภรรยา จนผู้คนทั่วไปมองเขาเป็นหนุ่มโสดเสเพล ขวัญเมืองตอนที่มาอยู่โกฮันแรกๆ คิดค่อนขอดในใจว่า

'เขาดูปกติดี จนความคิดถึงที่ขวัญเมืองมีให้เขาดูไร้ค่าขึ้นมาทันที'

"..."

แสงสีน้อยนิดบนท้องถนนยามค่ำคืนส่องกระทบรถคันหรูที่วิ่งบนถนนเส้นเล็กจุดมุ่งหมายเป็นเพทายไนต์คลับ ขวัญเมืองระหว่างนั่งบนรถ นึกขึ้นได้ก็ต้องยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเรียกสติหนึ่งที ทำไมโง่อย่างนี้ ไม่แน่เราอาจทึกทักไปเอง พอเขามาถึงที่นี่ก็คงไม่ได้ใส่ใจว่าเราจะมีตัวตน ก็เหมือนกับตอนที่อยู่เมืองหลวง

เพราะเขาก็แค่แต่งงานกับตนเพื่อใช้เป็นข้ออ้าง ดักทางไม่ให้คุณหนูยากูซ่านั่นตอแยเขาก็เท่านั้นเอง

ความคิดนี้ทำให้สบายใจขึ้น พอสบายใจขวัญเมืองก็ยิ่งคิดเองเออเอง ใช่แล้ว! ขอแค่ปกปิดเรื่องราวที่เราใช้อำนาจของเขาหากิน และปกปิดเรื่องลูก เท่านี้ท่านฮิโรชิผู้ยิ่งใหญ่ก็จะเป็นธาตุอากาศหายไปจากชีวิตน้อยๆ ของเรา ไม่แน่อาจจะได้รับใบหย่า ซึ่งก็สมกับใจเขาที่กำลังต้องการอยู่พอดี

เหตุผลที่ขวัญเมืองไม่ยอมหลบลี้หนีหน้าฮิโรชิไป หลักๆ ก็เป็นเพราะรากฐานที่เขาตั้งใจวางไว้ที่นี่มาตลอดสี่ปี ตอนจากกันไม่คิดว่าจะเจอเขาอีก ไม่สิต้องเรียกว่า สามีคงไม่คิดจะเจอเขาอีก เพราะขนาดแค่มาหย่าให้เป็นเรื่องเป็นราวเขายังไม่ทำ นี่ก็คงใช้ทะเบียนสมรสไร้ค่านั่นอ้างกับคุณหนูยากูซ่าได้ว่าเขาแต่งงานซ้อนไม่ได้ ทำไมขวัญเมืองจะมองเกมไม่ออก

หน้าคลับเพทาย มือหนาของเด็กรับรถยื่นไปเปิดประตูรถสีดำเงายี่ห้อแพง ก่อนจะยื่นมือใต้ถุงมือสีขาวเพื่อจับมือรับคนที่อยู่ในนั้น ขวัญเมืองในชุดยูกาตะสีน้ำเงินครามก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสง่าและกลับมาเฉิดฉายสูงส่งอีกครั้ง

ด้วยไม่โผล่มาหลายวัน ชาวบ้านที่ตั้งแผงขายของพอพบคุณขวัญเมืองปรากฏตัวต่างก็หันมามอง

ขอทานสิบกว่าคนราวกับพบเทพแห่งเงินทอง จากที่นั่งอยู่ชายคาร้านค้าห่างไกล ก็พากันวิ่งถือถ้วยพลาสติกวิ่งเข้าหา ถึงจะถูกผู้คุ้มกันจะยกมือป้องปัด แต่พวกเขาก็แสดงสีหน้ายิ้มแย้ม

“ให้เงิน!”

ราวกับเสียงนกขมิ้น บอดี้การ์ดยื่นเงินให้ชายชราผู้หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “อย่ามุงอยู่นาน แยกย้ายได้แล้วคุณขวัญเมืองยังมีเรื่องต้องทำ”

พอได้เงินทอง ขอทานทั้งหลายก็แหวกทาง ขวัญเมืองจับแขนกะทิให้เขาประคองเดินเข้าคลับ ท่าทีราวกับนางพญา ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครทราบจริงๆ ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่สี่ปีก่อนถูกแม่พามาขายเพื่อไปเป็นโสเภณีในดินแดนอาทิตย์อุทัย

จังหวะอ่อนช้อยเนิบนาบราวกับเป็นเจ้าของชาติชุดที่เขากำลังสวม ซึ่งท่วงท่าแบบนี้ไม่ได้พบเห็นทั่วไป นอกเสียจากท่านชายดีงามที่ถูกเลี้ยงดูอย่างชนชั้นสูง

ในสายตาชาวบ้าน ฝ่ายบุรุษมองว่าเขาเป็นอาหารตาเลิศรส แต่เหล่าภรรยาพวกเขากลับด่าทอเขาว่าแพศยา คนดีๆ ที่ไหนจะท้องไม่มีพ่อ ทั้งยังออกหน้าออกตาพบปะชายหนุ่มร่ำรวยในเมือง ซ้ำแต่ละคนก็แต่งงานแล้วทั้งนั้น

อย่างเช่นวันนี้ ห้องพิเศษในคลับ ปรากฏชายหนุ่มแปดคนนั่งรออยู่ ขวัญเมืองพอเดินตามคนนำทางเข้าไปก็พบว่าตนมาถึงเป็นคนสุดท้าย

“คุณขวัญมาช้าต้องถูกปรับด้วยไวน์สามแก้ว!”

ขวัญเมืองได้ยินก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกส่งให้สาวใช้ เขาย่อกายทักทายทุกคนอย่างงดงาม หัวเราะคิกคักน่ารัก กล่าวว่า "ผมมีเรื่องต้องทำมากมาย กว่าจะสะสางเสร็จก็ช้าแล้ว ไม่เหมือนพวกคุณที่อยู่ว่าง"

พูดจบก็นั่งลงในตำแหน่งของตน ราวกับรู้งาน

โต๊ะอาหารค่ำที่จัดไว้อย่างสวยงามประดับด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวหรูหราลดหลั่นลงมาที่พื้น ดอกไม้สดสีสันสดใสวางอยู่ในแจกันกลางโต๊ะเก้าอี้ไม้ขัดเงาหรูหราแปดตัวล้อมรอบ บนเก้าอี้ชายหนุ่มทั้งหมดกลับมองมายังขวัญเมืองเป็นตาเดียว

ก่อนหน้าที่ขวัญเมืองจะเข้ามา อาหารถูกยกมาแล้วจำนวนหนึ่ง ขวัญเมืองพอมาก็สั่งเพิ่มอีกหลายอย่าง แม้ทุกคนที่อยู่ในห้องจะเป็นคนมีฐานะ แต่ก็ยังต้องลอบปาดเหงื่อ 

อาหารเครื่องดื่มสิบอันดับแรกของขึ้นชื่อประจำคลับถูกยกมา จากเฮฮาอยู่ก่อนตอนนี้เป็นเฮฮาขึ้นไปอีก ขวัญเมืองพูดคุยกับพวกเขาอย่างออกรสออกชาติ กล่าวไปถึงกิจการร้านเหล้ายิบย่อยที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดเพียงไม่กี่ปี และที่สำคัญคือ ตัวของเขาเองที่ถือกรรมสิทธิ์ค้าขายสุราทั้งไทยและเทศอยู่ในมือ

ภายในห้องพิเศษแห่งนี้ ชายทุกคนที่ดูเหมือนจะเป็นพวกเสเพลไม่เอาอ่าว แท้ที่จริงพวกเขาเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียท้องถิ่น ทั้งเมืองเอซและเมืองปลายมาศ ต่างคนต่างมีที่มาหลายเชื้อชาติ อย่างเช่นชายหนุ่มเชื้อสายมาเฟียฮ่องกงผู้นี้

“เรื่องนี้ต้องให้พวกคุณตัดสินใจดู ว่ามีกำลังพอส่งออกไปไกลกว่าแค่สามด่านนี้ได้หรือไม่?” ขวัญเมืองเอ่ยถามราวกับคุยเรื่องทั่วไป แต่ใบหน้ามองไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งราวกับต้องการคำตอบ

พอเข้าเรื่องการค้า บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป

“ความจริงพวกเราไม่ถนัดเรื่องเมืองอื่น ทำไมครั้งนี้ถึงอยากส่งออกไปที่อื่นหรือคุณขวัญ”

ผู้กล่าวคือคุณซาน เขาเป็นคนทำการค้ากับขวัญเมืองมาตั้งแต่ปีแรก

มาเฟียฮ่องกง ปกติเขาค้าขายโสมสมุนไพรและเหล้าดองยาแต่ก็เพียงแค่ไม่กี่จังหวัดรอบๆ พอได้ยินคนตัวเล็กเสนองานให้ก็เกิดความสงสัย เพราะปกติหากเป็นการค้านอกเหนือจากสามจังหวัดนี้ ทุกคนรู้ดีว่ามักจะขึ้นกับตระกูลวายุตราทั้งหมด

ขวัญเมืองไม่ได้อธิบายมากความ เขากล่าวอย่างแพรวพราวว่า

"ผมไม่อยากผูกขาดกับตระกูลวายุตรา ครั้งนี้มีเหล้าสาเกญี่ปุ่นหลายสิบคันรถ หากพวกคุณจัดส่งออกไปได้ ทั้งยังหาคู่ค้าประเทศเพื่อนบ้านได้ในราคาที่เหมาะสม กำไรส่วนต่างพวกคุณก็รับเข้ากระเป๋าไปได้เลย"

เขาไม่พูดเปล่า เรียกกะทิยื่นส่งกระดาษที่ทนายเตรียมไว้ให้เมื่อเช้าให้ทุกคน

แต่ละคนล้วนทำการค้า ไม่มากก็น้อยย่อมมีราคากลางอยู่ในหัว พอเห็นตัวเลขสินค้าแต่ละชนิดของขวัญเมืองทุกคนก็แทบพลัดตกเก้าอี้ นี่มันสูงกว่าที่ขายในเมืองโกฮันไม่ถึงสองส่วนเองนะ! หากนำไปขายนอกเมือง นั่นแปลว่าสามารถทำกำไรได้อีกเป็นเท่าตัว!

พวกเขาไม่รู้ว่าขวัญเมืองได้มาในราคาต้นทุนเท่าไร แต่หากกล้าขายราคานี้ แสดงว่าด้วยเส้นสายของเขาคงได้มาในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดเกินครึ่ง สัญชาตญาณพ่อค้าทุกคนคำนวณกำไรที่จะได้หากรับงานนี้ แต่ละคนก็กดเครื่องคิดเลขของตัวเองแข่งกัน จากมื้ออาหารพบปะสังสรรค์ กลับกลายเป็นห้องทำงานในชั่วพริบตา

ขวัญเมืองหยิบแก้วไวน์ทรงสูงขึ้นจิบเงียบๆ รอคอยพร้อมรอยยิ้มร้าย

นานสองนาน อาหารหมดไปสองรอบ ข้อตกลงวางมัดจำประกันสินค้าครึ่งหนึ่ง คนทั้งหมดถือว่าร่วมหุ้นกัน เป็นตัวแทนขนสินค้าออกนอกประเทศ เพื่อหาลูกค้าให้กับขวัญเมือง


เนื่องจากต้องใช้แรงงานคน แม้อยากปิดบังแต่ก็ทำไม่ได้ ไม่นานข่าวเรื่องการร่วมมือระหว่างขวัญเมืองและมาเฟียหลายคนในเมืองก็หลุดออกมา ชาวบ้านทั่วไปพอฟังก็หาได้สนใจไม่ นี่เป็นกิจการของชนชั้นร่ำรวยไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตน

หากแต่มีคนกลุ่มหนึ่งเต้นพล่าน!

เป็นคนตระกูลวายุตรานั่นเองที่เต้นพล่านไปตามๆ กัน

“บัดซบ! เขาหักหน้ากันเกินไปแล้ว!”

ในห้องหนังสือของ เจ้าพ่อวายุ เขามีศักดิ์เป็นลุงของเมฆา พอฟังสายข่าวของตนรายงานข่าวที่ได้ยินมาจบ ก็แทบทุบโต๊ะให้หักเป็นสองท่อน ทุบแรงซะจนกำปั้นของตนเจ็บปวด

หลังหายโมโห วายุสั่งมือขวาของตนให้ส่งคนใช้ไปเรียกคนจากตระกูลรองทั้งหมด ทั้งยังกำชับว่าไม่ต้องเรียกเมฆา และอย่าให้เขารู้เด็ดขาดว่าฉันเรียกพบคน

มือขวารับคำจากไป วายุทราบว่าหลานชายตนหลงใหลในตัวขวัญเมือง หากให้เขาทราบเรื่องต้องคาบข่าวไปบอกอีกฝ่ายแน่ ดังนั้นจึงไม่คิดหารือกับเขา

ราวสองชั่วโมง บ้านเล็กบ้านใหญ่ตระกูลวายุสิบกว่าครอบครัวอยู่ครบ แต่ละคนไม่ต้องให้ผู้นำตระกูลบอกก็ทราบ ว่าที่เขาเรียกหาวันนี้เพราะเรื่องอะไร

จริงอย่างที่คิด วายุสอบถามว่าทุกคนรู้เรื่องแล้วหรือไม่ "ขวัญเมืองที่ผ่านมาใช้งานตระกูลเรา แต่ครั้งนี้กลับใช้ผู้อื่น ฉันไปสืบดูมาแล้ว สินค้าครั้งนี้มีค่าเกือบสองล้าน"

หลายคนพยักหน้า ความจริงคิดว่าขวัญเมืองนั่นมีความสัมพันธ์ลับๆ กับหลานชาย ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ทำการค้าอย่างดีกันมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ไม่แค่ยกงานให้ผู้อื่น แม้แต่จะส่งคนมาแจ้งสักคำยังไม่แจ้ง นี่ไม่เท่ากับเป็นการตบหน้าพวกเรารึไง

“แล้วเจ้าพ่อจะจัดการยังไง?” ตระกูลรองที่สามเอ่ยถาม เขาทราบเส้นสนกลในดีแถมยังมีเส้นสายกับตำรวจ หากพวกตนไม่เอ่ยปาก พ่อค้าคนใดก็ไม่อาจออกนอกด่านได้

“ทำยังไงเหรอ? เจ้าเด็กนั่นไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา มันคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ”

“เจ้าพ่อ! เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”

ตระกูลรองและตระกูลที่สี่ตะโกนขึ้นพร้อมกัน จากนั้นกล่าวว่า คนของเรายังตรวจสอบความเป็นมาไม่ได้ แต่ถ้าเขามีความสามารถขนาดนี้คนเบื้องหลังต้องไม่ธรรมดา หากตอแยจนเจอตอใหญ่ เรารับความเสี่ยงได้หรือ?

รากฐานตระกูลวายุตรานับร้อยปีของพวกเขาไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถึงจะเป็นเช่นนั้นยังสืบไม่ได้ว่าขวัญเมืองผู้นี้เป็นสมบัติส่วนตัวผู้ใด หากคิดเล่นงานเขาเหมือนคนอื่นๆ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ก็สมควรสืบให้แน่ชัดก่อน ว่าตนกำลังเป็นศัตรูกับใครอยู่

“เรื่องนี้ไม่ต้องคิดมาก ฉันแค่จะสั่งสอนเขา”

เมื่อบอสใหญ่เห็นญาติๆ ไม่เอาด้วยจึงเล่าแผนการของตนออกมา

ราวครึ่งชั่วโมง เจ้าพ่อวายุบอกเล่าแผนการ 

อย่างที่ทราบกันดีชายแดนการเดินทางค่อนข้างเปลี่ยวการขนส่งใช้เวลามาก เขาจะสั่งให้โจรโพกหัวดักปล้นสินค้า แต่จะไม่นำสินค้าเหล่านั้นไปขาย เราจะแสร้งทำเป็นเข้าช่วยเหลือ ชิงสินค้าของเขากลับคืนมา เท่านี้ก็เพียงพอสร้างความหวาดกลัวให้เขาแล้ว

ทุกคนพอฟังยังไม่วางใจ กล่าวต่อว่า ถ้าเขาสืบจนทราบว่าเป็นฝีมือเราล่ะ

“เหอะ! ดูว่าถ้าฆ่าคนจนหมดแล้ว เขาจะสืบต่อไปได้ยังไง?” เจ้าพ่อวายุกล่าวหนักๆ ตามความคิดเขา ต่อให้ฆ่าคนขนสินค้าทั้งหมด นั่นก็จะเป็นไรไป ยังไงการปล้นเกิดที่นอกประเทศ พวกตนเพียงรับบทชิงสินค้ากลับมา

“เป็นไร? กลัวรึ? ใช่ว่าพวกเราไม่เคยทำ!”

ทุกคนเงียบ ยังไม่มีใครกล้าปริปากออกมา

ที่ผ่านมาตระกูลวายุตรายึดครองเส้นทางขนสินค้าขึ้นเหนือเพื่อส่งออกต่างประเทศ นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาทำได้ดีกว่าผู้อื่น หากแต่นอกด่านมีโจรใหญ่กลุ่มหนึ่งเรียกว่าโจรโพกผ้า รถบรรทุกสินค้าน้อยคันนักจะเดินทางโดยปลอดภัยได้

นี่เป็นความลับของตระกูล หัวหน้าโจรจัดเป็นพี่ชายร่วมปู่เดียวกันของบอสวายุ ความสัมพันธ์นี้ความจริงไม่เพียงพอให้ทั้งสองผูกมิตรทำการค้า หากแต่เพราะโจรยังไงก็ยังต้องการข่าวสาร ดังนั้นที่ผ่านมา เป็นพวกของวายุตราเองที่ส่งข่าวให้พวกเขาดักปล้นพ่อค้ารายอื่น ระบุแม้กระทั่งสินค้ามีอะไรบ้าง ปล้นแต่ละครั้งทำกำไรได้เท่าไร

“เจ้าพ่อ ผมเห็นด้วย! ขอเพียงไม่ได้แตกหักกับเขาโดยตรง แค่อยู่เบื้องหลัง ผมคิดว่าจะเสี่ยงดูสักครั้ง”

เมื่อมีคนเห็นด้วย คนอื่นๆ ก็พยักหน้าตาม ขอเพียงชิงการค้ารายใหญ่รายนี้กลับมาได้ ก็ไม่มีพ่อค้าคนไหนในเมืองโกฮัน ที่พวกเขาไม่กล้าแตกหักด้วย

ตลอดสามปี ตระกูลวายุตราทำกำไรจากท่านขวัญเมืองกว่าสิบล้าน จู่ๆ จะยอมให้ผู้อื่นมาชิงพุงปลาตัวนี้ไปกินได้ยังไง!


บทก่อนหน้า
บทถัดไป